ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2471 ถวนจื่อ กลับบ้านกับข้ากันเถอะ
ตอนที่ 2471 ถวนจื่อ กลับบ้านกับข้ากันเถอะ
……………
ชางไป๋มองผืนฟ้าด้านบนอย่างกระวนกระวาย
เสาหยกขาวที่ล้อมรอบหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวมีทั้งหมดสิบสามต้น
ถวนจื่อบินโผสู่ผืนฟ้า ก่อนจะเริ่มกลืนกินเปลวเพลิงบนยอดเสาหยกขาวทั้งสิบสามต้น
หรือก็คือ…กำลังกลืนกินพลังแห่งสายเลือดของเผ่าหงส์ทองคำที่อยู่ภายในเปลวเพลิงนั้นนั่นเอง!
ตอนนี้มู่ชิงเห่อสะบั้นเส้นเพลิงเส้นที่แปดขาดออกจากกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ถวนจื่อเองจึงต้องจ่ายค่าตอบแทนไปมหาศาลเช่นกัน
ร่างของนางเต็มไปด้วยบาดแผลทั่วร่าง เลือดเปรอะเนื้อเหวอะสภาพดูไม่จืดแม้แต่น้อย
ทว่านางไม่เคลื่อนไหวเลยตั้งแต่ต้น ทว่ายังคงหยุดนิ่งอยู่กับที่ แล้วช่วงชิงพลังจากเปลวเพลิงนั้นมาอย่างสุดความสามารถ
ซึ่งตอนนี้มีเปลวเพลิงอยู่จำนวนหนึ่งแล้วที่เริ่มอ่อนแรงดุจเทียนไขกลางสายลม ราวกับจะมอดดับไปเมื่อไรก็ได้
ชางไป๋รับผิดชอบเรื่องนี้มาหลายปี จึงเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มากที่สุด
จากสถานการณ์ตรงหน้าแล้ว เกรงว่าจะต้านทานไว้ได้ไม่นานนัก!
เขาขบฟันกรอด ก่อนจะหมุนกายตามอวี้เชียนไปอย่างรวดเร็ว
…
อวี้เชียนเดินหน้าอย่างรวดเร็วมุ่งตรงไปยังสระอัสนีบาตทันที
ตัดมาที่ซื่อจิงกำลังยืนอยู่บนแง่งหินบริเวณขอบผายืนทอดสายตามองเบื้องหน้าที่ห่างไกลออกไป
ครั้นได้ยินการเคลื่อนไหวนี้ เขาก็เหลือบสายตาขึ้นไปมองอย่างเผลอตัว
ยามเห็นว่าอวี้เชียนกับชางไป๋กำลังเข้ามาใกล้ด้วยความรวดเร็ว เขาก็สะกิดฝีเท้า พาตัวเองไปซ่อนตัวหลังหินก้อนใหญ่
ทั้งสองคนนั้นไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของซื่อจิงเลยแม้แต่น้อย
เมื่อมาถึงผืนฟ้าเหนือสระอัสนีบาต อวี้เชียนก็ทอดสายตามองดูด้านล่าง
เขากล่าวว่า
“เจ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าจะลงไปดูด้วยตัวเอง”
ชางไป๋ผงกศีรษะ
“ขอรับ”
พูดจบ อวี้เชียนก็มุ่งหน้าตรงไปเบื้องล่างโดยไม่แม้แต่จะคิดลังเล
ค่ายกลอันใหญ่ที่ใช้ผนึกสระอัสนีบาตก็เป็นค่ายกลที่เขากางไว้ ยามเข้าออกจึงสะดวกสบายอยู่หลายส่วน
เขาพุ่งลงไปในสระอัสนีบาต ในไม่ช้าเงาร่างก็ถูกกลืนจมหายไป
อวี้เชียนนั้นนับว่ามีความเข้าใจในเรื่องของสระอัสนีบาตอยู่พอสมควร ดังนั้นไม่ต้องออกแรงอันใดมากมายก็มาถึงส่วนที่ลึกที่สุดแล้ว
ทัณฑ์สวรรค์สีทองกลุ่มหนึ่งเกี่ยวพันรัดรึง ส่องแสงสว่างเป็นประกายเจิดจ้า
แม้จะไร้การเคลื่อนไหว แต่ก็ยังสัมผัสถึงแรงกดดันอันแข็งกร้าวบนทัณฑ์สวรรค์เหล่านั้นได้ดังเดิม
อวี้เชียนขยับเข้าไปใกล้มากกว่าเก่า
ตรวนสีดำเส้นหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากด้านในนั้น
เขาคว้าตรวนเส้นนั้นเอาไว้พลางมองดูมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยสีหน้าขรึมลงเล็กน้อย
บนตรวนเส้นนี้ไม่มีพลังแห่งสายเลือดของหงส์ทองคำเลยสักกระผีกเดียว
“ไม่น่าใช่หนา…”
อวี้เชียนพึมพำออกมาอย่างอดไม่อยู่
อี้เจาเป็นถึงประมุขเผ่า ย่อมมีความแตกต่างจากหงส์ทองคำตนอื่น
ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ก็จะสามารถผลิตพลังแห่งสายเลือดออกมาได้แบบไร้ขีดจำกัดเพื่อคงไว้ซึ่งร่างของตัวเอง
ไม่มีทางจะ…
ทันใดนั้น ใจของเขาพลันตื่นตระหนกยิ่ง!
จากนั้น เขาก็หยิบเอาขนนกทองคำบรรพบุรุษออกมาเส้นหนึ่ง ก่อนจะกวาดไปตามตรวนสีดำเส้นนั้น
ไม่มีการตอบสนองอันใดเลย!
ชั่วพริบตานั้น อวี้เชียนถึงกับขนลุกชัน…สิ่งที่อยู่ด้านในนี้หาใช่อี้เจาไม่!
…
ฉึบ!
กระบี่ของมู่ชิงเห่อฟาดฟันลงอีกครา!
เส้นเพลิงเส้นที่สิบสองเองก็ถูกฟันจนขาดสะบั้น
สิ่งที่ถูกฟันขาดตามไปด้วยกันนั้น ยังมีขาข้างหนึ่งของถวนจื่อด้วย
เสียงร้องโหยหวนดังก้องตามมา!
เทียบกับสถานการณ์ช่วงแรกสุดแล้ว ตอนนี้สุ้มเสียงของนางแหบพร่าและอ่อนแรงลงมาก เห็นได้ชัดว่านางหมดกำลังโดยสมบูรณ์แล้ว
กระดูกถูกทุบจนแตกละเอียด เนื้อหนังฉีกขาดเหวอะหวะ หลงเหลือแต่เพียงเศษเนื้อและหนังที่ชุ่มโชกด้วยหยาดเลือดติดกันเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
ดูแล้วชวนขนพองสยองเกล้ายิ่ง
เปลวเพลิงโหมแผดเผาลามเลียไปทั่ว บริเวณบาดแผลต่างเปรอะคราบไหม้ดำ ทั้งยังม้วนงอ
แม่นางสิบสองเอามือปิดปาก ในลำคอส่งเสียงสะอื้นไห้ออกมาแผ่วเบา หยาดน้ำตาอุ่นร้อนร่วงแหมะ
แม่นางสิบเอ็ดสองตาแดงก่ำ ตัวคนทั้งตัวราวกับถูกตอกตรึงไว้กับที่ก็มิปาน นางจดจ้องไปยังทิศทางนั้นตาไม่กะพริบ
ลั่วเฟิงอยากปิดตาแม่นางทั้งสองนัก ทว่ากลับถูกแม่นางสิบเอ็ดผลักออกอย่างดื้อดึง
นางขบฟันกรอด ก่อนจะเค้นเสียงถามว่า
“ยังต้องรออีกหรือ?”
ลั่วเฟิงกำหมัดแน่น
ในตอนที่เขากำลังจะเอ่ยปาก จู่ๆ ก็กลับรู้สึกว่าผืนฟ้าพลันมืดครื้มลง
ลมกรรโชกสายหนึ่งพัดพาเอาไอร้อนระอุอันน่าหวาดหวั่นหอบมาทันใด!
ลั่งเฟิงพลันตื่นตระหนก รีบแหงนศีรษะมองฟ้าทันที
ในหมู่ฝูงชนแว่วเสียงร้องออกมาอย่างตื่นตกใจ
“เพลิงศักดิ์สิทธิ์มอดดับไปแล้ว!”
ภายในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ เสาหยกขาวกำลังตั้งตระหง่านอย่างเงียบเชียบ
จู่ๆ เปลวเพลิงที่อยู่บนยอดของหนึ่งในเสาหยกก็มอดดับไปทั้งแบบนั้นทันที!
หลังจากความเงียบสงัดเพียงชั่วครู่ บรรดาฝูงชนก็ส่งเสียงอึกทึกโครมครามขึ้นมาทันใด
เพลิงศักดิ์สิทธิ์ของหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัว แผดเผานานนับหมื่นปีไม่มอดดับ!
ทว่าเหตุใดบัดนี้ถึงได้…
และด้วยการมอดดับของเพลิงศักดิ์สิทธิ์นี้เอง ผืนฟ้าจึงมืดหม่นตามทันควัน!
มู่ชิงเห่อมองดูพลางขมวดคิ้ว
จากนั้น เขาก็เร่งความเร็วของกระบี่ให้เพิ่มขึ้นไปอีก!
เส้นเพลิงเส้นสุดท้ายถูกสะบั้นขาด ขณะเดียวกันนั้นเอง ขาอีกข้างของถวนจื่อก็ถูกตัดขาดเช่นเดียวกัน!
ปีกของนางหักไม่เหลือชิ้นดี ทั่วกายเต็มไปด้วยบาดแผล ท้ายที่สุดนางก็ต้านทานการโจมตีครั้งนี้ไว้ไม่ไหว ร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างหนักหน่วง!
ปึง!
เสียงกระแทกดังก้องแว่วขึ้นมา
ร่างอันเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือดของนางกระแทกลงบนหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวอย่างรุนแรง!
กี๊!
เสียงร้องครวญของวิหคแผ่กระจายก้องไปทั่วผืนฟ้าหล้าดิน!
พริบตาต่อมา เปลวเพลิงสีทองอร่ามรอบกายนางก็ยิ่งลุกโชนรุนแรงมากกว่าเก่า!
ทั่วทั้งร่างของนางล้วนลุกไหม้ขึ้นโดยสมบูรณ์!
มู่ชิงเห่อพลันหน้าถอดสี
ทว่ามันสายไปเสียแล้ว!
ฟุ่บ!
เปลวเพลิงบนยอดเสาหยกขาวต้นที่สองเองก็มอดดับตามไป!
จากนั้น เปลวเพลิงบนยอดเสาต้นที่สาม ต้นที่สี่ก็มอดลงตามลำดับ!
ยามเปลวเพลิงบนหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวมอดดับ ผืนฟ้าก็หม่นแสงมืดตามลงอย่างรวดเร็ว พายุลมกรรโชกหอบพัดไอร้อนระอุถาโถมเข้ามาจากทั่วทุกสารทิศอย่างมืดฟ้ามัวดิน!
ราวกับจะแผดเผาใต้หล้านี้ให้สะอาดเอี่ยมทั้งหมด!
การเคลื่อนไหวอันน่าสะพรึงนี้ก็ดึงดูดความสนใจของบรรดาผู้คนในตำหนักหลักด้วยเช่นกัน!
“ด้านนอกเกิดอันใดขึ้น”
“พะ…เพลิงศักดิ์สิทธิ์ของหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวมอดดับไปแล้ว!”
”อันใดนะ!?”
ประตูใหญ่ยังคงเปิดอ้า แค่เพียงทุกคนที่อยู่ในตำหนักแหงนศีรษะขึ้น ก็จะมองเห็นว่าด้านนอกเกิดอันใดขึ้นบ้างได้อย่างชัดเจน
หลังจากโหวกเหวกโวยวายอยู่ครู่หนึ่ง ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อันใหญ่โตพลันจมลงสู่ความเงียบสงัด!
นั่นมันคือเพลิงที่เสินจู่ใช้พลังของตัวเองแปรสภาพมา เหตุใดจู่ๆ ถึงมอดไปได้!?
นอกจากบรรดาเสินสื่อทั้งหลายแล้ว สีหน้าของบรรดาผู้คนที่เหลือต่างซับซ้อนขึ้นมาทันควัน
มิมีผู้ใดพูดอันใด
พวกน้องแปดกลับมองดูด้วยใจที่สั่นสะท้าน ก่อนจะเผลอหันมองไปทางฉู่หลิวเยว่โดยไม่รู้ตัว
นางกำลังหันหลังให้ประตูใหญ่ แผ่นหลังของนางเหยียดตรงนัก
ปอยผมจำนวนหนึ่งปรกลงที่หน้าผากนาง ปิดบังไว้ซึ่งคลื่นอารมณ์ในแววตาของนาง
ในตอนนั้นเอง พลังของทัณฑ์สวรรค์สีเงินอันประณีตพลันเข้าหลอมสร้างด้วยมือของนาง
ทว่าจู่ๆ นางกลับตัวสั่นระริกเหมือนถูกลวกก็มิปาน
จากนั้น อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังรับการตีหลอมในมือนางก็ราวกับได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ก่อนจะเริ่มแตกสลายกระจายเป็นชิ้นจากบริเวณตรงกลางของอาวุธ
จนถึงตอนนี้ สี่ด่านประลอง นางลองทุกอย่างมาหมดแล้ว ซึ่งล้มเหลวหมดทั้งสี่ด่าน ไม่มีข้อยกเว้น!
นางปิดเปลือกตาแผ่วเบา
ภายในตำหนักยังคงมีไฟตะเกียงสว่างเรืองรอง
ทว่าด้านนอกตำหนัก ผืนฟ้ากลับค่อยๆ มืดลง
ลมจากภายนอกพัดแผ่วเข้ามา
อุณหภูมิร้อนลวกที่ลอยตามลมดุจแม่น้ำที่ถาโถมเข้ามาอย่างไร้ที่สิ้นสุด จัดการกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างราบคาบ!
เปลวเพลิงและสายลมเข้าห่อหุ้มตัวนางไว้แน่นจนหายใจแทบไม่ออก
ในที่สุด เปลวเพลิงบนเสาหยกขาวต้นสุดท้ายก็…มอดดับลง!
ผืนฟ้าตกสู่ความมืดสนิทโดยสมบูรณ์!
หลงเหลือแต่เพียงเปลวเพลิงสีทองบนหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวที่ยังคงแผดเผาโชติช่วง ส่องสว่างไปทั่วแผ่นฟ้า!
ฉู่หลิวเยว่พลันลืมตาขึ้นมาทันใด!
พริบตานั้นเอง ลึกลงไปในก้นบึ้งของดวงตาคู่นั้นราวกับเกิดการล่มสลายของดวงดารา!
ครู่ต่อมา นางก็หมุนกายเดินออกไปข้างนอก!
นางเดินเฉียดไหล่ของหรงซิวผ่านไป ไม่ได้เงยศีรษะขึ้นมาแต่อย่างใด
พวกฝานอวิ๋นเซียวกำลังจะเข้าไปห้ามปราม ทว่ากลับเห็นว่าหรงซิวเงื้อมือขึ้นมาในบัดดล!
ค่ายกลสีทองอร่ามคลี่กางลงมาจากฟากฟ้า ปกคลุมทั่วทั้งตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เอาไว้!
ฉู่หลิวเยว่จึงเดินออกไปด้านนอกด้วยตัวคนเดียว
ผืนฟ้าด้านนอกนั้นมืดสนิทมากจริงๆ
นางแหงนศีรษะมองดูแวบหนึ่ง
จากนั้น สายตาของนางก็เคลื่อนไปหยุดอยู่ที่มู่ชิงเห่อที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
ครั้นรับรู้ได้ถึงสายตาของนาง มู่ชิงเห่อพลันแข็งทื่อไปทั้งตัว!
ฉู่หลิวเยว่ยกมุมปากน้อยๆ คลี่เป็นรอยยิ้มบางเบา ทว่าดวงตาและเรียวคิ้วกลับไม่มีซึ่งรอยยิ้มเลยสักเสี้ยว
มือที่กำกระบี่ของมู่ชิงเห่อค่อยๆ มีเหงื่อผุดซึม
ทว่า นางไม่ได้เอ่ยอันใดออกมาแม้แต่คำเดียว ทำเพียงสาวเท้าก้าวไปด้านหน้าต่อ
และแล้ว ฉู่หลิวเยว่ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัว
เปลวเพลิงสีทองอร่ามยังคงแผดเผาลุกโชน
นี่ก็คือแสงสว่างหนึ่งเดียวของที่นี่
นางก้าวเข้าไปในเพลิงกองนั้นโดยไม่คิดลังเลแม้แต่น้อย
เงาร่างเล็กจ้อยร่างหนึ่งกำลังนอนขดตัวอยู่ในกองเพลิงนั้น
ร่างของนางเต็มไปด้วยบาดแผลไหม้เกรียมและเน่าเปื่อย หมวยผมยุ่งกระเซิง กระโปรงใบบัวสีสดสวยงามหลงเหลือแต่คราบเขม่าดำปื้นใหญ่
ฉู่หลิวเยว่ยอบกายลง ก่อนจะอุ้มนางขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
นางใช้มือคลำลงไปในกองขี้เถ้าอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพบด้ายสีแดงสองเส้นซึ่งมัดกระดิ่งเอาไว้ที่ตอนนี้ไหม้เกรียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กระดิ่งสีทองอันเล็กประณีตเองก็บิดเบี้ยวจนไม่เหลือเค้าเดิม
นางหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมาอย่างอ่อนโยน แล้วช่วยสางผมให้แก่คนตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมอก
จากนั้น นางก็มองไปที่เท้าของถวนจื่อ
สองเท้าเปลือยเปล่าที่แต่เดิมขาวเนียน บัดนี้ล้วนถูกฟันจนแทบขาดสะบั้นออกจากกัน มันห้อยรุ่งริ่งเบาๆ น่าสะพรึงนัก
บริเวณปากแผลนั้นไหม้เกรียม ส่วนคราบเลือดก็ถูกแผดเผาจนแห้งกรัง
เผยให้เห็นกระดูกขาวนวลด้านในได้เลือนราง
ฉู่หลิวเยว่กอดนางไว้แนบแน่น การเคลื่อนไหวของนางแผ่วเบานัก ก่อนจะเอามือลูบเท้าเล็กของถวนจื่อไปมา
“ถวนจื่อของเราเป็นเด็กดีที่สุด”
นางเอ่ยเสียงเบา ก่อนประทับจูบลงบนหว่างคิ้วของคนในอ้อมอก
“ถวนจื่อ กลับบ้านกับข้ากันเถอะ”