ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2469 ขาดหายไป
ตอนที่ 2469 ขาดหายไป
……………
สถานการณ์เหนือความคาดหมายที่ปรากฏขึ้นกะทันหันต่างทำให้ทุกคนตื่นตกใจจนนิ่งค้างอยู่กับที่
เจี่ยนเฟิงฉือ… ทำสำเร็จแล้ว!?
แต่ว่าเขาเองก็ไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์มิใช่หรือ!?
พริบตาต่อมา ฝ่ามือหรงซิวโบกไหว รอบกายของเจี่ยนเฟิงฉือพลันถูกห่อหุ้มด้วยประกายแสงในบัดดล
จากนั้น ชื่อของเขาก็ถูกจารึกลงในบันทึกหมื่นเซียน!
ยามเห็นรายชื่อที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาในบันทึก ทั้งด้านในและด้านนอกตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ต่างพร้อมใจกันจมสู่ความเงียบงันอันน่าพิกล
ถ้าหากว่าผู้ไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ก็ขึ้นสวรรค์ทลายเทพได้ เช่นนั้น… เกิดอันใดขึ้นกับฉู่หลิวเยว่กัน!?
นัยน์ตางดงามของน้องแปดเบิกกว้างน้อยๆ ก่อนหันมองเจี่ยนเฟิงฉือด้วยแววตาตื่นตะลึงอย่างปิดไม่มิด
“เจ้า… ทำสำเร็จแล้ว!?”
เจี่ยนเฟิงฉือมองดูยาอายุวัฒนะในมือ นอกเหนือจากความตื่นเต้นดีใจแล้ว ใจยังมีความสงสัยอยู่เต็มเปี่ยม
ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอันใดขึ้นกันแน่เช่นกัน
ตั้งแต่แรกเริ่มจนจบ เขาก็ทำตามขั้นตอนปกติทุกอย่าง สุดท้ายมันก็… สำเร็จไปเองโดยปริยาย
“ข้าต่างหากที่ต้องถามเจ้า เมื่อครู่มิใช่ว่าเจ้าทำได้ราบรื่นมาตลอดหรอกหรือ เหตุใดตอนสุดท้ายถึงได้หลอมโอสถล้มเหลวเล่า?” เจี่ยนเฟิงฉือถามกลับ
น้องแปดนิ่วหน้าน้อยๆ
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างใด!”
ระดับของเจี่ยนเฟิงฉือต่ำกว่านางอยู่ระดับหนึ่งเลยหนา!
กลายเป็นว่านางล้มเหลว แต่เจี่ยนเฟิงฉือกลับทำสำเร็จนี่นะ?
ไหนจะนายท่านอีก!
นางมาร่วมช้าที่สุด ทว่ากลับหลอมโอสถได้ไวที่สุด ทั้งยังไม่สำเร็จอีกด้วย
บรรดาผู้คนที่อยู่โดยรอบเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะสบสายตากันไปมาอย่างจนปัญญา
ล้มเหลวมาสามรอบติดต่อกันแล้ว นางยังจะไปลองอีกหรือ?
ดูท่าหากไม่ได้เจอกำแพงทิศใต้ก็ไม่ยอมแพ้ ไม่ถึงที่สุดก็จะไม่ยอมล้มเลิกจริงๆ
น้องแปดกระทืบเท้าปึงปัง
ในใจของนางรู้สึกไม่ยินยอมอย่างมาก แต่นางเป็นห่วงนายท่านยิ่งกว่า
แม้ตอนนี้นายท่านจะดูสงบนิ่งมาก แต่จะให้ไม่ใส่ใจเลยจริงๆ แม้แต่นิดเดียวได้อย่างใดกัน?
หากครั้งนี้ก็ล้มเหลวอีกรอบแล้วละก็…
น้องแปดก้มศีรษะลงมองหม้อต้มโอสถเบื้องหน้าของตนเอง
เปลวเพลิงในหม้อมอดดับไปเรียบร้อยแล้ว หลงเหลือแต่เพียงเขม่าดำและกลิ่นไหม้ที่อบอวลอยู่เบาบางเท่านั้น
เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ได้หนอ…
นางไม่เข้าใจเลยจริงๆ
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าขั้นตอนระหว่างทางไม่มีปัญหาอันใดเลยแม้แต่น้อย…
ฉู่หลิวเยว่เดินมาถึงฝั่งสุดท้ายของช่างหลอมอาวุธ ก่อนจะหยุดยืนนิ่ง
จากนั้น นางก็หยิบเอาหม้อน้ำเทวศักดิ์สิทธิ์ออกมา
ตอนนี้ซูหลีและซั่งกวนจิ้งที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลต่างก็กำลังมองมาทางนี้ด้วยสายตาที่ค่อนข้างเป็นกังวล
พรสวรรค์ของฉู่หลิวเยว่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังขาเลย ทว่าก่อนหน้านี้นางไม่สำเร็จเลยสักครั้งเดียว ครั้งนี้เองก็พูดได้ไม่เต็มปากเช่นกัน
ตอนนี้ทุกคนล้วนสัมผัสได้ว่าบนร่างของนางต้องมีบางอย่างผิดปกติอย่างแน่นอน
และอาจจะไม่ใช่แค่นางคนเดียวด้วย
…
“ขนาดคุณชายเจี่ยนขึ้นสวรรค์ทลายเทพสำเร็จไปแล้ว เหตุใดพี่แปดถึงยังไม่มีการเคลื่อนไหวอันใดเลย?”
แม่นางสิบเอ็ดเม้มริมฝีปากเข้าหากัน
ไม่ใช่แค่พี่แปด ยังมีนายท่านและพี่เจ็ดที่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอันใดเลยตั้งแต่เข้าไปด้านในตำหนักจนกระทั่งตอนนี้
สถานการณ์เช่นนี้ผิดปกติอย่างยิ่ง น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเขาเข้าไปไม่ได้ ทำได้แค่เฝ้าดูอยู่ข้างนอกเท่านั้น
ลั่วเฟิงนิ่วหน้า ก่อนจะหรี่ตาลงน้อยๆ
ไม่รู้ด้วยเหตุใด ยิ่งเขามองตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์นานเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยมากเท่านั้น
คราแรกสุดเขายังคิดไปว่าเป็นเพราะผังทรายจำลอง ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เขากลับพบว่าไม่น่าจะเป็นเพราะเรื่องนั้น
เหมือนกับว่า…
เขาเคยเข้าไปแล้วครั้งหนึ่งจริงๆ อย่างใดอย่างนั้น?
ทันทีที่ความคิดนี้แล่นปราดขึ้นมาในสมอง เขาก็นวดหว่างคิ้วอย่างอดไม่ไหว ก่อนจะส่ายศีรษะแกมหัวเราะอย่างจนปัญญา
คิดมากเกินไปแล้วจริงๆ…
“ดูนั่นสิ! มีคนกำลังไปที่หยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวแล้ว!”
ในกลุ่มฝูงชนพลันแว่วเสียงตะโกนขึ้นมา
ลั่วเฟิงรีบหันมองตามทันควัน
นั่นคือเด็กหนุ่มที่ดูแล้วอายุอานามไม่เกินสิบเจ็ดสิบแปดเห็นจะได้
เขาสวมชุดคลุมยาวสีดำ ดวงหน้างดงามลออ
ในตอนนั้นเอง เขากระวีกระวาดสับเท้าอย่างรีบร้อนไปหยุดตรงหน้าอวี้เชียน ก่อนจะเอ่ยอันใดบางอย่างเสียงเบาด้วยสีหน้าวิตกกังวลยิ่ง
ใครคนหนึ่งเอ่ยเสียงเบาว่า
“นั่นมัน… เสินสื่อลำดับสิบสาม? ไม่ใช่ว่าเขาต้องคอยเฝ้าดูหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวอยู่ตลอดหรอกหรือ? เหตุใดตอนนี้ถึงเพิ่งมากันเล่า”
“ใครจะไปรู้กัน… อีกอย่างดูจากท่าทางแล้ว ไม่น่าจะมาจากตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ แต่เหมือนกับมาจากที่อื่นอย่างใดอย่างนั้น…”
“วันนี้เป็นวันสำคัญขนาดนี้ เหตุใดเขาถึงมาสายกัน?”
“ไม่รู้ว่าเขากับเสินสื่อลำดับสองกำลังคุยเรื่องอันใดกัน… สีหน้าดูไม่ค่อยดีเท่าไรเลย…”
เขาถึงกับตื่นตะลึง ผินศีรษะหันมองทันที
“แม่นางสิบเอ็ด เมื่อครู่เจ้าว่าอันใดนะ?”
แม่นางสิบเอ็ดจ้องไปยังฟากนั้น ก่อนจะเชิดคางขึ้นน้อยๆ
“ก็หยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวนั่นน่ะไม่จำเป็นต้องคอยเฝ้าอยู่แล้วกระมัง?”
ลั่วเฟิงคิดแค่ว่านางสงสัยใคร่รู้ จึงกล่าวอธิบายว่า
“ได้ยินว่าหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวมีความสำคัญต่อตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก การส่งเสินสื่อไปเฝ้าดูแลโดยเฉพาะก็เป็นเรื่องปกติ”
แม่นางสิบเอ็ดแค่นหัวเราะ
“ของหายไปแล้ว ยังต้องเฝ้าอันใดอีก?”
ลั่วเฟิงพลันมีสีหน้างุนงง “อันใดหายไปหรือ?”
“ก็…”
คำพูดของแม่นางสิบเอ็ดมาถึงปลายลิ้นแล้ว ทว่าจู่ๆ ก็หยุดชะงักไป
จากนั้น ดวงหน้าของนางก็เผยแววฉงน ก่อนจะนิ่วหน้าน้อยๆ
นั่นซี สิ่งใดหายไปกัน?
เหตุใดนางถึงได้พูดอันใดแบบนั้นออกมาได้เล่า?
“ข้า…”
ในตอนที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่นั่นเองว่าจะตอบออกไปอย่างใดดี แม่นางสิบสองที่อยู่ข้างกันนั้นพลันกล่าวขึ้นมาเสียงเบา
“พี่สาวพูดถูกต้องแล้ว…”
นางพูดพลางยื่นมือออกไปทำท่าทางประกอบเล็กๆ น้อยๆ
“ก็… ของที่หายไป…”
ลั่วเฟิงได้สติกลับคืนมาโดยพลัน
“พวกเจ้าหมายถึงชิ้นส่วนตรงกลางของหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวที่ขาดหายไปชิ้นนั้นหรือ”
“นี่มัน… ก็อธิบายอันใดไม่ได้อยู่ดีกระมัง? ต่อให้ขาดไปชิ้นหนึ่ง แต่เหมือนจะไม่ได้สำคัญอันใดขนาดนั้น บัดนี้ช่างหลอมอาวุธในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์เองก็ต้องยืมพลังของมันมา ถึงจะบุกทะลวงสู่ช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างราบรื่นมิใช่หรือ”
“แต่ว่า…”
แม่นางสิบสองมีท่าทีสองจิตสองใจด้วยอยากจะพูดอันใดบางอย่าง ทว่าปากของนางกลับทึ่มทื่อ ไม่รู้ว่าควรอธิบายอย่างใด จึงทำได้แค่หันมองแม่นางสิบเอ็ดเป็นเชิงขอความช่วยเหลือ
แม่นางสิบเอ็ดพลันหัวเราะเสียงเย็น
“กะอีแค่ของเหลือเศษยังต้องทำให้ยุ่งยากเช่นนี้ ช่างน่าหัวร่อเสียจริง”
สีหน้าของลั่วเฟิงค่อยๆ แปลกพิกลขึ้นมาทันใด
ของเหลือเศษ…
คงไม่ได้หมายถึงหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวที่อยู่ด้านในหรอกกระมัง?
ในตอนที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั่นเอง ก็เห็นว่าแม่นางสิบเอ็ดนั้นกำลังผงกศีรษะอย่างหนักแน่น
“พี่หกเดาได้ถูกต้อง”
ลั่วเฟิง “…”
เขายื่นมือไปลูบหน้าผากของแม่นางสิบเอ็ด
“น้องสิบเอ็ด เจ้า… เป็นอันใดไป?”
ก่อนหน้านี้ยังดีๆ อยู่เลยมิใช่หรือ?
เหตุใดตอนนี้ถึงได้พูดจาเลอะเทอะขึ้นมาได้ละนี่?
แม่นางสิบเอ็ดปัดมือของเขาออก ก่อนจะหันศีรษะมา แล้วจ้องมองเขาเขม็ง
ทันใดนั้น นางก็เอ่ยถามขึ้นมาเสียงเบา
“พี่หก ท่านเคยเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์หรือไม่”
…
รายชื่อในบันทึกหมื่นเซียนยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าชื่อของคนเหล่านี้กลับยังไม่ปรากฏขึ้นมาเลยตลอดการประลอง
ตัดมาที่ภายในตำหนักหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
ซูหลีและซั่งกวนจิ้งต่างทยอยขึ้นสวรรค์ทลายเทพสำเร็จตามกันไป
ส่วนฉู่หลิวเยว่นั้นเริ่มต้นช้ากว่าพวกเขา จึงย่อมตามหลังอยู่ไม่น้อย
สีหน้าของนางสงบนิ่งและจดจ่อยิ่ง ราวกับนอกเหนือจากเรื่องนี้ก็ไม่มีอันใดที่คู่ควรให้นางใส่ใจอีก
…
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า
หนานจิ่นซูค่อยๆ กระวนกระวายแลเป็นกังวลขึ้นมา
คนอื่นต่างทยอยทำสำเร็จแล้ว ทว่าเขากลับไร้ซึ่งวี่แววของความเคลื่อนไหว
ในตอนนั้นเอง ร่างเงาร่างหนึ่งพลันเคลื่อนมาหยุดอยู่บริเวณหางตา
เขาถึงกับตื่นตกใจ รีบหันศีรษะไปมองทันที
ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อใด ชีหานก็หยุดอยู่ข้างกายของเขาแล้ว
……………