ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2495 หลอกข้าไปทั้งชีวิตได้หรือไม่
ตอนที่ 2495 หลอกข้าไปทั้งชีวิตได้หรือไม่
……………
เขารู้ว่าผิด
เขายอมรับความผิดนั้น
แต่เขาพูดว่าเขาไม่เสียใจ
บริเวณรอบๆ เงียบสงัด มีเพียงสายลมอ่อนๆ ที่พัดผ่าน
จู่ๆ ฉู่หลิวเยว่รู้สึกว่าแสงที่ปกคลุมร่างของนางนั้นเจิดจ้าเกินไป จนทำให้นางแสบตา
ขณะนั้นความรู้สึกหวาดกลัวบางอย่างได้ก่อตัวขึ้นในใจของนาง ทำให้นางไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไป
เขาได้เสียสละมากมายเพื่อนางถึงเพียงนี้ แต่นางกลับไม่รู้อันใดเลย
ทว่า…เขาคือสามีของนาง คือคนที่นางสัญญาจะใช้ชีวิตร่วมกันไปชั่วชีวิต
เหตุใดนางกลับไม่รู้อันใดเลย หรือแม้กระทั่ง…ไม่เคยสงสัยเลยสักนิด
“หรงซิว ชีพจรศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเสียหาย และยังทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า บัดนี้…เจ้าสมควรได้รับโทษทัณฑ์!”
เสียงอันทรงพลังดังก้องสะท้อนไปทั่วสวรรค์และโลก
แผนที่ดวงดาวขนาดใหญ่นั้นค่อยๆ หมุนวนอย่างช้าๆ
ม่านแสงสายหนึ่งตกลงมาจากฟากฟ้า ล้อมรอบหรงซิวไว้ภายใน!
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาของเขาไม่เสียใจหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด
“โทษทัณฑ์ทั้งหมด ข้าจะรับไว้เอง”
ทันทีที่คำพูดจบลง แสงสว่างสายหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากแผนที่ดวงดาว แปรเปลี่ยนเป็นลูกศรคมกริบ พุ่งตรงมาที่หรงซิวด้วยความเร็วอันน่าสะพรึง!
ฉึก!
ลูกศรคมกริบนั้นทะลุผ่านเข่าข้างซ้ายของเขาทันที!
เสวี่ยเสวี่ยกระโจนพุ่งเข้าไปทันที
แต่ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ม่านแสงนั้น มันก็ถูกแรงกดดันอันมหาศาลขวางไว้และถูกซัดกระเด็นออกมาอย่างง่ายดาย
มันลุกขึ้นมาแล้วพุ่งชนเข้าไปด้านหน้าอีกครั้ง
แต่ร่างของมันกลับถูกเหวี่ยงออกมาอย่างรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
รอยเลือดปรากฏขึ้นบนพื้น
หรงซิวมองไปทางมัน
“เสวี่ยเสวี่ย กลับไป”
เสวี่ยเสวี่ยไม่ยอมแพ้ มันส่งเสียงครวญครางและรีบวิ่งไปข้างหน้า ไม่นานบนตัวของมันกลับเต็มไปด้วยเลือด
ฉึก!
ลูกศรดอกที่สองพุ่งเข้ามาอีกครั้ง!
คราวนี้เป้าหมายคือหัวเข่าข้างขวาของเขา!
กระดูกหัวเข่าทั้งสองข้างแหลกละเอียดจนหมดสิ้น!
แรงกดดันจากเจตจำนงแห่งสวรรค์ บดขยี้ทั้งร่างของเขา
ตึง!
เสียงทุ้มหนักดังขึ้น ร่างสูงสง่าและแข็งแกร่งของเขาทรุดลงกับพื้น
หัวใจของฉู่หลิวเยว่เหมือนถูกกระแทกอย่างแรงจนสั่นสะท้าน หัวใจดวงเล็กๆ ของนางเต้นรัวอย่างหวาดกลัว
“ในเมื่อยอมรับความผิด ก็จงคุกเข่าลงต่อหน้าปวงชน! และคืนพลังศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดในร่างของเจ้ามา!”
ทันทีที่คำพูดจบลง ลูกศรดอกที่สามพุ่งทะลวงผ่านอกของหรงซิวไป!
ร่างของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนที่กระอักเลือดออกมาในที่สุด
“หรงซิว!”
ฉู่หลิวเยว่รีบวิ่งตรงไปหาเขาทันที!
แต่ละก้าวที่ก้าวไป ต้องใช้พลังและความตั้งใจมากขึ้นกว่าก้าวก่อนหน้า
ความเร็วของนางค่อยๆ ช้าลงเรื่อยๆ สุดท้ายนางต้องหยุดลงตรงหน้าม่านแสงและไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้อีก
ระยะห่างระหว่างนางกับเขาเพียงแค่ไม่กี่ก้าว แต่กลับดูไกลเกินเอื้อมจนไม่อาจสัมผัสได้
ในใจของฉู่หลิวเยว่เหมือนมีเปลวไฟลุกโชน
ตั้งแต่ที่ได้เห็นหรงซิวคุกเข่าลง เชือกที่รัดแน่นเส้นสุดท้ายในใจของนางก็พลันขาดสะบั้น
เขาช่างสูงศักดิ์และหยิ่งทะนง
เขาจะคุกเข่าเช่นนี้ได้อย่างใด
ในใต้หล้านี้มีผู้คนมากมายขนาดไหนที่กำลังมองดูฉากนี้อยู่!
นางยกมือขึ้นแตะบนม่านแสง ฝ่ามือของนางรู้สึกถึงความร้อนระอุที่แผ่อออกมาจนแสบลึกเข้าไปบนผิวหนัง
แต่ความเจ็บปวดเหล่านี้กลับไม่อาจเทียบได้กับความปวดร้าวในใจของนาง
นางอ้าปากราวกับต้องการพูดอันใดบางอย่าง ทว่ากลับไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้
หน้าอกบีบรัดจนเจ็บปวด แม้แต่หายใจก็พลันเจ็บแปล๊บขึ้นมา
ความเจ็บปวดนั้นเริ่มต้นจากหัวใจและกระจายไปทุกจุดและทุกที่ทั่วทั้งร่างของนาง
ที่ไม่อาจหลีกหนีไปได้
หรงซิวใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นไว้ และไอออกมาเบาๆ จากนั้นเขาค่อยๆ ยืดตัวขึ้นอย่างช้าๆ
แม้เขาจะคุกเข่าอยู่ แต่ท่าทางยังคงตั้งตรงราวกับไม่มีทางอ่อนยวบลงได้
เขายกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ก่อนจะหันหน้าไปมองนาง
“เยว่เออร์”
เขายิ้มเล็กน้อยพลางพูดขึ้นว่า
“ก็แค่คุกเข่าเท่านั้น ไม่เป็นไรหรอก”
คิ้วรูปกระบี่ของหรงซิวขมวดขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างจนใจและกล่าวว่า
“เยว่เออร์อย่าร้องไห้ ตอนนี้ข้าช่วยเช็ดน้ำตาให้เจ้าไม่ได้แล้ว”
เมื่อสิ้นคำพูด ลูกศรอีกดอกพลันพุ่งทะลุไหล่ซ้ายของเขา!
หยดเลือดกระเซ็นไปติดบนม่านแสงด้านหน้า ตรงกับสายตาของนางพอดี จากนั้นเลือดก็ถูกพลังอันน่าสะพรึงบนม่านแสงเผาผลาญจนแห้งเหือดไป
แต่ฉู่หลิวเยว่กลับรู้สึกเหมือนเลือดนั้นตกลงมาที่ใบหน้าและร่างกายของนางแทน มันทั้งร้อนทั้งแสบ
นางเบิกตากว้างพลางจ้องมองเขา น้ำตากลับไหลรินลงมาหนักกว่าเก่า
สายตาที่อบอุ่นของหรงซิว จู่ๆ เหมือนเขาคิดอันใดขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามขึ้นอย่างแผ่วเบา
“เยว่เออร์กำลังโกรธที่ข้าหลอกเจ้าหรือ”
เขาชะงักไปครู่หนึ่งและเช็ดคราบเลือดที่ไหลจากมุมปากออกไป ก่อนจะพูดต่อว่า
“เจ้าควรจะโกรธ”
ดวงตาของเขาค่อยๆ ลึกขึ้น ราวกับกำลังนึกถึงอันใดบางอย่างอยู่ แต่ลึกลงไปในแววตานั้น เงาสะท้อนเล็กๆ ของนางกลับชัดเจนอย่างยิ่ง
ชั่วครู่เขาจึงพูดด้วยเสียงอบอุ่นว่า
“ในเย่าฉิน ตอนที่เจ้าตื่นขึ้นมาในป่า ข้าโกหกเจ้า บอกว่าเจ้าบุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของคนอื่น”
“ที่เทียนลิ่ง ตอนที่เจ้าบอกโดยไม่ตั้งใจว่าครั้งหน้าจะเอาชนะข้าในงานประลองชิงอวิ๋น ข้าโกหกเจ้า บอกว่าไม่เคยได้ยินสถานที่นี้มาก่อน”
“ที่ท่าเรือดอกท้อ เจ้าถามข้าว่ารู้จักโล่ผสานนภาหรือไม่ ข้าโกหกเจ้า บอกว่าไม่รู้จัก”
“หลีอ๋อง, องค์ชาย… สถานะทั้งหมดนี้ข้าล้วนโกหกเจ้า แม้แต่สถานะของเถ้าแก่ใหญ่ ข้าก็ปิดบังเจ้ามาหลายปี จนได้บอกให้เจ้ารู้เมื่อไม่กี่วันก่อน”
หรงซิวพูดออกมาทีละคำทีละประโยค เพื่อเล่าถึงเรื่องราวในอดีตอย่างละเอียด
แต่ความจริงแล้ว…จะพูดออกมาให้หมดได้อย่างใด
ตั้งแต่เริ่มแรกเขาก็โกหกนางเสียแล้ว
เมื่อเอ่ยคำโกหกไปคำหนึ่ง ก็ต้องใช้คำโกหกเพิ่มมาอีกมากมายนับไม่ถ้วน
เขาสวมอาภรณ์สีดำ แม้คราบเลือดที่เปื้อนอยู่จะดูไม่ชัดนัก
แต่เมื่อเลือดไหลซึมออกมามากขึ้นเรื่อยๆ เสื้อผ้าก็ชุ่มไปด้วยเลือดทีละน้อยๆ
ใบหน้าของเขาขาวซีด ลมหายใจเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ
พลังศักดิ์สิทธิ์ที่สะสมมาหลายหมื่นปี ถูกดึงออกทีละน้อย ความเจ็บปวดนั้นไม่ต่างจากการถลกผิวหนัง เลาะเส้นเอ็น และถูกมีดเฉือนเป็นพันครั้ง!
เขาถอนหายใจออกอย่างรวยริน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งออกมา
“แต่…ตอนนั้น ข้าบอกว่าข้าคือหรงซิว ข้าไม่ได้โกหกเจ้า ข้าบอกว่าข้าอยากแต่งงานกับเจ้า ไม่ว่าอย่างใดก็ต้องได้แต่งกับเจ้า ข้าไม่ได้โกหกเจ้า ข้าบอกว่าข้ารอเจ้ามานานแสนนาน ข้าไม่ได้โกหกเจ้า และข้าบอกว่า การได้แต่งงานกับเจ้า คือความโชคดีทั้งสามชาติของข้า ข้าก็ไม่ได้โกหกเจ้าเช่นกัน”
ฉึก!
ลูกศรอีกดอกพุ่งทะลุแผ่นหลังของเขาอย่างรุนแรง!
แรงกระแทกมหาศาลทำให้ร่างของเขาสั่นสะท้าน จนแทบจะล้มลง แต่ก็ยังคงใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นเอาไว้
บนพื้นตรงหน้าของเขา มีเลือดคาวคลุ้งและเหนียวข้นกระจายอยู่ทั่ว
บนหลังมือของเขา เส้นเลือดค่อยๆ เด่นชัดขึ้น
ฉู่หลิวเยว่ทรุดตัวลงช้าๆ
นางสบตากับเขาจากระยะไกลผ่านม่านแสงที่ขวางกั้นพวกเขาไว้
เขาสูดลมหายใจลึกๆ พลางยกมือขึ้นเช็ดมุมปากที่เปื้อนเลือดอย่างไม่รู้ตัว แต่กลับประหลาดใจเมื่อพบว่าหลังมือของเขามีรอยแผลเปิดอยู่จำนวนมากจนเลือดไหลทะลักออกมา
หมื่นศรเลาะกระดูกได้ดูดกลืนพลังศักดิ์สิทธิ์ที่สั่งสมมานับแสนปีออกไปจนหมดสิ้น
เหลือเพียงเศษเสี้ยวพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับบาดแผลเหล่านั้น
เขามองดูมือของตัวเองอย่างตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือลงอย่างช้าๆ
ช่างเถอะ
เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง ราวกับต้องการสลักภาพของนางไว้ให้ลึกที่สุด
“ข้ารู้…เยว่เออร์ของข้าเกลียดที่สุดที่มีคนหลอกนาง แต่ครั้งนี้ เยว่เออร์…อย่าโกรธข้าได้หรือไม่”
ฉู่หลิวเยว่กัดริมฝีปากแน่นจนรสขมฝาดและคาวเลือดค่อยๆ แผ่ซ่านอยู่ในปากของนาง
นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่งพลันยิ้มออกมา ทว่าหยาดน้ำตากลับไหลรินออกมาไม่หยุด
“ใช่ ข้าเกลียดที่สุดที่มีคนหลอกข้า”
“แต่หรงซิว…ถ้าคนที่หลอกข้าคือเจ้า ก็ไม่เป็นไร”
“ข้าหลอกอันใดเจ้า”
“คนของข้า หัวใจของข้า ทั้งหมดล้วนเป็นของเจ้า…เจ้าต้องการอันใดอีกหรือ”
“หลอกให้ข้าเชื่อเจ้า หลอกให้ข้ารักเจ้า หลอกให้ข้าหึงหวงเจ้า หลอกให้ข้านอนไม่หลับเพราะเจ้า หลอกให้ข้าอยู่ร่วมเป็นร่วมตายกับเจ้า หลอกให้ข้าติดตามเจ้าไปยังสวรรค์หรือพื้นดิน?”
“ถ้าหากเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นเจ้าหลอกข้าไปทั้งชีวิต…ได้หรือไม่”
……………