ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2429 เขาไม่มาหรือ
ตอนที่ 2429 เขาไม่มาหรือ
………………..
ฉู่หลิวเยว่เข้าใจได้ในทันที
มิน่าล่ะ
ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร มีใครบ้างไม่อยากเข้ามาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์? มีใครบ้างไม่อยากขึ้นสวรรค์ทลายเทพ?
แต่คนที่สามารถทำสำเร็จนั้นมีจำนวนน้อยมาก
อีกทั้งหากล้มเหลวก็จะต้องชดใช้ด้วยชีวิต
ถ้าไม่มั่นใจในตัวเองมากพอ พวกเขาก็คงไม่เลือกหนทางนี้
ท้ายที่สุดแล้ว แม้จะเป็นโอกาสที่เราสร้าง แต่ก็ไม่สามารถเทียบได้กับชีวิตของพวกเขา
ขอเพียงแค่มีชีวิตรอดก็ยังมีหวัง หากตายไปแล้วก็ถือว่าทุกอย่างหมดสิ้น
ฉู่หลิวเยว่หันมองทางเซียวหราน
“ดังนั้น…ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสเซียวหราน…เคยเข้าไปที่ด่านเป็นตายนี้หรือไม่?”
“แน่นอนว่าไม่เคย!”
เซียวหรานกัดฟันแน่น สีหน้าจริงจัง
“ตายอย่างมีเกียรติดีกว่าอยู่ไปอย่างไร้ค่า ข้ายอมรออีกหมื่นปี แต่ไม่ยอมยื่นคอไปให้คนอื่นสังหารเด็ดขาด!”
ฉู่หลิวเยว่ “…แม้กระทั่งคนอย่างท่านก็ยังไม่ยินยอมจะเข้าไป ถ้าเช่นนั้นคนอื่นๆ …”
“เฮ้อ เจ้าคิดผิดแล้ว”
เซียวหรานหัวเราะขึ้นมา แล้วยกคางขึ้น
“มีคนจำนวนมากภายในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ที่ยินยอมจะลงพนันเรื่องนี้! เจ้าดูนี่สิ อีกเดี๋ยวมีคนไม่น้อยมาที่นี่แล้ว!”
ฉู่หลิวเยว่เงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย
แน่นอนว่า ชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่อยู่ด้านนอกประตูบานใหญ่ก็ลุกขึ้นมา
เซียวหรานพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“หากเป็นด้านอื่นยังพอมีโอกาสเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์บ้าง แต่จอมยุทธ์…ไม่มีทาง ไม่ว่าผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์จะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ สุดท้ายก็มีเพียงทางเลือกเดียว หากพวกเขาไม่เลือก เขาก็จะไม่มีโอกาสเลยจริงๆ ”
โหดร้ายงั้นหรือ?
แน่นอนว่า…นี่คือกฎพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์!
ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะเป็นใหญ่ นี่เป็นกฎที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง!
“แต่ฟางซวี่หนิงคนนี้ฝีมือไม่เลว เขาน่าจะมีฝีมือจริงๆ …”
ฉู่หลิวเยว่ได้ยินดังนั้น ก็ไม่ได้พูดอันใด
…
คนที่กล้าขึ้นมาคนแรกก็ต้องมีฝีมือไม่น้อย
ตอนนั้นหร่วนเจี้ยนเฟิงก็ปล่อยให้เขาเข้ามา
“เข้ามา”
ฟางซวี่หนิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์!
…
เขาเดินตรงไป แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เข้าไปในค่ายกลแห่งนั้น
ลำแสงสว่างเรืองรองจางๆ แผ่ออกมา แรงกดดันของลมปราณทำให้เขารู้สึกแน่นหน้าอก
หัวใจของฟางซวี่หนิงสั่นสะท้าน เขาประสานหมัดทำความเคารพ
“ฟางซวี่หนิง ระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ ขอเชิญเสินสื่อลำดับที่สี่มาประลองด้วย!”
เมื่อได้ยินดังนั้นฉู่หลิวเยว่ก็ตกตะลึงไป
“ขอเชิญเสินสื่อลำดับที่สี่มาประลอง? นี่หมายความว่า…”
เซียวหรานขยับตัวเข้ามาใกล้ แล้วอธิบายขึ้น
“นั่นหมายความว่าจะต้องแพ้แน่นอนไม่ใช่หรือ?”
“นั่นก็ไม่แน่ หลังจากเสินสื่อเข้าไปในสนามประลองแล้ว ขอบเขตพลังของเขาก็จะถูกกดจนเทียบเท่ากับตัวผู้ท้าชิง หากเป็นเช่นนั้นโอกาสที่ผู้ท้าชิงจะชนะก็มีเพิ่มมากขึ้น ขอเพียงชนะได้ก็สามารถผ่านด่านนี้ไปได้สำเร็จ!”
ขณะที่เซียวหรานพูด เขาก็ชี้ไปทางเสินสื่อลำดับที่สี่
“อีกทั้งยังไม่สามารถเลือกเสินสื่อได้ตามใจชอบ ฟางซวี่หนิงอยู่ในระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ไม่สามารถเลือกเสินสื่อลำดับที่เจ็ดที่เป็นปรมาจารย์ค่ายกลมาประลองได้”
ฉู่หลิวเยว่เข้าใจแล้ว
“อย่างนี้นี่เอง…”
เสินสื่อแต่ละคนมีหน้าที่แตกต่างกันไป และความสามารถของทุกคนก็แตกต่างกัน
หากผู้บำเพ็ญเพียรต้องการทะลวงด่านเป็นตาย ความจริงแล้วเขาก็มีทางเลือกไม่กี่ทางเท่านั้น
“แต่ฟางซวี่หนิงใจกล้ามากนัก คาดไม่ถึงว่าเขาจะเลือกเสินสื่อลำดับที่สี่ เขาเป็นเจ้านายของสระอัสนีบาตมานานหลายปี…”
แม้ก่อนหน้านี้ เสินสื่อลำดับที่สี่จะไม่สามารถควบคุมสระอัสนีบาตได้อย่างสมบูรณ์ ทุกคนก็รู้ว่านั่นเป็นเพียงอุบัติเหตุ เมื่อเขาร่วมมือกับเสินสื่อลำดับที่สอง ทุกอย่างก็สามารถคลี่คลายได้
ดังนั้นในสายตาของทุกคนภายในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ ความแข็งแกร่งของมู่ตงโหย่วก็นับว่าสูงมาก
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้า
เมื่อได้ยินดังนั้น มู่ตงโหย่วก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ เขาพุ่งตัวออกมาแล้วเข้าไปในค่ายกลแห่งนั้น
เขากวาดสายตาสำรวจฟางซวี่หนิง แล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม
“นับว่าเจ้ากล้าหาญไม่เบา!”
คนที่กล้าออกมาเป็นคนแรก แน่นอนว่าไม่เลวอยู่แล้ว
มู่ตงโหย่วชื่นชมคนเช่นนี้มาโดยตลอด
หัวใจของฟางซวี่หนิงเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง จากนั้นเขาก็ประสานมือทำความเคารพ
“เสินสื่อลำดับที่สี่ช่วยชี้แนะด้วย!”
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นั้น ฉู่หลิวเยว่ก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
ฟางซวี่หนิงผู้นี้…ถือว่าเป็นคนระดับสูงของเทพศักดิ์สิทธิ์
แต่ไม่รู้ว่า ครั้งนี้เขาจะสามารถเอาชนะมู่ตงโหย่วได้หรือไม่
วินาทีต่อมาเงาร่างของฟางซวี่หนิงก็หายไปจากที่เดิม
มู่ตงโหย่วสีหน้าตึงเครียดขึ้น จากนั้นเขาก็รีบลงมือทันที
เหมือนว่าเขามีตาหลัง เขาหมุนตัวแล้วปล่อยฝ่ามือออกไปทันทีโดยไม่ลังเล!
ตู้ม!
เสียงดังสนั่นลั่นขึ้น!
หมัดและฝ่ามือประสาน!
นี่คือกระบวนท่าแรกที่พวกเขาปะทะกัน เห็นได้ชัดว่าฟางซวี่หนิงไม่ได้ยั้งมือเลยแม้แต่น้อย เขาแสดงพลังเต็มกำลัง!
…เพื่อต่อสู้กับคู่แข็งแกร่งอย่างมู่ตงโหย่วก็มีเพียงวิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้นที่สามารถต่อต้านได้
ต่อสู้ด้วยความรวดเร็ว บางทีอาจจะมีโอกาสชนะบ้าง ยิ่งถ่วงเวลานานไป เขาก็จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าพลังของทั้งสองคนจะถูกกดให้อยู่ในระดับเดียวกัน แต่มู่ตงโหย่วมีฐานะเป็นเสินสื่อ พลังสำรองในร่างกายของเขาก็มีมากกว่า
ยิ่งยืดเยื้อ ยิ่งยากจะต่อสู้!
ฟางซวี่หนิงเข้าใจเหตุผลนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อเริ่มลงมือ เขาก็ใช้ท่าไม้ตายทันที!
คลื่นพลังที่น่าตกใจแผ่ออกมาจากคนทั้งสอง พร้อมกระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง!
อย่างใดก็ตามเมื่อระลอกคลื่นระเบิดออกมาจนถึงขอบของสนามประลอง มันกลับกระแทกเข้าที่ม่านพลังอันไร้รูปร่าง ก่อนถูกกลืนกินและทำลายไปจนหมดสิ้น!
การเผชิญหน้าของทั้งสองคนอยู่เพียงแค่ภายในสนามประลองแห่งนั้น
หลังจากผ่านไปสักพัก มุมปากของฟางซวี่หนิงก็มีคราบเลือดไหลออกมา
“หากอยากจะชนะการประลองครั้งนี้ เกรงว่าจะยากหน่อยนะ…ต่อให้ชนะแล้ว ก็ต้องเป็นชัยชนะที่น่าสังเวชแน่นอน”
ฉู่หลิวเยว่พูดเสียงต่ำ
การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“น่าสังเวชแล้วอย่างใดเล่า? ขอเพียงแค่สามารถขึ้นสวรรค์ทลายเทพได้ เรื่องเหล่านี้ไม่นับว่าเป็นอันใดเลย”
เหมือนว่าเซียวหรานเคยชินกับสิ่งเหล่านี้นานแล้ว
“อ่า จริงสิ ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้มีเด็กคนหนึ่งก็จะทะลวงไปสู่ระดับเทพศักดิ์สิทธิ์?”
ฉู่หลิวเยว่ชะงักไป
“ท่านหมายถึงเสี่ยวโจวอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว! เขาไม่มาด้วยหรือ?”
เซียวหรานหันออกไปมองทางนอกประตู
เด็กหนุ่มผมสั้นสีทองคนนั้น แม้จะเงียบขรึมไม่พูดจา แต่พรสวรรค์กับความแข็งแกร่งของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก
ฉู่หลิวเยว่ครุ่นคิด
เวลาที่ผ่านมานี้นางไม่ค่อยได้เห็นเสี่ยวโจวเลย
แต่ต่อให้เขามา นางก็ไม่สนับสนุนให้เขาเข้าร่วมด่านเป็นตาย
“เขาเพิ่งทะลวงด่านเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ไม่นาน โอกาสชนะมีไม่มาก” นางพูดพร้อมรอยยิ้ม
เซียวหรานครุ่นคิด ก็จริง จากนั้นเขาก็ลูบปลายคาง
“เอ๋ นอกจากเขาแล้ว เจ้ายังมีลูกน้องอีกหลายคนไม่ใช่หรือ อีกทั้งฝีมือก็ไม่เลว? เฉินอี…เฉินอีชื่อนี้สินะ? เขาก็ไม่มาด้วยหรือ?”
………………..