ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2455 ข้าจะรอเจ้า
ตอนที่ 2455 ข้าจะรอเจ้า
………………..
รอคอยอยู่พักหนึ่ง ปีศาจแดงก็ยังไม่ออกมา
ถวนจื่อทำริมฝีปากล่างยื่น
“ข้าจะนับถึงสามนะ!”
ถ้าหากยังไม่ออกมาละก็ นางจะไม่สนใจมันแล้วจริงๆ ด้วย!
ถึงตอนนั้น ต่อให้มันจะมาขอโทษต่อหน้านางอีกรอบ นางก็จะไม่ให้โอกาสแล้ว!
“หนึ่ง!”
ไม่มีการเคลื่อนไหวใดใด
ถวนจื่อขมวดคิ้วนิ่วหน้า
“สอง!”
ก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอยู่ดี
ถวนจื่อเดินกลับไปกลับมาอยู่สองสามรอบด้วยความโมโหอย่างยิ่ง
หรือว่าปีศาจแดงจะไม่สนใจเลยแม้แต่นิดเดียวจริงๆ?
เช่นนั้นมู่ชิงเห่อมีอันใดดีนักหนา มันถึงได้ภักดีต่อเขาขนาดนี้!
“สองจุดหนึ่ง!”
ถวนจื่อเริ่มชูนิ้วขึ้นมา
ในตอนนั้นเอง มีเสียงลมพัดผ่านสายหนึ่งแว่วดังมาจากด้านหลัง
ถวนจื่อดีใจอย่างมาก รีบหมุนกายกลับไป
“ฮ่าฮ่า! ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้า…”
เมื่อเห็นว่าเป็นอวี้เชียนที่ปรากฏกายขึ้นต่อหน้าอย่างกะทันหัน รอยยิ้มบนดวงหน้าของถวนจื่อพลันแข็งทื่อ นางถึงกับงุนงงแกมโมโหขึ้นมาชั่วขณะ
“เหตุใดจะเป็นข้าไม่ได้?”
อวี้เชียนมองถวนจื่อด้วยสายตาเย็นเยียบและดุดันยิ่ง
ถวนจื่อรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงตื่นตัวขึ้นมาโดยพลัน
“เจ้า…”
“เจ้าไม่ได้ยกเลิกพันธสัญญากับซั่งกวนเยว่”
อวี้เชียนเอ่ยเสียงเย็นด้วยน้ำเสียงมั่นคงอย่างยิ่ง
นัยน์ตาของถวนจื่อหดลงทันควัน
ที่แท้เขาก็รู้แล้ว…
“มากับข้า!”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของถวนจื่อ อวี้เชียนยิ่งทวีความกราดเกรี้ยวกว่าเก่า เขาก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ฟังคำทัดทาน หมายจะคว้ามือของถวนจื่อ
ถวนจื่อรีบเคลื่อนตัวหลบทันที นางจ้องมองเขาด้วยสายตาเปี่ยมแววไม่เป็นมิตร
“เจ้าคิดจะทำอันใด!?”
คนผู้นี้… อันตรายอย่างยิ่ง!
อวี้เชียนแค่นหัวเราะเสียงเย็น
“ข้าคิดจะทำอันใด อีกเดี๋ยวเจ้าก็ได้รู้แล้ว!”
ระหว่างที่พูด หวายสีดำขนาดเท่านิ้วโป้งเส้นหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากชายเสื้อของเขา แล้วมุ่งหน้าทะยานไปหาถวนจื่อ!
ถวนจื่อเห็นท่าไม่ดี รีบถอยหลังหลบทันที ขณะเดียวกันก็กางค่ายกลเปลวเพลิงชั้นหนึ่งไว้เบื้องหน้า!
ทว่าภาพฉากถัดมากลับทำให้นางตื่นตกใจอย่างยิ่ง หวายสีดำเส้นนั้นทะลุผ่านเปลวเพลิงมาได้อย่างง่ายดาย!
อุณหภูมิสูงอันร้อนระอุและพลังที่แข็งแกร่งมิอาจทำอันใดมันได้เลย
ของสิ่งนี้มันคืออันใดกันแน่!?
ในตอนที่ถวนจื่อกำลังครุ่นคิด ของสิ่งนี้ก็ทะยานเข้ามารัดข้อมือของนางเอาไว้แน่นเสียแล้ว
ความเจ็บปวดแปลบแล่นปราดมาจากข้อมือ ถวนจื่อตื่นตกใจอย่างมาก รีบก้มศีรษะมองทันควัน จึงพบว่าบนข้อมือทั้งสองข้างของตนมีหยาดเลือดสีแดงฉานแผ่ซึมออกมาแล้ว!
อีกทั้งหยาดเลือดเหล่านี้มิได้หยดลงบนพื้นแต่อย่างใด กลับกันมันถูกหวายเส้นนั้นดูดซึมเข้าไปแทน!
ความกระวนกระวายใจอย่างรุนแรงพลันแล่นปราดเข้ามาในใจของถวนจื่อ
ความทรมานทั้งหมดทั้งมวลที่เคยประสบมาจากทะเลทรายจันทราสีชาด นางล้วนจำมันได้อย่างแม่นยำ!
ภาพฉากนี้ช่างชวนให้รู้สึกคุ้นเคยโดยแท้!
“ปล่อยข้านะ!”
ถวนจื่อรีบตะเกียกตะกายดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งทันที
ทว่าหวายสีดำเส้นนี้แปลกประหลาดอย่างยิ่ง ยิ่งนางดิ้นมากเท่าไร ของสิ่งนี้ก็ยิ่งรัดแน่นมากเท่านั้น!
อีกทั้งหยาดเลือดภายในร่างของนางก็ยิ่งไหลออกมาจนถูกมันดูดกลืนเร็วกว่าเก่า!
อวี้เชียนแค่นเสียงเย็นคราหนึ่ง ก่อนจะฉุดกระชากลากถูถวนจื่อ แล้วหมุนกายกลับไปยังตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
ถวนจื่อที่เปิดเส้นชีพจรที่แปดแล้ว ความสามารถย่อมพัฒนาก้าวหน้ามากกว่าแต่ก่อนมาก
ทว่าเมื่อเทียบกับอวี้เชียนแล้ว กลับด้อยกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เงาร่างของคนทั้งสองหายวับไปจากภูเขาเฟิ่งหมิงในไม่ช้า
ทันใดนั้น เงาร่างเล็กจ้อยสีน้ำฟ้าร่างหนึ่งก็โผล่ออกมาจากหลังก้อนหิน
เป็นเจ้าปีศาจแดงนั่นเอง
เมื่อเห็นว่าถวนจื่อถูกพาตัวไป ในใจของมันพลันบังเกิดความวิตกกังวลเหลือแสน
มันจึงกระพือปีกบินตามไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว!
…
ผู้ที่เห็นภาพฉากอย่างเดียวกันนี้ยังมีโหมวเจินด้วย
ทันทีที่เห็นอวี้เชียนมาที่นี่ด้วยท่าทีฉุนเฉียว เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ทว่าสายตาของโหมวเจินดีเยี่ยมยิ่ง มองปราดเดียวก็เห็นสภาพโชกเลือดบนตัวถวนจื่อแล้ว
หว่างคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น
จากนั้น ร่างของเขาพลันเคลื่อนไหว ก่อนจะทะยานตามไปในทันที
…
การไปกลับของอวี้เชียนในครานี้ไม่ได้จงใจปิดบังตัวตนแต่อย่างใด ดังนั้นบรรดาฝูงชนที่อยู่ภายนอกตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์จึงเห็นหมดเลยเช่นกัน
ในตอนที่บรรดาฝูงชนกำลังสงสัยใคร่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงออกจากตำหนักไปกะทันหันนั่นเอง ก็พบว่าอวี้เชียนนั้นได้พาตัวถวนจื่อกลับมาด้วย
สภาพเช่นนั้นดูแล้วห่างไกลกับคำว่าดีโดยแท้
“นั่นมันนายน้อยของเผ่าหงส์ทองคำที่ก่อนหน้านี้อยู่ในภูเขาเฟิ่งหมิงมาตลอดเลยมิใช่หรือ? เหตุใดจู่ๆ เสินสื่อลำดับสองถึงได้พาตัวนางมากันเล่า”
“ดูแล้ว… สถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไรหนา! เหมือนว่านางจะถูกมัดอยู่ด้วย?”
“นางเองก็เห็นเหมือนกัน บนตัวนางเหมือนจะมีเลือดด้วย…”
“แปลกชะมัด ก่อนหน้านี้มิใช่ว่าเสินสื่อลำดับที่สองมักใจกว้างกับนางตลอดหรอกหรือ? ตอนนี้เขาวางแผนคิดจะทำอันใดอีกล่ะนั่น”
“เฮอะ บรรพบุรุษของเผ่าหงส์ทองคำในปีนั้นทรยศตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์! ในฐานะเผ่าเปื้อนมลทิน เสินสื่อลำดับสองจะไปใจดีกับนางได้อย่างใด?”
“การเคลื่อนไหวเมื่อครู่นั้นน่าจะเป็นเพราะนางเปิดเส้นชีพจรที่แปดแล้ว? ไม่รู้เหมือนกันว่าเสินสื่อลำดับสองคิดจะทำอันใดกันแน่…”
บรรดาฝูงชนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส ไม่ว่าข้อคาดเดาแบบใดล้วนมีทั้งนั้น
ส่วนอวี้เชียนก็ได้พาถวนจื่อกลับมาถึงตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ตำหนักหลักแล้วเป็นที่เรียบร้อย
…
“ปล่อยข้านะ!”
ถวนจื่อนั้นดิ้นรนพยายามหนีมาตลอดทาง ทว่าพลังของอวี้เชียนนั้นแข็งแกร่งเกินไป นางจึงมิใช่คู่ต่อสู้เลยแม้แต่นิดเดียว
สองมือถวนจื่อถูกมัดเอาไว้ ครั้นถูกผลักกะทันหันเช่นนี้ ฝีเท้าจึงไม่มั่นคง นางซวนเซไปมาจนเกือบล้มลงบนพื้น
นางฝืนทรงตัวอย่างยากลำบาก กล่าวเสียงกราดเกรี้ยวว่า
“เจ้าอยากคุกเข่านักก็คุกเข่าเองซี! ข้าไม่คุกเข่า!”
ทุกคนล้วนหันมองมาทันควัน
รวมไปถึงฉู่หลิวเยว่ด้วย
เมื่อเห็นคราบเลือดเปรอะเปื้อนบนร่างเล็กจ้อย ดวงใจของนางราวกับถูกก้อนหินหนักๆ กดทับเอาไว้ในบัดดล ทั้งอึดอัดและเจ็บปวดอย่างยิ่ง
“ถวนจื่อ!”
ท้ายที่สุดนางก็ตะโกนออกไปอย่างเหลืออด
ถวนจื่อพลันได้สติกลับคืน รีบหันศีรษะขวับมามอง ก่อนจะมองเห็นฉู่หลิวเยว่ที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มแต้มแสงสีทอง
“อาเยว่!”
นางวิ่งตรงไปหาฉู่หลิวเยว่โดยไม่แม้แต่จะคิดทันที
ทว่าวิ่งไปได้แค่สองก้าว อวี้เชียนก็หุบมือเข้าหากัน หวายสีดำเส้นนั้นพลันหดรัดแน่น!
ในที่สุด ครั้งนี้ถวนจื่อก็ล้มลงกับพื้นอย่างแรง
สุ้มเสียงดัง “ตุบ” ก้องกังวาน
บนข้อมือของนางเริ่มมีหยดเลือดไหลซึมออกมามากขึ้นเรื่อยๆ
“อวี้เชียน!”
ในอกของฉู่หลิวเยว่ราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง นางแผดเสียงตะโกนออกไปอย่างโกรธเกรี้ยวในบัดดล!
อวี้เชียนเงยศีรษะขึ้นมาสบตากับนางโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าแหกปาก…”
ในตอนที่เขากำลังจะส่งเสียงเยาะเย้ยออกไป ครั้นสบเข้ากับสายตาของฉู่หลิวเยว่กลับรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมาในใจอย่างบรรยายไม่ถูก
ฉู่หลิวเยว่ในตอนนี้ดูจะ… แตกต่างกับเมื่อก่อนอยู่หลายส่วนทีเดียว
ดวงตาที่มักจะเปล่งประกายเจิดจ้าเรืองรองคู่นั้น บัดนี้กลับดำสนิทไร้แววจนไม่เห็นก้นบึ้ง
ราวกับปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งที่จับตัวแข็งมาหลายหมื่นปี ไอหนาวเหน็บเสียดแทงลึกไปถึงกระดูก!
เพียงแวบเดียว ก็ทำให้เขาบังเกิดความหวั่นเกรงขึ้นมาจางๆ!
“อาเยว่ ถวนจื่อไม่เป็นไร!”
ถวนจื่อลุกขึ้นยืนพลางกัดฟัน ก่อนจะหันมองนางด้วยสองตาแดงก่ำ ทั้งยังพยายามสูดจมูกอย่างสุดความสามารถ
“อาเยว่ไม่ต้องเป็นห่วง!”
นางฉลาดหลักแหลมมาแต่ไหนแต่ไร มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าตอนนี้ฉู่หลิวเยว่กำลังมาถึงขั้นตอนสำคัญของการขึ้นสวรรค์ทลายเทพ
ไม่ได้ จะไปรบกวนนางไม่ได้เด็ดขาด!
คิดมาถึงตรงนี้ นางก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมาให้เห็น
“ข้าจะรออาเยว่ออกมาอยู่ตรงนี้นะ!”
ในใจของฉู่หลิวเยว่พลันปวดร้าวขึ้นมาทันควัน
………………..