ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 1 พานางกลับไป
ตอนพิเศษ ตอนที่ 1 พานางกลับไป
……………
เฉินอีเริ่มสั่งการให้สิบสามเยว่เก็บกวาดทำความสะอาด
ณ ยอดเขาโอสถ
เสี่ยวปาโบกมือพลางตะโกนเรียกขื้น
“สื่อฟัง”
สือฟังเดินเข้าและเอ่ยถามขึ้น
“พี่แปดล่ะ?”
เสี่ยวปายกมุมปากขึ้น รอยยิ้มงดงามชวนหลงใหล
“เห็นยอดเขาโอสถนี้หรือไม่”
สือฟังพยักหน้า
“จากนี้ไปหนึ่งเดือน งานขุดดินและถอนหญ้า ขอมอบให้เจ้าเป็นคนจัดการทั้งหมด”
สือฟังสีหน้าประหลาดใจและเอ่ยถามขึ้น
“ทั้ง ทั้งหมด?”
“ใช่แล้ว!” เสี่ยวปากะพริบตา “ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบ่นไม่ใช่หรือว่าภูเขาที่ข้าให้มันเล็กเกินไป ตอนนี้ข้ามอบสิ่งเหล่านี้ให้เจ้าทั้งหมด!”
สือฟังลำคอแข็งค้าง พลางมองไปรอบๆ ด้วยความตกตะลึง
ใหญ่ ขนาด นี้!
เขาคนเดียว เช่นนี้ไม่เหนื่อยตายเลยหรือ!
“เสี่ยวปา…”
เขาพยายามครุ่นคิดพลางยกสองนิ้วขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบ
สือฟังตกใจขึ้นมาทันที
“พี่แปด ท่านเป็นอันใดไป”
เสี่ยวปาโบกมือไปมาและตอบกลับว่า
“ไม่ ข้าไม่เป็นอันใด ตอนข้าข้ามด่านเป็นตายถูกซูจิ้งเล่นงานนิดหน่อย บาดเจ็บเล็กน้อย ไม่เป็นไรหรอก…”
“อ๋า? เช่น…เช่นนั้นพี่แปดรีบไปพักเถอะ!”
สือฟังรู้สึกละอายใจอย่างมาก
พวกเขาหลายคนมัวแต่เฝ้าท่าเรือดอกท้ออยู่ตลอดเวลาจึงกลับมาช้าไป
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ยิ่งรู้สึกว่าพวกพี่แปดต้องผ่านความลำบากมาไม่น้อย
ขณะพูดเขาเหลือบมองไปที่เอวของเสี่ยวปา
แม้ว่านางจะกุมเอวไว้ แต่ยังมองเห็นได้อย่างชัดว่ามีรอยฟกช้ำขนาดใหญ่และมีจุดเลือด
“พี่แปด อาการบาดเจ็บนี้เกรงว่าต้องใช้เวลารักษาอีกนาน รีบให้พวกนางช่วยประคองกลับไปพักเถอะ!”
เสี่ยวปารีบปฏิเสธทันที “ไม่จำต้องขนาดนั้นหรอก”
แต่สือฟังยังยืนกรานอย่างหนักแน่น เขาหันไปทางตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะตะโกนดังลั่น
“น้องสิบเอ็ด! น้องสิบสอง! พี่แปดบาดเจ็บ! พวกเจ้ามาช่วยหน่อย!”
ขณะนั้นบนหยกศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น วิญญาณร้ายได้ถูกเปลวเพลิงเผาไหม้จนหมดสิ้น แม้แต่ประกายไฟดวงสุดท้ายก็ดับมอดลง
เหลือเพียงเปลวไฟอันร้อนแรงและสว่างไสวสิบสามต้นที่ลุกโชนอยู่บนยอดเสาหยกขาว
โล่ผสานนภาถูกฝังกลับเข้าไปในตำแหน่งเดิมอย่างสมบูรณ์ และคืนสภาพกลับไปดังเดิม
ทว่าตำแหน่งตรงกลางของโล่ยังคงทิ้งร่องรอยของกระบี่สองเล่มเอาไว้
ร่องรอยนั้นเย่อมมาจากฉู่หลิวเยว่และหรงซิว
แม่นางสิบเอ็ดและแม่นางสิบสองที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“อ๊า! ลวดลายอักขระบางส่วนบนนี้เลือนหายไปหมดแล้ว”
แม่นางสิบเอ็ดหยิบมีดแกะสลักสองเล่มออกมา แล้วยื่นเล่มหนึ่งมาให้นาง
“อย่างใดก็กลับมาแล้ว จากนี้ก็ค่อยๆ ซ่อมไปก็แล้วกัน”
หยกศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น คือกุญแจสำคัญในการหลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ และพลังของเสินจู่ก็อาศัยมันเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงศักดิ์สิทธิ์
ส่วนโล่ผสานนภานั้น คือหัวใจสำคัญที่สุด
ก่อนหน้านี้ที่โล่ผสานนภาถูกหรงซิวแยกออก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการใช้พลังที่ซ่อนอยู่ในโล่เพื่อสร้างท่าเรือดอกท้อขึ้นมาใหม่ และเชื่อมประตูด่านนั้นเข้ากับตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ อีกเหตุผลหนึ่งคือ เขาตั้งใจจะส่งมันคืนให้ฉู่หลิวเยว่ เพราะท้ายที่สุดของสิ่งนี้เดิมทีก็เป็นของนางอยู่ก่อนแล้ว
ที่วิญญาณร้ายไม่ขัดขวาง ก็เพราะว่าเดิมทีพลังศักดิ์สิทธิ์ของมันไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงศักดิ์สิทธิ์ได้
การขาดส่วนของโล่ผสานนภาไป ทำให้พลังที่สามารถแปรเปลี่ยนได้จากหยกศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นลดลง
อย่างมาก
ด้วยเหตุนี้เองวิญญาณร้ายจึงใช้พลังเพียงเล็กน้อยจากพลังแห่งสายเลือดของหงส์ทองคำ เพื่อรักษาเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้ดับลง
ก่อนหน้านี้แม่นางสิบเอ็ดเคยพูดว่าหยกศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นเป็นเพียงเศษชิ้นส่วน ย่อมเป็นการเปรียบ
เทียบกับโล่ผสานนภาเท่านั้น
แต่เมื่อโล่ผสานนภากลับคืนมาทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป
ขณะที่แม่นางสิบสองกำลังจะเริ่มลงมือซ่อมแซมหยกศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น ก็ได้ยินเสียงของสือฟังดังขึ้น
นางเงยหน้าขึ้นไปมองทางด้านนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้ากลับมามองที่หยกศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นอีกครั้ง พลางยื่นมือออกไปลูบด้านบนเบาๆ อย่างอดไม่ได้ สีหน้าพลันสับสนขึ้น
นี่ก็ผ่านมานานถึงเพียงนี้แล้ว ในที่สุดก็ได้สัมผัสมันอีกครั้ง…
แม้ว่านางจะรู้สึกสงสารพี่แปดอย่างมา แต่ก่อนหน้านี้ดูเหมือน…ก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นเดินไม่ได้กระมัง
ทันใดนั้นแม่นางสิบเอ็ดก็หยิบเก้าอี้เล็กๆ ตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วยื่นส่งมาให้แม่นางสิบสอง
“ไม่ต้องไปสนใจเขา”
แม่นางสิบสองพูดขึ้นว่า “…แต่ว่าพี่แปด…”
เมื่อพูดจบนางก็ไม่สนใจสีหน้าของเยี่ยนชิงว่าเป็นอย่างใด และหยิบเก้าอี้ตัวที่สองมานั่งอีกฝั่งแล้วเริ่มซ่อมแซมหยกศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นต่อไป
เสียงตะโกนนั้นดังจนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการกระซิบกระซาบ ใครที่อยู่ทั้งในและนอกบริเวณต่างได้ยินกันถ้วนหน้า
สายตานับไม่ถ้วนพุ่งตรงไปยังเยี่ยนชิง
แม้แต่สือฟังกับเสี่ยวปาก็ได้ยินเช่นกัน
สือฟังมีสีหน้าประหลาดใจและเอ่ยถามขึ้นว่า
“พี่เขยแปด! พี่แปด! ท่านไปลงมือกับแม่ทัพฝ่ายซ้ายตั้งแต่เมื่อใดกัน!”
เหตุใดเขาถึงไม่รู้อันใดเลย!”
เสี่ยวปา “….”
ข้าเหนื่อยแล้วจริงๆ
นี่ข้าต้องอธิบายกี่รอบกัน!?
นางกัดฟันแน่นและพูดขึ้น
“…ข้าเดินเองได้!”
อวี๋โม่ส่งเสียง ‘ชิ’ ขึ้นมา ก่อนใช้ข้อศอกสะกิดเยี่ยนชิง
“เฮ้! เฮ้! เรียกเจ้าอยู่นะ!”
ใบหน้าของเยี่ยนชิงยังคงเรียบเฉย แต่ในหัวกลับนึกถึงบทสนทนาระหว่างเสี่ยวปากับชีหานก่อนจะเข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
เท้าของเขาราวกับถูกตรึงแน่นอยู่กับพื้น
เดิมทีตั้งใจจะพูดอธิบายว่าระหว่างพวกเขาไม่มีความสัมพันธ์อันใดต่อกัน แต่คำพูดเหล่านั้นกลับจุกอยู่ในลำคอ ไม่อาจเอ่ยออกมาได้
อวี๋มั่วมองเขาด้วยสายตาเมินเฉย
“ไม่จริงใช่หรือพี่ชาย เมียตัวเองบาดเจ็บ แต่กลับไม่เห็นจะเจ็บปวดใจเลยสักนิด! ยังเป็นผู้ชายอยู่หรือไม่”
ในที่สุดเยี่ยนชิงก็หันมามองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ
อวี๋มั่วรู้ตัวจึงรีบถอยไปก้าวหนึ่งและพูดขึ้นว่า
เยี่ยนชิงเม้มริมฝีปากแน่น และเดินตรงไปทางนั้นในที่สุด
เมื่อมาถึงยอดเขาโอสถ เสี่ยวปาก็กำลังจะจากไป
นางไม่อยากถกเถียงกับสือฟัง จึงโบกมืออย่างขอไปทีด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อน พลางเอ่ยว่า
“ช่างเถอะ…ช่างเถอะ…ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวกลับจำฝังใจไปชั่วชีวิต…ข้าเดินเองก็ได้…”
หาใครไม่หากลับไปหาเยี่ยนชิง!?
เมื่อนางนึกถึงตอนที่เคยลากเยี่ยนชิงมาถามเกี่ยวกับแม่ทัพฝ่ายซ้ายก่อนหน้านี้ นางรู้สึก…อยากตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด
สือฟังมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน
“พี่แปด หากพี่ไม่ชอบท่านแม่ทัพฝ่ายซ้าย แล้วเหตุใด…ท่านก็รู้ว่าเขาเป็นคนหัวโบราณขนาดไหน เช่นนี้หากถูกคนเรียกว่าพี่เขยแปด คนอย่างเขาต่อไปจะอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างใดกัน”
เสี่ยวปา?
“แต่พี่แปดวางใจเถอะ อย่างใดก็อยู่ข้างพี่เสมอ! พี่เจ็บหนักขนาดนี้แล้ว แต่เขากลับไม่มาเสียที! ช่างเกินไปแล้วจริงๆ! ผู้ชายแบบนี้ไม่มีอันใดให้น่าเสียดายอีกแล้ว!”
สายตาของเสี่ยวปากระตุกเล็กน้อย พลางยกมือขึ้นจะปิดปากเขา
“เจ้า…”
ขณะที่มือของนางเพิ่งจะยกขึ้น แต่กลับถูกใครบางคนจับไว้ทันที
นางหันกลับไปมองด้วยความตกใจ
เยี่ยนชิงจับข้อมือของนางเอาไว้แน่น
“เจ้าบาดเจ็บแล้ว ไม่คุ้มที่จะโกรธเคือง”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เดิมที่เขาตั้งใจจะปล่อยมือ แต่เมื่อสายตาเหลือบมองไปเห็นบาดแผลที่เอวของนาง เขากลับไม่ปล่อยมือนั้นออก
“ข้าจะพาเจ้ากลับไป”
…
อีกด้านหนึ่งถวนจื่อสะบัดเสื้อผ้าของตัวเอง ก่อนจะเก็บวิญญาณของจื่อเฉินไว้อย่างระมัดระวัง
เพราะจื่อเฉินได้รับบาดเจ็ดสาหัส และร่างกายยังถูกทำลายจนเสียหาย เหลือเพียงแก่นวิญญาณที่เข้าสู่ห้วงนิทรา
จากนั้นถวนจื่อหมุนตัวเดินไปยังอีกทางหนึ่ง
มู่ชิงเห่อวิญญาณดับสลายไปแล้ว เหลือเพียงปีศาจแดงที่พิงอยู่บนไหล่ของเขา
เมื่อถวนจื่อเดินเข้ามาใกล้ หัวใจของเขากระตุกวูบโดยไม่รู้ตัว พลางมือยื่นออกไปเช็ดหยาดน้ำตาที่อยู่ตรงหางตาของปีศาจแดง
น้ำตากลับเย็นเฉียบ
ดวงตาของถวนจื่อแดงก่ำ ขณะที่มองดูร่างตรงหน้า น้ำตาพลันไหลรินออกมา
……………