ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 20 ข้าชอบ
ตอนพิเศษ ตอนที่ 20 ข้าชอบ
……………
ทันใดนั้นก็มีความคิดหนึ่งปรากฏขึ้นมาในสมองของน้องแปด….เอวสอบ
เยี่ยนชิงมีรูปร่างผอมเพรียว ปกติหากสวมเสื้อผ้าอยู่ก็จะเห็นได้ไม่ชัดเจน แต่ตอนนี้นางสามารถสัมผัสกล้ามเนื้อบริเวณท้องได้อย่างชัดเจน
สัมผัสที่มือนั้นยอดเยี่ยมมาก นางจึงลูบไล้ไปมาอย่างอดไม่ได้
ร่างกายของเยี่ยนชิงแข็งทื่อไป เขาสัมผัสได้ถึงฝ่ามือบางอ่อนแอเหมือนไร้กระดูกกำลังแตะอยู่ที่เอวของเขา เขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“เสินสื่อลำดับที่แปด”
เขาพูดขึ้น น้ำเสียงเหมือนสะกดกลั้นความรู้สึกอย่างยากลำบาก
ในที่สุดน้องแปดก็ดึงสติกลับมาได้อีกครั้ง
นางชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็พบว่าร่างกายครึ่งหนึ่งของตัวเองอยู่บนเตียง แต่อีกครึ่งหนึ่งเอนตัวออกมาแทบจะพุ่งตัวเข้าหาเยี่ยนชิงทั้งร่าง
ประเด็นสำคัญเลยคือเขาสูงมาก
ด้วยการเคลื่อนไหวเช่นนี้ แขนทั้งสองข้างของนางจึงโอบเอวเขาไว้แล้วดึงเข้าหาตัว
ซึ่งใบหน้าของนางอยู่ใกล้กับเข็มขัดหยกมาก
นางเอียงศรีษะแล้วเงยหน้าขึ้นมามองหน้าเขา
ทำให้ยิ่งใกล้ไปกว่าเดิม
เยี่ยนชิงขมวดคิ้วขึ้น แทบจะดึงตัวนางขึ้นมาทันทีอย่างไม่สามารถควบคุมได้
ตอนนั้นน้องแปดนั่งลงที่ขอบเตียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
“มีอันใดหรือ”
เยี่ยนชิงถามขึ้นด้วยความอดทน
“คือว่า…ไม่มีอันใดแล้ว”
แม่ทัพสวรรค์ฝ่ายซ้ายเป็นหนึ่งในคนสนิทที่ท่านเทพไว้ใจมากที่สุด ฉลาดหลักแหลม และประสาทสัมผัสไวมาก
ต่อให้เป็นเวลากลางดึก มีเพียงแสงเทียนสลัว แต่เขาก็สามารถมองบรรยากาศรอบข้างได้อย่างชัดเจน
รวมถึงท่าทางของผู้หญิงตรงหน้าที่มาล้มทับเขาด้วย
ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าจะต้องแสดงสีหน้าอย่างไรดี
น้องแปดเห็นท่าทางของเขาเช่นนั้น จึงถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“ไม่หรอกมั้ง ท่านโกรธหรือ หรือว่าข้าทำแบบนี้ก็ถือว่าเป็นการล่วงเกินท่าน”
นางก็แค่กอด กลับสัมผัสอีกฝ่ายเล็กน้อยไม่ใช่หรือ!
ทำไมถึงต้องทำท่าทางเย่อหยิ่งเช่นนี้ด้วย
เยี่ยนชิง
“…เปล่า”
“เปล่าอย่างนั้นหรือ เห็นชัดๆ ว่าโกรธ!”
น้องแปดเงยหน้าขึ้นมามอง พร้อมแค่นหัวเราะเสียงเย็น
“ก่อนหน้านี้ท่านก็ยังเคยแตะตัวข้า อีกทั้งยังเคยลูบด้วย! หากพูดแล้ว ข้านับเป็นสิ่งใดกันเล่า”
เยี่ยนชิงยืนอยู่ท่ามกลางแสงเทียนในความมืดมิด และเพราะว่าแสงเทียนมาจากด้านหลัง ดังนั้นนางจึงไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้นก็เหมือนมีสะเก็ดเพลิงส่องประกาย จนทำให้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามรวดเร็ว
เขาขยับริมฝีปาก เดิมทีอยากจะพูดอธิบาย แต่เมื่อมาถึงตรงนี้ คำพูดของทั้งหมดของเขาก็ถูกกลืนลงในลำคอไปแล้ว
เขาพูดอะไรไม่ออกสักคำ
เป็นเพราะ…
แม้มือของเขาจะเปื้อนเลือดมานับไม่ถ้วน แต่หัวใจของเขายังคงซื่อตรง และคอยยับยั้งชั่งใจตัวเองอยู่เสมอ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสเอวของผู้หญิงแล้วมีความคิดอื่นแอบแฝง
เขารู้สึกไม่ดี และตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย
แต่อย่างไรก็ตามเขารู้สึกชอบและโลภอยากครอบครองขึ้นมาอย่างไม่อาจมองข้ามได้
ในตอนนั้นเขาคิดว่า นางคงสามารถมองทุกสิ่งทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว
เมื่อสบตากับนาง เขาก็ต้องชะงักไปในทันที
เหมือนว่า…นางจะมองอะไรไม่ออกเลย…
นี่เป็นเพียงแค่การปะทะฝีปากตามปกติเท่านั้น
เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมา จากนั้นก็หลบสายตาอย่างปกปิดความจริง
น้องแปดไม่ได้สังเกตเลยว่าเขาไม่ท่าทางแปลกออกไป
เพราะคำพูดนั้น นางพูดออกมาด้วยความหลงใหลจริงๆ
หากพูดกับคนอื่น อีกฝ่ายคงมีความคิดลึกซึ้งอยู่บ้าง แต่คนผู้นี้คือเยี่ยนชิง!
ดังนั้นนางจึงไม่ได้คิดออกไปในทางอื่นด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นว่าเยี่ยนชิงไม่พูดอะไร นางก็ขี้เกียจจะคิดเล็กคิดน้อย
น้องแปดมองไปที่ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของเขา เขาหลุบตาลงต่ำเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่
เหมือนเขาไม่ได้เห็นนางอยู่ในสายตาเลย
เมื่อคิดได้ดังนั้นก็มีเปลวเพลิงปรากฏขึ้นในหัวใจของน้องแปด
นางขยับตัวเข้าใกล้อีกฝ่ายเล็กน้อย จากนั้นก็โบกมือเรียกเยี่ยนชิง
“ท่านแม่ทัพสวรรค์ฝ่ายซ้าย”
เยี่ยนชิงชะงักไป
“มีอันใดหรือ”
แต่นั่นก็ไม่สำคัญ นางรู้นิสัยของเขาดี ดังนั้นจึงคิดว่าจะไม่รุกเข้าไปในตอนนี้
นางเพียงแค่ยืมแรงเพื่อขยับตัวเข้าใกล้เยี่ยนชิง
มือข้างหนึ่งเกาะที่ไหล่ของเยี่ยนชิง
คิ้วของเยี่ยนชิงขยับเล็กน้อย
ฟิ้ว
ลมเย็นๆ พัดมาจากทางหน้าต่าง ทำให้เทียนที่มีเพียงเล่มเดียวดับลง
ภายในห้องตกอยู่ในความมืดทันที
ด้านนอกมีแสงดาวเล็กน้อยส่องประกาย แต่ก็ส่องมาไม่ถึงด้านใน
เยี่ยนชิงพูด
“ข้าจะไปจุดเทียนให้”
ในตอนที่เขากำลังจะเดินไป
แต่ร่างของเขาก็ต้องหยุดชะงักเสียก่อน
น้องแปดโน้มตัวไปใกล้หูของเขา เสียงของนางแผ่วเบา ลมหายใจอุ่นๆ กระทบที่ลำคอและใบหู
นางหัวเราะเสียงต่ำ
“ท่านพี่เยี่ยนชิง เอวพี่สอบแบบนี้ ข้าชอบ”
รอบข้างปกคลุมด้วยความมืด ร่างของพวกเขาใกล้ชิดกันมาก ตอนนี้เขามองไม่เห็นสีหน้าของนางเลย
แต่ประโยคเมื่อครู่นี้กลับดังก้องในโสตประสาทของเขาอย่างชัดเจน จนทำให้เลือดทั่วทั้งร่างกายของเขาเดือดพล่าน
ตอนนั้นเขาขยับตัวไปด้านหน้าอย่างไม่สามารถควบคุมได้
เหมือนว่านางจะรู้สึกตัว ดังนั้นจึงซบไหล่แล้วมองมา
เขามองเห็นรอยยิ้มในแววตาของนาง
สีหน้าของนางนั้นแฝงด้วยความภาคภูมิใจและเจ้าเล่ห์อยู่หลายส่วน จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างเชื่องช้า
ฉู่หลิวเยว่พิงตัวอยู่ในอ้อมกอดของหรงซิวและอ่านหนังสืออยู่ภายในห้อง
จากนั้นหรงซิวก็ถอนหายใจออกมา
นางมองหน้าเขาอย่างสงสัย แต่กลับเห็นว่าหรงซิวกำลังมองออกไปที่นอกหน้าต่าง ไม่รู้ว่ากำลังมองอะไรอยู่
“มีอันใดหรือ”
นางถามขึ้นอย่างแปลกใจ
ริมฝีปากของหรงซิวยกขึ้นเล็กน้อย
“ไม่มีอันใด ข้าแค่นึกขึ้นได้ว่าตอนที่อยู่เย่าเฉิน กลางดึกข้าจะเผลอหลับไปที่บนเตียงของเจ้าเป็นประจำ เยว่เอ๋อร์ ตอนนั้นเจ้าเคยโกรธบ้างหรือไม่”
ฉู่หลิวเยว่คิดไม่ถึงว่าเขากำลังนึกถึงเรื่องเหล่านี้อยู่ นางครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วพูดว่า
“เจ้า…ตอนนั้นคงมิใช่เพราะว่าชีพจรศักดิ์สิทธิ์ลดเหลือครึ่งหนึ่ง?”
นางเกิดใหม่ที่แคว้นเย่าเฉิน เพราะอาศัยชีพจรศักดิ์สิทธิ์ครึ่งหนึ่งของหรงซิว
หลังจากรู้เรื่องนี้แล้ว นางก็นึกถึงช่วงเวลาในตอนแรก นางคิดขึ้นได้ว่าตอนนั้นน่าจะจำเป็นต้องฟื้นฟูชีพจรศักดิ์สิทธิ์ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งภายในร่างกายของตัวเอง
หรงซิวพูดพร้อมรอยยิ้ม
“ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเรื่องนี้ แต่ที่มากไปกว่านั้น…เพราะข้าคิดถึงเจ้า เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลยนะ ตอนนั้นเจ้าเคยรู้สึกโกรธบ้างหรือไม่”
ฉู่หลิวเยว่นึกย้อนกลับไป
“เหมือนว่าจะ…ไม่ได้โกรธ…”
จะว่าไปแล้วก็แปลก
ความจริงแล้วตอนนั้นการกระทำหลายอย่างของหรงซิวไม่เหมาะสมอย่างมาก แต่ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงไม่เคยโกรธเขาเลย
“เหตุใดจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้เล่า”
หรงซิวเลิกคิ้วขึ้น
“ไม่มีอันใด ข้าแค่เพิ่งคิดขึ้นมาได้ เยว่เอ๋อร์คงตกหลุมรักข้าตั้งแต่แรกพบ หลังจากนั้นข้าล่วงเกินไปตั้งมากมาย แต่เจ้ากลับไม่ได้รู้สึกโกรธเลย”
ฉู่หลิวเยว่เหลือบสายตามองเขา
“ก็จริง ตอนนั้นท่านเทพหล่อเหลาเอาการ ความจริงแล้วทำให้ผู้คนโกรธไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่หลังจากนอนด้วยกัน เจ้าก็เอาเปรียบข้าด้วยนี่”
หรงซิวหัวเราะขึ้นเบาๆ จากนั้นก็ขยับตัวเข้าก็ได้แล้วถามว่า
“ส่วนเจ้าสามารถเอาเปรียบข้าได้ทุกเมื่อเลยนะ”
ฉู่หลิวเยว่ยกมือขึ้น
“ข้ามีใจแต่ไร้กำลัง”
หรงซิวเหมือนว่าจะคุ้นเคยกับท่าทางหยอกล้อเหล่านี้แล้ว สายตาของเขาจึงไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
“ถ้าอย่างนั้นเยว่เอ๋อร์ช่วยถนอมกำลังไว้บ้าง อนาคตจะได้มาเอาเปรียบข้า”
……………