ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2490 ผู้อาวุโสอาจิ่ง
ตอนที่ 2490 ผู้อาวุโสอาจิ่ง
……………
เมื่อรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงเงยหน้าขึ้นมอง
“เหตุใดจู่ๆ บันทึกหมื่นเซียนถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่เช่นนี้”
“ตอนนี้คงไม่มีใครขึ้นสวรรค์ทลายเทพต่อแล้วกระมัง? หรือว่านี่คือ…”
“หากไม่ใช่คนผู้นั้น จะเป็นใครได้อีก”
บัดนี้เหล่าเสินสื่อทั้งสิบสามได้กลับคืนสู่ตำแหน่งทั้งหมดแล้ว
มหาปุโรหิตทั้งสองก็กลับคืนสู่ฐานะของตน ชื่อของพวกเขาปรากฏบนหน้าม้วนแรกของบันทึกหมื่นเซียนอีกครั้ง
แต่…มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น จนถึงตอนนี้ที่ชื่อยังคงไม่ปรากฏออกมา…
…เสินเยว่!
ชื่อที่ปรากฏใต้แสงอันเจิดจ้านั้น ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าย่อมเป็นนางอย่างแน่นอน!
“แปลกจริง เหตุใดถึงเกิดขึ้นในเวลานี้….”
ทุกคนเต็มไปด้วยความสงสัย
ตามหลักแล้วชื่อของนางถูกเปิดเผยมานานแล้วตั้งแต่สัญลักษณ์แห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ปรากฏออกมาอย่างสมบูรณ์
ทว่ากลับไม่มีชื่อของนางปรากฏออกมา
และยังล่าช้ามาจนถึงตอนนี้
สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องไปที่บันทึกหมื่นเซียน ด้วยความคาดหวังและใคร่รู้ รอคอยให้นามของนางปรากฏขึ้น
…
หรงซิวยืนอยู่เบื้องหน้าตำหนักหลักโดยเอามือไพล่หลังไว้
บันทึกหมื่นเซียนลอยอยู่กลางอากาศด้านข้างเขาอย่างเงียบงัน
เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย สายตากวาดมองไปยังบันทึกหมื่นเซียน ก่อนจะหยุดอยู่ตรงแสงสว่างเจิดจ้านั้น
เมื่อแสงบนบันทึกหมื่นเซียนค่อยๆ จางลง ผู้คนก็สามารถมองเห็นชื่อนั้นได้อย่างชัดเจนในที่สุด
แต่ทันใดนั้นพวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
เพราะชื่อนั้น…ราวกับถูกเปลวไฟแผดเผา!
ผู้คนมองเห็นเพียงอักษร ‘เยว่’ อย่างเลือนราง นอกจากนั้นก็ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดอีกเลย
ร่องรอยสีดำที่ไหม้เกรียมนั้นได้บดบังสกุลของนางไว้ทั้งหมด
หลายคนมองหน้ากันด้วยความสงสัย
นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่?
เหตุใดบันทึกหมื่นเซียนถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้?
ในขณะที่วิญาณร้ายมองไปยังชื่อที่ถูกแผดเผาบนบันทึกนั่น นัยน์ตาของมันกลับตกตะลึงขึ้นมาทันที
ขณะที่มันตั้งใจจะพูดอันใดบางอย่าง เสียงพิณพลันดังขึ้นติดต่อกัน!
ในเวลาเดียวกันก้อนหินนับไม่ถ้วนกลิ้งตกลงมาจากมือของฉู่หลิวเยว่อีกครั้ง
จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อันดุดันพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่อาจต้านทานได้!
ในชั่วพริบตาบรรยากาศทั่วทั้งสวรรค์และโลกราวกับเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น
เงียบเหงา! เย็นยะเยือก! เวิ้งว้างไร้ที่สิ้นสุด!
ภาพนับไม่ถ้วนแวบผ่านเข้ามาในความทรงจำของฉู่หลิวเยว่
นั่นคือฉากสงครามเมื่อหมื่นปีก่อน!
เหล่าผู้บำเพ็ญตนจำนวนมากที่ติดตามนางและสละชีวิตเพื่อการต่อสู้ในครั้งนั้น!
ทว่าถึงแม้ผู้คนจะล้มตาย แต่จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ยังคงอยู่!
ในอากาศราวกับมีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอย่างเข้มข้น
สายลมที่พัดกระหน่ำจากทุกทิศทาง หอบพลังรุนแรงจนแทบจะกรีดผิวหนังของผู้คนให้แหลกสลาย
เลือดร้อนระอุ เปลวเพลิงแผดเผา!
ฉู่หลิวเยว่จ้องมองไปยังวิญญาณร้าย ดวงตาเย็นเยียบ น่าเกรงขามและดูหมิ่น!
“ครั้งหนึ่งเจ้าบุกโจมตีตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ บีบบังคับให้อี้หลิงจุดไฟเผาตัวเอง ฆ่าผู้เป็นเทพของข้าหลายพันคน จากนั้นยังแย่งชิงตำหนัก บิดเบือนความจริง! วันนี้…ข้าจะทวงคืนทั้งหมด!”
เมื่อคำพูดจบลง กระบี่ในมือของนางพลันฟาดลงอย่างหนักหน่วง!
การฟาดกระบี่ครั้งนี้ราวกับดึงแสงเจิดจ้าทั่วฟ้าลงมาพร้อมกัน
ในชั่วพริบตาจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อันไร้ที่สิ้นสุดพุ่งทะลักออกมาราวกับคลื่นยักษ์ ดูดกลืนวิญญาณร้ายจนมิด!
ไร้ทางหลีกหนี ไร้ที่หลบซ่อน!
เพียงแรงกระแทกจากปราณกระบี่นี้ พื้นดินพลันแตกแยกเป็นร่องลึกในทันที!
ผู้คนนับไม่ถ้วนหน้าถอดสี!
การโจมตีครั้งนี้…
ฟึ่บ!
ปราณกระบี่สามพันตัดผ่านอากาศ พุ่งตรงเข้าสังหารวิญญาณร้าย!
ฟึ่บ!
ฉู่หลิวเยว่เหวี่ยงกระบี่ดาราเลือนในมือออกไปเต็มแรง กระบี่พุ่งออกไปตามเสียง ทะลุผ่านหน้าอกของมันโดยตรง ตรึงร่างมันไว้กับหยกศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น!
เปลวไฟพุ่งพล่าน ลุกโชนอย่างร้อนแรง!
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นทันที
ทั้งโกรธแค้น เย็นชา และชั่วร้าย…
ผู้คนมากมายเมื่อยินเสียงนี้ต่างตัวสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
แต่ไม่นานนักเสียงนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงพิณอันทรงพลัง!
เสียงพิณดังออกมาจากภายในร่างของฉู่หลิวเยว่ แผ่กระจายไปทั่วทั้งตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
แม้ไร้พิณ นางก็ใช้ร่างกายของตนเป็นพิณ แม้ไร้สายพิณ นางก็ใช้พลังแห่งฟ้าดินเป็นสายพิณ!
ในขณะนี้ จู่ๆ ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นด้านนอกประตูแดนสวรรค์
เมื่ออู่เหยาเห็นผู้มาเยือนพลันชะงักไปทันที
ชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ดูเหมือนจะมีอายุราวยี่สิบกว่าๆ สวมชุดคลุมสีฟ้าคราม ร่างสูงโปร่งสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ
บุคลิกดูงดงามและผ่อนคลาย เต็มไปด้วยท่วงท่าอิสระและสง่าผ่าเผย
มุมปากของเขาเผยรอยยิ้มบางๆ
“ได้ยินเสียงพิณ ข้าจึงมา ไม่ทราบว่ามาสายไปหรือไม่”
น้ำเสียงของเขาใสกังวานปนความเกียจคร้านเล็กน้อย
อู่เหยามองสำรวจชายหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง พลางรู้สึกว่าพลังปราณนี้ช่างคุ้นเคยนัก แต่ในขณะนั้นกลับนึกไม่ออกว่าเคยพบที่ใดมาก่อน
“ท่าน…”
ขณะนั้นเสียงพิณดังขึ้นมาจากที่ไกล
ชายหนุ่มคนนั้นเหลือบมองไปข้างหน้า เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่มุมปากยิ่งลึกขึ้น
“ไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลยจริงๆ”
ทันใดนั้นฉู่หลิวเยว่รับรู้ถึงอันใดบางอย่าง นางจึงเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง
เมื่อเห็นใบหน้านั้นปรากฏในสายตา หัวใจของนางกระตุกวูบ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
“…ผู้อาวุโส…อาจิ่ง?”
สองคำสุดท้าย นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแฝงความนัย
เมื่อได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็รีบยกมือขึ้นปิดปาก พลางกระแอมไอออกมาเบาๆ
“แค่ก…ไม่ได้เจอกันนาน ดูเหมือนความทรงจำของเจ้าจะกลับมาทั้งหมดแล้วสินะ?”
ฉู่หลิวเยว่แค่นหัวเราะขึ้น
“อู่เหยา ยังไม่เชิญผู้อาวุโสอาจิ่งเข้ามาอีก”
ทุกคนต่างหันมามอง ไม่ทราบว่าชายผู้สง่างามที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่
ตัวเขากลับดูเหมือนไม่สนใจสายตาทั้งหมดที่จับจ้องมา เพียงก้าวเดินไม่กี่ก้าว ก็ทะลุผ่านเส้นทางแห่งดวงดาวจนมาถึงหน้าประตูตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
ทุกคนต่างตกตะลึง…พลังของชายผู้นี้เห็นได้ชัดว่าอยู่เหนือกว่าระดับเทพศักดิ์สิทธิ์!
ยังไม่ทันที่ใครได้ตั้งตัว เงาร่างของชายหนุ่มพลันขยับและปรากฏตัวขึ้นที่ข้างหยกศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นใน
พริบตา
ฉู่หลิวเยว่จ้องมองเขา
“คำว่าผู้อาวุโสนี้…เจ้าฟังแล้วพอใจหรือไม่”
“แค่ก! ก็แค่ล้อเล่น…ล้อเล่นเท่านั้น!”
ชายผู้นั้นยิ้มพลางยกมือขึ้น
“ช่วยเก็บรักษาเนื้อเพลงฉินให้เจ้ามาหลายปี แม้จะไม่มีคุณความชอบ แต่ก็ลำบากไม่น้อยมิใช่หรือ เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ อย่าถือสากันเลย!”
ฉู่หลิวเยว่ยกมุมปากเล็กน้อย
“เดิมที่เนื้อเพลงฉินนี้ก็เป็นของข้าอยู่แล้ว แต่เจ้ากลับบอกว่าเป็นของเจ้า ช่างกล้าพูดจริงๆ นะ…”
ชายผู้นั้นยักไหล่ด้วยความจนใจ
“เพื่อช่วยเจ้าปกป้องเนื้อเพลงฉิน ข้าถึงกับต้องทิ้งเศษเสี้ยววิญญาณไว้ในสุสานสังหารเทพ และรอคอยอยู่นานกว่าหมื่นปี แบบนี้ยังไม่พออีกหรือ อย่าลืมว่าเราเจอกันแค่สองครั้งเท่านั้นนะ ถ้าเป็นคนอื่นใครจะยอมช่วยเหลือเจ้าขนาดนี้กัน”
ฉู่หลิวเยว่ไม่ได้ตอบอันใด
สงครามสุสานสังหารเทพในปีนั้น นางรู้ดีว่าชีวิตของตนไม่มีทางรอด ด้วยความจนตรอก จึงจำต้องแบ่งตำราฉินออกเป็นสามส่วน และมอบให้อีกฝ่ายช่วยเก็บรักษา
นั่นคือครั้งที่สองที่พวกเขาได้พบกัน
ครั้งแรกคือที่ชายแดนใต้ของเทียนลิ่ง ส่วนครั้งที่สองก็คือที่สุสานสังหารเทพ
นางก็เพิ่งจะรู้ในครั้งนั้นว่ากำแพงดำขนาดใหญ่ที่เห็นคือค่ายกลระหว่างมิติ
เมื่อรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่นี่ นางจึงตัดสินใจยอมเสี่ยง มอบเนื้อเพลงฉินให้เขาเก็บรักษา
โชคดีที่ทุกอย่างราบรื่น
เพียงแต่ว่าเดิมทีพวกเขาอยู่ในระดับเดียวกัน นับถือกันในฐานะเพื่อนสนิท แต่เขากลับฉวยโอกาสเรียกตัวเองว่าผู้อาวุโสเสียอย่างนั้น ช่าง…
วิญญาณร้ายจ้องมองชายหนุ่มด้วยความโกรธแค้นและตื่นตระหนก
“เจ้าเป็นใครกัน!”
ชายหนุ่มจัดชายเสื้อให้เรียบร้อย พลางยิ้มเล็กน้อยและพูดขึ้นด้วยท่าทางสง่างาม
“ตำหนักฉางเล่อ…อวิ๋นมู่เฉิน นามรองจิ่งหมิง”
……………