ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2465 เจ้าเลือกมาอย่างหนึ่ง
ฉู่หลิวเยว่เบนสายตากลับไปมอง
ผู้ที่เอ่ยขึ้นมาก็คือหรงซิวนั่นเอง
บนดวงหน้าหล่อเหลาชวนลุ่มหลงยังคงฉาบด้วยแววเรียบนิ่งสุขุม
ประโยคเมื่อครู่ถามออกมาได้ปกติธรรมดา ไม่สัมผัสถึงความผิดปกติใดๆ เลยแม้แต่น้อย
ฉู่หลิวเยว่ยังไม่ทันตอบกลับไป ฝานอวิ๋นเซียวก็กล่าวขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ไหว
“ท่านเทพ ซั่งกวนเยว่ล้มเหลวไปแล้ว เหตุใดถึงยังไปต่อได้…อ๊าก!”
พลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งพลันปะทะเข้าที่กลางหลัง เขาไม่ทันระวังตัว จู่ๆ ก็ถูกผลักไปด้านหน้า ซวนเซไปหลายก้าวกว่าจะกลับมาตั้งหลักได้อย่างยากลำบาก
เขาหันศีรษะกลับไปมองอย่างโกรธเกรี้ยว
“ผู้ดูแลรอง! นี่เจ้าทำบ้าอันใด?”
จู่ๆ มาลอบโจมตีกันเช่นนี้ ออกจะไม่เข้าท่าเกินไปหน่อยกระมัง!
เหยียนเก๋อเก็บมือกลับมากอดอก ก่อนเอ่ยเสียงเฉื่อยชาว่า
“ท่านเทพบอกว่าไปต่อได้ นั่นก็คือไปต่อได้ เจ้าเป็นใครถึงกล้ามาตั้งคำถาม? เจ้าน่ะเป็นตัวอันใดถึงคู่ควรจะพูดกับท่านเทพแบบนี้?”
“เจ้า…”
ฝานอวิ๋นเซียวถูกทำให้อับอายต่อหน้าฝูงชน ในอกพลันมีเพลิงโทสะลุกโหม
ทว่าคำพูดของเหยียนเก๋อทำให้เขาโต้กลับไม่ออก
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตอกกลับไป
“เจ้าไปฟังจากไหนว่าข้าตั้งคำถามกับท่านเทพ ข้าแค่รู้สึกว่ามันแปลก เลยถามแบบนี้ก็เท่านั้น!”
เหตุใดถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือกะทันหันเช่นนี้กัน?
เหยียนเก๋อแค่นหัวเราะพลางปรายตามองเขา
ในยามปกติ เหยียนเก๋อจงเกลียดจงชังเขามาก ไม่สิ พูดให้ถูกก็คือ เขาไม่ชอบใจบรรดาเสินสื่อทุกคนเลยแม้แต่น้อย
ทว่าการต่อปากต่อคำพวกนั้น จะดีร้ายอย่างใดก็เกิดขึ้นในที่รโหฐาน ต่างฝ่ายต่างอดทนกลั้นใจเสียหน่อย จากนั้นก็ปล่อยผ่านไป
ทว่าตอนนี้เขากลับเอ่ยปากพูดจากระแหนะกระแหนกันต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้เลยหรือ!?
เขาหันมองไปทางเสินจู่อย่างอดไม่ได้
“ผู้ดูแลรองพูดถูกแล้ว”
เสินจู่กล่าวเสียงเรียบ
ฝานอวิ๋นเซียวสะอึกจนลมหายใจติดขัดอยู่ในคอ
ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ท้ายที่สุดเขาก็ฝืนกล้ำกลืนก้อนสะอึกนั้นลงไป ก่อนจะสะบัดชายเสื้อคลุมอย่างแรง
“เฮอะ! ข้าก็อยากจะดูนักว่านางยังเอาความสามารถอันใดไปขึ้นสวรรค์ทลายเทพ!”
หรงซิวปรายตามองฝานอวิ๋นเซียวแวบหนึ่ง
สายตาของเขาทั้งเรียบนิ่งและเย็นเยียบยิ่ง!
“นางจะทำสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้าเท่านั้น เหตุใดเสินสื่อลำดับสามเองก็อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของข้าหรือ”
ใจของฝานอวิ๋นเซียวถึงกับดัง “ตึกตัก” สีเลือดบนใบหน้าพลันหายวับฟึ่บไปในพริบตา หลงเหลือแต่เพียงสีขาวซีดเท่านั้น
ท่านเทพเอ่ยเช่นนี้ แปลว่ากำลังหมดความอดทนขึ้นมาแล้วจริงๆ!
เขาละล่ำละลักอธิบาย
“ท่านเทพโปรดอภัย! ขะ…ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่นใดจริงๆ! ข้าก็แค่…”
สุ้มเสียงของเขาแผ่วเบาลงเรื่อยๆ
แรงกดดันของคนผู้นั้นถึงขั้นที่ทำให้เขาหายใจได้ลำบากยิ่ง ทั่วทั้งร่างพลันเย็นวาบหนาวสะท้าน
เขารู้แจ้งแก่ใจว่าหากพูดต่อไป สิ่งที่รอคอยเขาอยู่ย่อมมิใช่แค่การตำหนิเรียบๆ เช่นนี้ประโยคเดียวแน่
ฝานอวิ๋นเซียวจึงเงียบปากลงอย่างรู้ความ
อย่างใดเสียเขาก็เป็นผู้ที่ถือครองบันทึกหมื่นเซียนเอาไว้
ฝานอวิ๋นเซียวนับว่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนให้ตัวเองโดยแท้
ไปหาเรื่องใครไม่หา ดันอยากไปสร้างความวุ่นวายต่อหน้าท่านเทพเข้านี่นะ?
นี่ไม่เท่ากับว่ารนหาที่ตายให้ตัวเองหรอกหรือ
…
มือของฉู่หลิวเยว่อยู่ภายใต้ชายเสื้อคลุมค่อยๆ กำเข้าหากันแน่น นางสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ถามว่า
“ความหมายของท่านเทพคือใช้วิธีการใดไปต่อหรือ”
“นอกจากปรมาจารย์แล้ว ยังเหลืออีกสามทาง”
น้ำเสียงของหรงซิวเรียบนิ่ง หากแต่นัยน์ตาหงส์กลับเย็นชา
ฉู่หลิวเยว่เข้าใจในบัดดล
ที่แท้ก็หมายถึงแบบนี้นี่เอง…
คนจำนวนมากได้ยินดังนั้นต่างก็ลอบสบตากันไปมา
ที่แท้วิธีการของท่านเทพก็ไม่ได้มีปัญหาอันใด
อย่างใดเสีย ฉู่หลิวเยว่ก็เป็นอัจฉริยะรอบด้านที่ใครๆ ต่างก็ยอมรับ
นางไม่เพียงแต่เป็นยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผลงานในด้านอื่นๆ ของนางเองก็โดดเด่นมาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
เพียงแต่ก่อนหน้านี้ที่บรรลุเส้นทางดวงดาวสำเร็จ นางทิ้งความประทับใจฝังลึกแก่บรรดาฝูงชนเกินไปหน่อย ดังนั้นทุกคนจึงพากันคิดไปโดยไม่รู้ตัวว่านางน่าจะเลือกเส้นทางนี้
ในความเป็นจริงแล้ว นางยังมีสถานะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ เซียนหมอระดับปรมาจารย์ รวมไปถึงช่างหลอมอาวุธระดับปรมาจารย์อีกด้วย!
คนประเภทนี้เลือกอันใดไม่ได้บ้าง?
แล้วก็เป็นตัวนางนี่ล่ะที่มีโอกาสไปต่อได้
ผู้ฝึกตนที่อยู่โดยรอบจำนวนไม่น้อยต่างก็มองมา พลางลอบคาดเดากันว่านางจะเลือกเช่นไร
ทันใดนั้น นางก็กล่าวขึ้นมาว่า
“ข้าเลือกจอมยุทธ์”
สายตาของหรงซิวกวาดมองใบหน้าของนาง
“อนุญาต”
…
ฉู่หลิวเยว่ก้าวเท้าเตรียมจากไป
เซียวหรานที่อยู่ข้างกันนั้นมีสีหน้าเศร้าโศกยิ่ง เขาอ้าปากราวกับจะพูดอันใดบางอย่าง แต่ก็หยุดชะงักไป
“อา นี่…”
เขาคิดว่ามาโดยตลอดว่าฉู่หลิวเยว่ต้องขึ้นสวรรค์ทลายเทพได้สำเร็จเป็นคนแรกในหมู่ปรมาจารย์เหล่านี้อย่างแน่นอน นึกไม่ถึงว่าสถานการณ์จะกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
ด้วยพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมน่าหวาดหวั่นเช่นนั้นของนางยังมิอาจสำเร็จ…ช่างน่าเสียดายโดยแท้
ในใจเซียวหรานรู้สึกย่ำแย่อยู่มาก
ในมุมหนึ่ง เขาค่อนข้างชมชอบในตัวแม่หนูนี่มาโดยตลอด อายุยังน้อย แต่สุภาพอ่อนโยน ฉลาดเฉลียวอย่างยิ่ง ไม่รังแกผู้อ่อนแอ ทั้งยังไม่ทำตัวต่ำต้อยยามอยู่ต่อหน้าผู้แข็งแกร่ง
ท่าทีของบรรดาฝูงชนในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ที่มีต่อนางคราแรกสุดล้วนเป็นการเหยียดหยามดูแคลน จนกลายมาเป็นความชื่นชมแกมเคารพนับถือในภายหลัง แทบเป็นการเปลี่ยนแปลงชนิดที่ว่าพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
ทว่านางกลับไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย ไม่ทำตัวต่ำต้อยแต่ก็ไม่แข็งขืน มั่นคงแน่วแน่ไม่สั่นไหว พิสูจน์ตัวเองไปทีละก้าว ให้ความสามารถเป็นตัวบอกกล่าว
อีกมุมหนึ่ง ที่เขาสามารถแก้ค่ายกลอันสุดท้ายบนเส้นทางดวงดาวได้อย่างราบรื่นล้วนแต่ได้ฉู่หลิวเยว่ช่วยเอาไว้ ในใจเขาย่อมขอบคุณนางอยู่แล้ว
เพียงแต่พอไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ ก็…
อัตราก้าวหน้าของเซียวหรานช้ากว่าชีหานอยู่บ้าง อีกไม่นานก็น่าจะเสร็จสิ้น
เขาไม่มีปัญหาในเรื่องของตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ ขอเพียงทุกอย่างราบรื่น ย่อมต้องได้รับการจารึกลงบนบันทึกหมื่นเซียนเป็นคนแรกได้แน่
เซียวหรานมองดูนาง เห็นเพียงว่ารอยยิ้มของแม่นางตรงหน้าบริสุทธิ์ นัยน์ตาใสกระจ่าง สีหน้าผ่อนคลายเป็นอิสระ ราวกับไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย
ใจของเขากระตุกกึก ก่อนจะผงกศีรษะ
“ขอยืมคำเจ้าอวยพร ถ้าข้าทำสำเร็จ ก็จะรอเจ้า!”
ต่อให้ฉู่หลิวเยว่จะล้มเหลวในด้านปรมาจารย์ อีกทั้งส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ยังรู้สึกว่าฉู่หลิวเยว่มีหวังอยู่ดี
คนประเภทนี้…เดิมสมควรยืนบนยอดภูผา ได้รับความชื่นชมนับถือเหลือคณานับจึงจะถูก!
รอยยิ้มตรงมุมปากของฉู่หลิวเยว่ลึกล้ำขึ้นน้อยๆ
“ได้เจ้าค่ะ”
ระหว่างที่พูด จู่ๆ นางก็นึกอันใดขึ้นมาได้ จึงหันมองทางหรงซิว
“ท่านเทพ ชีหานเองก็เป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ มิทราบว่าเขาไปพร้อมกับข้าได้หรือไม่”
หรงซิวพยักหน้า
“ได้”
หางคิ้วของฉู่หลิวเยว่เลิกขึ้นน้อยๆ ก่อนจะหันศีรษะกลับไปกวักมือเรียกชีหาน
ชีหานจึงเดินตามขึ้นไป
ยามผ่านข้างกายจื่อเฉิน สุรเสียงของเสินจู่พลันดังแว่วมาจากด้านหลัง
“เมื่อครู่เจ้ากำลังลองขึ้นสวรรค์ทลายเทพ ข้าเลยไม่ได้รบกวน ในเมื่อตอนนี้ว่างแล้ว เช่นนั้นก็คืน… เกราะศักดิ์สิทธิ์ทองคำม่วงอันนั้นกลับมาเถิด”
ฝีเท้าของฉู่หลิวเยว่พลันหยุดชะงักไป
จื่อเฉินสีหน้าดุดันขึ้นมาทันใด เขาสาวเท้าก้าวไปข้างหน้า ปกป้องฉู่หลิวเยว่ให้มาหลบอยู่หลังตน
เสินจู่ราวกับส่งเสียงหัวเราะออกมาคราหนึ่ง
“เจ้าคงไม่คิดว่าพึ่งแค่อินทรีสามตนตนเดียวจะปกป้องเกราะศักดิ์สิทธิ์ทองคำม่วงเอาไว้ได้จริงๆ น่ะ?”
ฉู่หลิวเยว่ตบบ่าของจื่อเฉินเบาๆ จากนั้นก็เก็บเกราะศักดิ์สิทธิ์ทองคำม่วงกลับไป
ในตอนนั้นเอง ด้านนอกตำหนักพลันแว่วเสียงร้องครวญของวิหคดังขึ้น
นั่นมัน…เสียงของถวนจื่อ!
เสินจู่กล่าวต่อ
“หากเจ้าคืนเกราะศักดิ์สิทธิ์ทองคำม่วงมา ข้าก็จะปล่อยหงส์ทองคำตัวนั้น”
มือฉู่หลิวเยว่กำเข้าหากันแน่นในบัดดล!