ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 2 ปล่อยเขา
ตอนพิเศษ ตอนที่ 2 ปล่อยเขา
……………
หิมะขาวโปรยปรายลงมาและค่อยๆ ปกคลุมร่างของพวกเขา
“ปีศาจแดง เจ้าไม่หนาวหรือ”
ถวนจื่อเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา
“ข้าพาเจ้ากลับไปดีหรือไม่”
ขณะที่พูดนางยื่นมือออกไปอีกครั้ง พลางปัดหิมะบนตัวของปีศาจแดงออกอย่างระมัดระวัง
“เขาทำไม่ดีกับเจ้าเลยสักนิด เหตุใดเจ้ายังติดตามเขาอยู่…”
ริมฝีปากของถวนจื่อสั่นเล็กน้อย
“เมื่อก่อนเขาทำกับข้าเช่นนั้น เจ้าไม่โกรธเลยหรือ อย่าไปอยู่กับเขาเลย…”
น้ำตาของนางยิ่งไหลรินลงมามากขึ้นเรื่อยๆ
ปลายนิ้วมือเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง
จนมือของนางสั่นไหวด้วยความหนาวเย็น
อุ้งเท้าของปีศาจแดงยังคงเกาะเสื้อของเขาไว้แน่น ดูเหมือนจะไม่ยอมปล่อยไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นก็ตาม
ถวนจื่อพยายามลองแกะอุ้งเท้าของมันออก แต่ก็ไม่สำเร็จและไม่กล้าลองอีกครั้ง
นางเอามือปิดหน้า ทว่าน้ำตากลับไหลผ่านออกมาจากระหว่างนิ้วมือของนาง
“ฮือๆ… ปีศาจแดง ข้าขอโทษ… ข้าไม่ควรโมโหใส่เจ้าวันนั้นเลย…ข้าขอโทษจริงๆ… ข้าจะไม่โกรธเจ้าอีกแล้ว… เจ้าชอบอาเยว่มากที่สุดไม่ใช่หรือ ข้า…ข้ายกอาเยว่ให้เจ้าครึ่งหนึ่งเลยดีหรือไม่”
“จื่อเฉินหลับไปแล้ว เขาไม่รู้สึกตัวหรอก ถ้ารู้ก็คงไม่ว่าอันใดเจ้าหรอก… เจ้ากลับมาเถอะ? เจ้าดึงผมข้าและยังไม่ได้ขอโทษข้าเลยนะ!”
ถวนจื่อก้มหัวลงและส่งเสียงเบาลงเรื่อยๆ เหลือเพียงร่างเล็กๆ ที่สั่นเทา ร่างน้อยสะอื้นไห้จนแทบหยุดหายใจ…
ในที่สุดทุกอย่างเบื้องหน้านางก็มืดดับลง ก่อนที่ร่างเล็กๆ จะล้มไปด้านหลัง…
ปลายจมูกเล็กๆ ของนางแดงก่ำ ดวงตาบวมช้ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
เฉินอีถอนหายใจออกเฮือกหนึ่ง
“นำพวกเขาไปฝังไว้ที่ภูเขาเฟิ่งหมิงพร้อมกันเถอะ”
…
หิมะค่อยๆ หยุดลง
ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อันกว้างใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน
เมื่อมองออกไปไกลทุกอย่างพลันเงียบสงัด
จวินจิ่วชิงยืนอยู่หน้าตำหนักใหญ่ มือทั้งสองไขว้หลัง เวลาผ่านไปเนิ่นนาน
ในที่สุดเขาก็ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า
รอบด้านมีผู้คนบางส่วนมองมาที่เขา สีหน้าดูสับสน
แต่จวินจิ่วชิงหาได้ใส่ใจไม่
เขาไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา
สิ่งที่เขานึกถึงและใส่ใจมาโดยตลอด ตั้งแต่ต้นจนจบมีเพียงคนเดียวเท่านั้น…
แต่คนคนนั้น…กลับไม่เคยเป็นของเขาเลย
ฝีเท้าที่เหยียบลงบนหิมะส่งเสียงกรอบแกรบ
ในขณะนั้นที่เฉินอีเพิ่งสั่งให้ชีหานและพวกนำมู่ชิงเห่อกับปีศาจแดงไปฝังรวมกัน และให้หัวซวงซวงพาถวนจื่อกลับไปพัก
เมื่อเสียงฝีเท้าดังขึ้นเขาจึงหันกลับไปมอง
คนทั้งสองสบตากัน
จวินจิ่วชิงเอ่ยขึ้นว่า
“เสินสื่อทั้งสิบสามได้ตามนางกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งมีเพียงเจ้าที่เก็บรักษาความทรงจำทั้งหมด
ตั้งแต่หลายปีที่ผ่านมา เจ้าเป็นคนที่ช่วยนางรวบรวมทุกคนกลับมา ช่วยนางวางแผนทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องสุดท้ายนี้ ก็เป็นสิ่งที่เจ้าคิดเอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว…เสินสื่ออันดับหนึ่ง ยอดเยี่ยมจริงๆ”
“กล่าวเกินไปแล้ว ทุกสิ่งล้วนเป็นพระบัญชาของจักรพรรดิเทพ ข้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการเท่านั้น ทุกอย่างที่ข้าทำล้วนเพื่อการกลับมาของเสินเยว่”
“เพื่อการกลับมาของเสินเยว่”
จวินจิ่วชิงทวนคำเหล่านั้นช้าๆ แล้วหัวเราะออก
“เขาช่างคำนวณทุกอย่างได้รอบคอบจริงๆ…ว่าแต่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจียงอวี่เฉิงตายอย่างใด”
จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เฉินอีจ้องมองเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
ชื่อนี้ที่ไม่มีใครกล่าวถึงและไม่มีใครสนใจมานานแล้ว
แต่จวินจิ่วชิงกลับยิ้มลึกอย่างมีเลศนัย
“ถูกต้อง เขาตายด้วยน้ำมือของข้า พูดให้ชัดเจนก็คือ หลังจากถูกทรมานอย่างแสนสาหัส เขาก็ถูกหลอมรวมในค้อนอาคมนั่น ตอนนั้นเขาเหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ หลบหนีไปทุกหนทุกแห่ง แล้วบังเอิญมาตกอยู่ในมือของข้า ตอนนั้นข้ายังไม่คิดอันใด แต่เมื่อมานึกดูตอนนี้ มันจะใช่แค่เรื่องบังเอิญหรือ”
“หากหรงซิวตั้งใจจะฆ่าเขาจริงๆ ย่อมไม่ปล่อยให้มีโอกาสรอดไปได้ แต่เขาสร้างความหวังให้กับเจียงอวี่เฉิง จากนั้นก็ทำลายความหวังนั้นจนหมดสิ้น และสุดท้ายก็ส่งเขามาให้ข้า เพราะเขารู้ดีว่าเมื่อเจียงอวี่เฉิงตกอยู่ในมือข้า ย่อมไม่มีทางรอดไปได้อย่างแน่นอน”
สิ่งที่เจียงอวี่เฉิงทำไว้ทั้งหมด หรงซิวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องฆ่าเขา…
แต่เขาไม่ได้ลงมือด้วยตัวเอง กลับส่งต่อมาให้จวินจิ่วชิงแทน
เพียงแค่ไม่อยากทำให้มือตัวเองแปดเปื้อนก็เท่านั้น
จวินจิ่วชิงหัวเราะเยาะ
“ช่างเถอะ แม้แต่ความเป็นความตายของเขาล้วนอยู่ในแผนการที่เขาวางไว้ นับประสาอันใดกับข้า?”
จนถึงบัดนี้ก็ไม่มีอันใดให้ต้องพูดอีกต่อไป
เฉินอีจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง และพูดเสียงเรียบขึ้นว่า
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตอนนั้นเจ้าก็ไม่ควรทรยศเสินเยว่ เสินเยว่ไม่เคยปฏิบัติไม่ดีกับเจ้า”
จวินจิ่วชิงเคยได้รับความโปรดปรานและการสนับสนุนจากนางอย่างมาก
แต่น่าเสียดายจวินจิ่วชิงเป็นคนหยิ่งยโส ทะเยอทะยาน และไม่เห็นหัวใคร
เมื่อเห็นว่าต่อให้ทะลวงขั้นสวรรค์ทลายเทพได้ก็ตาม ตำแหน่งและสถานะของเขาก็ไม่อาจสูงขึ้นไปได้อีก สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจร่วมมือกับวิญญาณร้าย…
เฉินอีจ้องมองเขาเขม็งพลางพูดขึ้น
“เพียงเพราะคำสัญญาของวิญญาณร้ายว่าจะมอบตำแหน่งมหาปุโรหิตให้ เจ้าถึงกับละทิ้งบุญคุณที่เสินเยว่ให้เจ้ามาหลายปีอย่างนั้นหรือ”
จวินจิ่วชิงยิ้มเยาะขึ้นที่มุมปาก
“นั่นมันเรื่องของข้า เกี่ยวอันใดกับเจ้า”
จากนั้นเขากวาดสายตามองไปรอบๆ
“เสินสื่ออันดับที่หนึ่ง เจ้าควรเอาเวลาไปใส่ใจกับตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เสียจะดีกว่า! ส่วนเรื่องของข้า…เจ้ายังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะมายุ่งเกี่ยว”
เมื่อพูดจบเขาก็ไม่พูดอันใดต่อ พลางก้าวเดินจากไป
ประตูใหญ่ของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เปิดออก
ผู้คนที่ยืนดูอยู่เมื่อเห็นจวินจิ่วชิงเดินออกมา ต่างพากันหลีกทางให้เขาทันที
เขาเดินไปทางของประตูแดนสวรรค์
อู่เหยากำลังจะขวางไว้ แต่กลับได้ยินเสียงของเฉินอีพูดขึ้นว่า
“ปล่อยเขาไป”
อู่เหยาทำตามคำสั่ง สายตากวาดมองไปที่จวินจิ่วชิงสองสามครั้ง และไม่ได้ขวางเขาไว้อีกต่อไป
จวินจิ่วชิงยืนอยู่ที่ประตูแดนสวรรค์
สายลมพัดมาจากด้านหลัง นำพาเกล็ดหิมะบางส่วนล่องลอยลงสู่เบื้องล่างอย่างเงียบงัน
หลังจากการต่อสู้ครั้งก่อน ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ถูกแช่แข็งจนกลายเป็นน้ำแข็งปกคลุม ยาวไกลออกไปพันลี้
ระลอกน้ำแผ่กระเพื่อม เปล่งประกายระยิบระยับ
อีกไม่นานพื้นที่แห่งนี้จะกลับคืนสู่ทะเลอันกว้างใหญ่คลื่นซัดสาด
และนางก็ได้กลับเข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด
บัดนี้นางเอาชนะเส้นทางแห่งสวรรค์ได้ ย่อมยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา
ร่างของจวินจิ่วชิงพลันหายวับไปนอกประตูแดนสวรรค์
สิบสามหันมามองเฉินอีและเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยบางอย่างว่า
“พี่ใหญ่ จะปล่อยเขาไปง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ”
เฉินอีตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งว่า
“เขาทรยศเสินเยว่ แต่จากการกระทำในศึกครั้งนี้ ก็นับว่าเขาได้ชดใช้หนี้ในอดีตจนหมดแล้ว”
…
สุสานสังหารเทพ
บนทุ่งรกร้างอันกว้างใหญ่และว่างเปล่า สายลมหวีดหวิวพัดผ่านไป
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน
นั่นคือจวินจิ่วชิง
เขาก้าวเดินทีละก้าวอย่างช้าๆ ราวกับเสียงการสู้รบเมื่อหมื่นปีก่อนยังคงดังก้องอยู่ข้างหู
กลิ่นคาวเลือดอันขมขื่นยังลอยวนเวียนอยู่ปลายจมูกของเขา ไม่จางหายไป
กลิ่นคาวเลือดค่อยๆ เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะก้มมองมือตัวเอง
ลวดลายอักขระสีเลือดอันแปลกประหลาด ค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากใต้ผิวหนัง ราวกับมันกำลังคืบคลานออกมาอย่างช้าๆ
ที่หลังมือของเขามีรอยแผลเล็กๆ ปรากฏอยู่ และเลือดก็ค่อยๆ ไหลหยดออกมาจากตรงนั้น
กลิ่นคาวเลือดที่อบอวลในอากาศทั้งหมด ล้วนมาจากรอยแผลนี้…
เขาจ้องมองรอยแผลนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ลวดลายอักขระสีเลือดยังคงแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ ขณะที่เลือดเนื้อใต้ผิวหนังของเขาค่อยๆ ถูกกลืนกิน
ไม่นานนักเลือดเนื้อทั้งหมดบนมือข้างนั้นก็ถูกกลืนกินจนหมดสิ้น เหลือเพียงชั้นผิวบางๆ ที่เปื้อนเลือดและห่อหุ้มกระดูกเอาไว้
เขาหัวเราะออกมา
……………