ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2491 ร่วมเป็นร่วมตาย
ตอนที่ 2491 ร่วมเป็นร่วมตาย
……………
ตำหนักฉางเล่อ
มันไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
แต่จากบทสนทนาของทั้งสองคนเมื่อครู่นี้ ไม่ยากนักที่จะคาดเดาถึงที่มาของชายผู้นี้
เพียงชั่วครู่ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวของมัน
“เจ้า…มาจากด้านนอกใช่หรือไม่!”
ด้านนอกในที่นี้ย่อมหมายถึงด้านนอกมิติของพวกเขา
เล่าลือกันว่าโลกนี้มีอยู่สามพันมิติ แต่ละมิติมีโลกเล็กๆ ที่แตกต่างกันไป
ระหว่างมิติเหล่านี้มีเขตแดนเชื่อมต่อกัน แต่การข้ามผ่านนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก
มีเพียงผู้แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่ทำได้
แม้ว่ามันจะรู้เรื่องนี้ แต่เพราะตำแหน่งเสินจู่ไม่สามารถนั่งลงได้อย่างมั่นคง และรู้ว่าตนเองไม่สามารถแตะต้องได้ จึงไม่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
ใครจะรู้ว่า…
ชายผู้นี้จะมาจากนอกมิติจริงๆ!
เช่นนั้น…เขาก็น่าจะข้ามกำแพงจากสุสานสังหารเทพเข้ามา!
อีกทั้งเพราะการมีอยู่ของเขา จึงช่วยฉู่หลิวเยว่ปกป้องเนื้อเพลงฉินไว้จนถึงทุกวันนี้!
เมื่อซั่งกวนจิ้งได้ยินเสียงนี้ เขาชะงักในทันที
เหตุใด…ถึงคุ้นเคยเช่นนี้?
จริงสิ!
เมื่อครั้งแรกที่เขาไปสุสานสังหารเทพ เขาเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน!
ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดครั้งแรกที่เขาเห็นสัญลักษณ์แห่งสายเลือดของนาง เขาถึงรู้สึกว่ามันคุ้นตายิ่งนัก
ที่แท้…เป็นเพราะในตอนนั้นนางตั้งใจฝังเนื้อเพลงฉินไว้ที่สุสานสังหารเทพ พร้อมทั้งจารึกสัญลักษณ์แห่งสายเลือดไว้ที่นั่นด้วย!
…
อวิ๋นมู่เฉินมองไปรอบๆ พลางเอ่ยถามขึ้น
“เอ๊ะ แล้วผู้ติดตามตัวน้อยของเจ้าไปไหนเสียล่ะ”
ฉู่หลิวเยว่รู้ในทันทีว่าเขาถามถึงเชียงหว่านโจว
เสินสื่อทั้งสิบสามเคยได้ยินเสียงของเขาระหว่างการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่สุสานสังหารเทพเท่านั้น แต่กลับไม่เคยพบเห็นตัวจริงมาก่อน
มีเพียงเชียงหว่านโจวเท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้น
ในตอนนั้นฉู่หลิวเยว่เกิดความคิดอยากพาเชียงหว่านโจวไปยังเทียนลิ่ง และพักอยู่ที่ชายแดนใต้สักระยะหนึ่ง
ในตอนนั้นที่นางได้พบกับคนผู้นี้
จะว่าไปแล้วพวกเขารู้จักกันเพราะเริ่มต้นจากการต่อสู้กันมาก่อน
ในเวลานั้นนางเป็นถึงเสินจู่ และผู้ที่เป็นคู่ต่อสู้กับนางได้นั้นหาได้ยากนัก
จึงเป็นเรื่องยากที่จะได้พบใครสักคนที่รู้สึกคุ้นเคยดั่งสหายเก่า สุดท้ายพวกเขาจึงกลายมาเป็นสหายกันจริงๆ
อวิ๋นมู่เฉินชื่นชมเชียงหว่านโจวเป็นอย่างมาก
เพราะเมื่อเขาเจอเรื่องอันใดเข้า ก็มักจะทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ หรือแม้แต่เสาประตู เขาก็ขัดมันจนเงาวับ
อวิ๋นมู่เฉินมีนิสัยรักความสะอาดเช่นกัน
เขาเคยเอ่ยปากขอพาเชียงหว่านโจวกลับไปด้วย แต่ถูกฉู่หลิวเยว่ปฏิเสธไป สุดท้ายเขาต้องจากไปด้วยความเสียดาย
ฉู่หลิวเยว่ยกสายตาขึ้นเล็กน้อยพลางมองออกไปยังด้านนอกประตูตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
อันที่จริงเชียงหว่านโจวมาถึงนานแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เข้ามา
“เสี่ยวโจว เข้ามาเถอะ”
เชียงหว่านโจวก้มศีรษะลงรับคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินเข้ามา
“เจ้ารออยู่ข้างๆ ก่อน รอให้เรื่องนี้จบแล้วค่อยจัดการที่นี่ให้เรียบร้อย”
“ขอรับ”
อวิ๋นมู่เฉินส่งเสียง “จุ๊ๆ” ขึ้นมา สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกอิจฉาอยู่ไม่น้อย
“โอ้ว เสี่ยวเยว่เออร์…”
ทันทีที่คำพูดเหล่านั้นหลุดออกมา อวิ๋นมู่เฉินก็พลันรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านมาจากทางด้านหลัง
เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางหันกลับไปมอง และปะทะเข้ากับดวงตาหงส์อันเยือกเย็นและทรงอำนาจคู่หนึ่งเข้าพอดี
อวิ๋นมู่เฉินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ ก่อนจะละสายตากลับมาและพูดต่อว่า
“เสี่ยวเยว่เออร์ ไว้คราวหลังข้าจะพาคนมาอีก เจ้าให้เสี่ยวโจวช่วยดูให้ข้าหน่อยก็แล้วกัน”
ฉู่หลิวเยว่มองไปทางวิญญาณร้ายด้วยสายตาแน่วแน่มั่งคง
“ไม่ว่าง”
อวิ๋นมู่เฉิน “…”
สองสามีภรรยาคู่นี้ทะเลาะกันโดยไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นเลยจริงๆ!
แต่ในใจเขารู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งคิดเรื่องพวกนี้
ช่างเถอะๆ ไว้จัดการเรื่องพวกนี้เสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน…
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็ถอยหลังออกไปอย่างรู้กาลเทศะ
…
ดาบหนึ่งแทงทะลุหัวใจ เปลวไฟลุกโชน พลังแห่งสวรรค์และโลกอันไร้ที่สิ้นสุดแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฉินก้องกังวาน และโอบล้อมมันไว้!
เช่นนี้…ตายซะเถอะ!
ฉู่หลิวเยว่ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวพลางมองมันจากมุมสูง
“น่าเสียดายเจ้ามีแค่ชีวิตเดียวเท่านั้น”
เรื่องราวความแค้นในอดีตทั้งหมด หากต้องชดใช้เพียงชีวิตเดียว ช่างนับว่ามันได้เปรียบเกินไป!
มันหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะช่างแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัว
“เสินเยว่ เจ้าฆ่าข้าไม่ได้”
ฉู่หลิวเยว่ไม่ได้ใส่ใจคำพูดของมัน พลังปราณศักดิ์สิทธิ์ในฝ่ามือของนางรวมตัวขึ้น!
ทันใดนั้นก็ได้ยินมันหัวเราะต่ำๆ แฝงไปด้วยความชั่วร้ายและความยินดีอย่างไม่สิ้นสุด จากนั้นมันพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำขึ้นว่า
“ดูเหมือนเจ้าจะไม่รู้จริงๆ สินะ ข้ากับเจ้ามีชีวิตร่วมกัน หากข้าตาย เจ้าไม่อาจอยู่รอดได้เพียงลำพัง หากเจ้ามีชีวิต ข้าก็จะคงอยู่ตลอดไปไม่มีวันดับสลาย!”
“เสินเยว่ เจ้า…ยังจะฆ่าข้าอีกหรือ!”
เสียงทุ้มต่ำและแหบแห้งดังขึ้น ราวกับสายฟ้าฟาดลงมาในทันใด!
ร่างของฉู่หลิวเยว่พลันแข็งค้างไปทั้งร่าง!
พลังปราณศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังโหมกระหน่ำ มันยังคงพลุ่งพล่านอยู่ในฝ่ามือของนาง แต่กลับไม่อาจปล่อยมันออกไปได้!
ดวงตาของนางเบิกกว้างพลางจ้องมองดวงตาสีแดงฉานอันดุร้ายด้วยความไม่เชื่อ
“เจ้า…พูดอันใดนะ!”
ร่วมเป็น…ร่วมตาย!?
เสียงหัวเราะของปีศาจร้ายยิ่งดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง มันตะโกนออกมาว่า
“เรื่องนี้! จักรพรรดิเทพรู้! มหาปุโรหิตทั้งสองรู้! มีเพียงเจ้าเท่านั้น…ที่ไม่รู้!”
“เจ้าคิดหรือไม่ว่าเหตุใดในตอนนั้นที่สุสานสังหารเทพ มหาปุโรหิตทั้งสองและคนอื่นๆ ถึงยอมสู้จนตัวตาย ทั้งๆ ที่มีโอกาสกำจัดข้าไปพร้อมกัน แต่กลับเลือกยอมแพ้ และแยกร่างศักดิ์สิทธิ์ของข้าออกแล้วผนึกไว้ตามที่ต่างๆ ในอาณาจักรเสิ่นซวี่แทนเล่า”
“เจ้าคิดหรือไม่ว่าเหตุใดพวกเขาจึงยอมทำพันธสัญญาจองจำตัวเองอยู่ในทะเลทรายจันทราสีชาดเป็นเวลาหมื่นปี ทนทุกข์ทรมานจากความเดียวดายและหนาวเหน็บ?”
“เจ้าคิดหรือว่าการที่เจ้าฆ่าข้า จะทำให้เจ้าได้ตำแหน่งเสินจู่กลับคืนไป และนำสันติสุขกลับคืนสู่ใต้หล้านี้? เสินเยว่ เจ้าช่าง…ช่างไร้เดียงสาเกินไป!”
คำพูดแต่ละคำ แต่ละประโยค ราวกับคมมีดที่แหลมคมและโหดเหี้ยม แทงตรงเข้าไปยังหัวใจของฉู่หลิวเยว่!
ธาตุทั้งห้าภายในร่างของนางราวกับถูกพลังอันมองไม่เห็นบีบคั้นอย่างบ้าคลั่ง
ในร่างของนางเหมือนมีบาดแผลที่มองไม่เห็นมากมายนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นในทันที!
นางไม่สามารถรับรู้ได้ แม้กระทั่งไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่าความเจ็บปวดนั้นอยู่ที่ใด
แต่สิ่งที่นางทำได้ มีเพียงยืนหยัดและทนรับมันไว้
นางค่อยๆ หมุนตัวไปช้าๆ สายตามองทอดยาวไปยังเงาร่างไม่กี่ร่างที่ยืนอยู่หน้าตำหนักหลัก
ตู๋กูโม่เป่ามีสีหน้าเรียบเฉย เพียงจ้องมองนางด้วยดวงตาที่ลึกซึ้งราวกับมหาสมุทร
หลานเซียวขยับริมฝีปากเล็กน้อย คล้ายจะกล่าวอันใดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบเอาไว้
“เจ้าไปถามดูสิ! เพื่อให้เจ้าได้กลับมาอีกครั้งหลังผ่านไปหมื่นปี ในครั้งนั้นพวกเขาต้องอ้อนวอนข้าขนาดไหน!”
สายลมเย็นที่หนาวเหน็บจนปวดร้าวไปถึงทรวง
ภาพเบื้องหน้าของฉู่หลิวเยว่พลันพร่ามัว
พลังปราณศักดิ์สิทธิ์ที่ปลายนิ้วของนางได้สลายหายไป และในวินาทีนั้นราวกับพลังปราณทั้งหมดในร่างถูกดึงออกไปพร้อมกัน
ความอ่อนแรงอย่างที่สุดถาโถมเข้ามา ราวกับจะกลืนร่างของนางจนหมดสิ้น
ถาม?
ยังต้อง…ถามอีกหรือ
นางเอามือกดลงที่หน้าอกไว้แน่น แต่ก็ยังคงหายใจได้อย่างยากลำบาก
ไม่ต้องถามแล้ว
นิสัยของพวกเขานางรู้ดีที่สุด
คนที่เย่อหยิ่ง…คนที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีถึงเพียงนั้น…เพื่อรักษาวิญญาณของนาง เพื่อให้นางได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เพื่อนางแล้ว…
เขาต้องทำอันใดไปบ้าง?
นางนึกถึงทะเลทรายจันทราสีชาดที่เต็มไปด้วยทรายเหลืองอร่าม นึกถึงกรงขังใต้ผืนน้ำที่มืดมิดไร้แสงสว่าง
นึกถึงพี่เป่าที่ต้องฝืนหลอมร่างศักดิ์สิทธิ์จนกลายเป็นเด็กน้อย พร้อมท่าทางเขินอายและหงุดหงิดในสภาพเช่นนั้นก็เพื่อช่วยชีวิตนาง
นึกถึงหลานเซียวที่ยืนอยู่ริมทะเลสาบ สนุกสนานกับการเปลี่ยนโฉมหน้าของตัวเองทุกวัน แต่สุดท้ายกลับเอ่ยว่าใบหน้าเดิมของเขาคือสิ่งที่งดงามที่สุด
นึกถึงผู้อาวุโสอันดับที่ห้าที่มักออกมาไกล่เกลี่ยทุกครั้งในยามที่นางเหนื่อยล้าไม่อาจทนต่อได้ เพื่อโน้มน้าวพี่เป่ายอมปล่อยให้นางได้พักผ่อนบ้าง
ไม่มีสายลมใดที่จะเปลี่ยวเหงาและหยาบกระด้างไปกว่าสายลมในทะเลทรายจันทราสีชาดอีกแล้ว
ลมนั้นบดขยี้และพัดพาความภาคภูมิและศักดิ์ศรีทั้งหมดให้แหลกสลายและกระจัดกระจายไปจนหมดสิ้น