ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 49 หึง
ตอนพิเศษ ตอนที่ 49 หึง
……………
จื่อเฉินกลับไปแล้ว
เมื่อเขากลับมาถึงเรือน เขาก็กวาดสายตามอง และเห็นว่าผลไม้รสเปรี้ยวที่เพิ่งล้างเสร็จก็ถูกวางเอาไว้บนโต๊ะไม่นานก่อนหน้านี้ เขาจึงชะงักฝีเท้า
จากนั้นเขาก็นั่งลงที่โต๊ะ แล้วยื่นมือออกไปหยิบผลไม้รสเปรี้ยวมีผลใหญ่ที่สุดและอวบอิ่มที่สุดเข้าปากด้วยท่าทางเกียจคร้าน
เขายื่นมือออกไปพลิกหน้าหนังสือ ท่าทีผ่อนคลาย เขาก็อยู่คนเดียวเงียบๆ เหมือนทุกวันที่ผ่านมา
หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็ละสายตาจากหนังสือแล้วหันออกไปมองนอกหน้าต่าง
ว่างเปล่า เย็นยะเยือก
ใบหน้าของเขาเรียบเฉย จากนั้นก็หลุบสายตาลงต่ำอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ถวนจื่อชอบไปเที่ยวเล่นที่หุบเขาเฟิงโย่วมาก ตอนนี้กว่าเขาจะออกมาได้ก็ยากลำบาก ดังนั้นนางจึงน่าจะอยู่ที่นั่นอีกสักพักหนึ่ง
เขาพลิกหน้าหนังสือไปอีกหน้า
…
เวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป ผลไม้รสเปรี้ยวในจานก็ลดจำนวนลงไปอย่างมาก
เขาอ่านหนังสือเล่มนั้นจบแล้ว จื่อเฉินรู้สึกเบื่อหน่าย จากนั้นก็ลุกขึ้นไปที่ชั้นหนังสือเพื่อหยิบหนังสือเล่มอื่น
ตอนที่เขาเดินผ่านหน้าต่าง เขาก็มองทิวทัศน์ที่ด้านนอกหน้าต่างอย่างไม่รู้ตัว
เงียบกริบไร้เสียง แม้กระทั่งเงาร่างคนยังไม่มีเลยสักคน
เขาชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ถอนสายตากลับมา แล้วหมุนตัวกลับไปนั่ง
ก่อนก้มหน้าเปิดหนังสือ หนังตาของเขาก็กระตุกเล็กน้อย
คาดไม่ถึงว่า…มันจะเป็นเล่มเดียวกับเล่มเมื่อครู่นี้
ในตอนนั้นเขาไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอันใดขึ้น คาดไม่ถึงว่าตัวเองที่ต้องการเดินไปเปลี่ยนหนังสือ แต่กลับเดินกลับมาพร้อมหนังสือเล่มเดิม ลืมเปลี่ยนหนังสือเล่มใหม่โดยสิ้นเชิง
ตอนที่เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แสงสีส้มที่อบอุ่นก็สาดส่องเข้ามาจากบานหน้าต่าง
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยเพราะความไม่สบายตัว หลังจากผ่านไปสักพักเขาก็รวบรวมสมาธิ
ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
ดวงอาทิตย์กำลังตกในทิศตะวันตก ดวงอาทิตย์นั้นเหลือเพียงครึ่งดวงเท่านั้น ส่วนที่เหลือกำลังซ่อนอยู่ในหมู่เมฆ พร้อมลาลับขอบฟ้า
ท้องฟ้าครึ่งหนึ่งถูกย้อมด้วยสีสันงดงาม
จื่อเฉินเอนตัวอยู่บนเก้าอี้ มองทิวทัศน์ที่งดงามนั้นด้วยสายตาตกตะลึง
ในตอนนั้นเขาก็เหมือนนึกอันใดบางอย่างขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงหันกลับไปมองภายในห้อง
“ถวนจื่อ?”
ภายในห้องว่างเปล่าและเย็นยะเยือก เห็นได้ชัดว่าที่นี่ดูรกร้างมากยิ่งขึ้น
ไม่มีเสียงคนตอบกลับ
นั่นหมายความว่า…นางยังไม่กลับมา
ความจริงแล้วไม่ต้องถาม ด้วยความสามารถของจื่อเฉินในตอนนี้ การเคลื่อนไหวภายในรัศมีรอบกายเขาทั้งหมด ไม่มีทางเล็ดลอดจากสายตาของเขาได้
ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่า ถวนจื่อไม่เพียงยังไม่กลับมาที่เรือน แต่ยังไม่กลับออกมาจากหุบเขาลูกนั้นเลย
แม้กระทั่งเงาของนางเขายังไม่เห็นเลย
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันไปมองทางท้องฟ้า
หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็เอานิ้วชี้เคาะที่โต๊ะเบาๆ
ดีมาก
ดูเหมือนว่าจะเล่นสนุกเกินไปแล้ว?
เขาระงับความโมโห จากนั้นก็เห็นว่าผลไม้รสเปรี้ยวยังเหลืออยู่บนโต๊ะกองใหญ่
แต่หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็หยิบผลไม้เหล่านั้นเข้าปากทันทีโดยไม่ลังเล
…
จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน ดวงอาทิตย์หลบซ่อนในเทือกเขาและป่าไม้ เมื่อสัมผัสได้ถึงความมืดมิดที่คืบคลานเข้ามา
ถวนจื่อกลับมาทั้งที่ยังเที่ยวเล่นไม่หนำใจ
นางเดินลงมาจากเส้นทางในภูเขา ฝีเท้าแผ่วเบา ริมฝีปากประดับรอยยิ้ม ท่าทางมีความสุขมาก
บรรยากาศร่าเริงสนุกสนาน ทำให้ชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้างอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
“ถวนจื่อ เจ้ามีความสุขขนาดนั้นเชียวหรือ?”
ถวนจื่อพยักหน้า
“แน่นอนอยู่แล้ว! พวกเจ้าอาจจะไม่รู้ว่าเวลาด้านในนั้นแตกต่างจากข้างนอกขนาดไหน!”
ความจริงแล้วตอนนั้นนางมุ่งมั่นสนใจแต่เรื่องที่จะซ่อมแซมตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวง ดังนั้นนางจึงไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานขนาดไหนแล้ว
แต่เมื่อออกมานางถึงสัมผัสได้ว่า นางถูกทรมานจนน่าสงสารเลย
นางไม่เคยทำให้ตนเองต้องคับข้องใจหรือยากลำบาก ดังนั้นนางจึงเตรียมร้อยวิธีเพื่อชดเชยความสุขให้กับตนเองเรียบร้อยแล้ว
แม้นางจะไม่รู้ว่า วิธีชดเชยร้อยวิธีนั้นมีอันใดบ้างก็ตาม
แต่นั่นมันไม่สำคัญ!
หัวใจของถวนจื่อเต็มไปด้วยความสดใสและเบิกบาน
อี้หมิงมองนาง รอยยิ้มของนางก็สดใสเหมือนกับดอกไม้
เขาหัวเราะเสียงเบาแล้วถามขึ้นว่า
“เช่นนั้นวันนี้ที่เที่ยวเล่นในหุบเขาเฟิงโย่ว เจ้ารู้สึกพอใจหรือยัง?”
ถวนจื่อหัวเราะ จากนั้นก็พยักหน้า
“ก่อนหน้านี้ข้ายุ่งเรื่องต่างๆ มากมาย ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีเวลาได้เที่ยวเล่นเลย!”
วันนี้นางได้มาเที่ยวเล่นกับอี้หมิงและคนอื่นๆ ทุกคนล้วนมีอายุไล่เลี่ยกัน จึงรู้สึกว่าไม่เลวเลย เมื่อได้เที่ยวกับพวกเขาจึงรู้สึกสนุกสนานมีชีวิตชีวามาก
ทันทีที่เขาพูดขึ้น ถวนจื่อเหมือนสังเกตเห็นอันใดได้บางอย่าง ในตอนนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นไปมอง
เวลาพลบค่ำ ชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตู
รูปร่างสูงใหญ่ บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
สายตาเย็นชามองมาทางนี้ แววตาเต็มไปด้วยความราบเรียบ ไร้อารมณ์
หัวใจของอี้หมิงเหมือนถูกบีบรัดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เป็นความรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายสามารถมองเขาได้ทะลุทะลวง
ไม่รู้ว่าเหตุใดคำพูดเหล่านั้นก็ติดอยู่ในลำคอ
แต่ถวนจื่อไม่ได้หวาดกลัวเรื่องเหล่านี้ นางกลับโบกไม้โบกมืออย่างดีใจ
“จื่อเฉิน! ข้ากลับมาแล้ว!”
จื่อเฉินเพียงแค่กว่าสายตามองไปทางอี้หมิงเล็กน้อย จากนั้นก็ถอนสายตากลับมามองถวนจื่อด้วยความรวดเร็ว
อี้หมิงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ภายในใจลึกๆ ของเขายังรู้สึกกังวลอยู่
จื่อเฉินถามขึ้นเสียงเรียบ
“เจ้าไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว ยังต้องรบกวนให้คนอื่นมาส่งอีกหรือ?”
อี้หมิงชะงักไป จากนั้นก็อธิบายว่า
“ไม่…”
ถวนจื่อก็ชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้นก็หันมองทางจื่อเฉิน แล้วมองทางอี้หมิง
“จื่อเฉิน เรือนของอี้หมิงอยู่ใกล้พวกเรามาก ดังนั้นเขาจึงแวะมาส่งข้าเท่านั้นเอง! พวกเราพูดคุยกันจนฟ้ามืด ดังนั้นจึงเดินทางไม่สะดวก…”
ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิด เหมือนจื่อเฉินจะหัวเราะออกมา
น้ำเสียงของเขาฟังดูเกียจคร้านเล็กน้อย
“เจ้าเป็นถึงนายน้อยแห่งเผ่าหงส์ทองคำ ตอนนี้แม้กระทั่งซ่อมแซมตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงก็ยังสามารถทำได้ด้วยตัวเองแล้ว สำหรับเจ้าแล้ว เจ้าสามารถเดินทางไปมาในที่แห่งนี้ได้อย่างอิสระไม่ใช่หรือ?”
“ก็จริง…”
ตอนที่นางกลับ ทุกคนล้วนพูดเช่นนั้น แต่นางก็ติดตามอี้หมิงมาอย่างไม่คิดมาก
แต่เมื่อคิดเช่นนั้น ตอนนี้นางไม่ใช่เด็กเล็กแล้วจริงๆ ไม่จำเป็นต้องให้ใครที่ไหนมาส่ง
จากนั้นนางก็ได้ยินจื่อเฉินพูดขึ้นเสียงเบาอีกว่า
“ในเมื่อรู้แล้วว่าฟ้ามืดเดินทางไม่สะดวก ถ้าเช่นนั้นคราวหลังก็กลับก่อนฟ้ามืด”
เขามีนิสัยเย็นชา เวลาพูดก็ไม่เคยใส่อารมณ์เลย
ดังนั้นขณะที่เขาพูดคำเหล่านั้น คำพูดของอีกฝ่ายเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต้านทานได้
ถวนจื่อเคยชินกับน้ำเสียงเหล่านี้แล้ว แต่เมื่อได้ยินเงื่อนไขเหล่านั้น นางก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย
“หา? แต่ว่าข้า…”
กว่าจะเติบโตขึ้นมาได้ก็ยากลำบาก อีกทั้งตอนนี้นางยังไม่มีเวลาว่างเลย แล้วจะให้นางถูกจำกัดเวลาเที่ยวเล่นแบบนั้นได้อย่างใด?
นางยังพูดไม่ทันจบ แต่จื่อเฉินก็หยิบผลไม้รสเปรี้ยวออกมาลูกหนึ่งแล้วหยิบเข้าปาก
ดวงตาของนางเปล่งประกาย จากนั้นก็รีบพุ่งตัวเข้ามา
“อ๊า! ผลไม้ของข้า!”
ภายในใจของนางคิดแต่เรื่องอาหาร จนลืมไปแล้วว่าอี้หมิงจะพูดว่าอันใด
นางมายืนอยู่ตรงหน้าจื่อเฉินแล้วเงยหน้าขึ้นมอง
“จื่อเฉิน ของข้าล่ะ? แล้วของข้าล่ะ?”
จื่อเฉินกัดผลไม้ชนิดนั้นจนน้ำผลไม้กระจายทั่วปาก
เขาพูดขึ้นอย่างเชื่องช้า
“นี่คือลูกสุดท้ายแล้ว”
ถวนจื่อ “…”
จื่อเฉินยกคางขึ้นเล็กน้อย
“คนเขามาส่งเจ้ากลับมา เจ้ายังไม่ไปขอบคุณเขาอีก”
ถวนจื่อกล่าวคำอำลากับอี้หมิงด้วยท่าทีอ่อนล้า ดวงตาของนางไม่ได้จ้องมองอีกฝ่ายนาน
หลังจากกินนานเกินไป จื่อเฉินแตะปลายลิ้นกับเพดานปาก จากนั้นก็รู้สึกเจ็บฟันเล็กน้อย
เขาหันไปมองทางชายหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ไกล จากนั้นก็พูดด้วยท่าทีผ่อนคลายทว่าเย็นชา
“ขอบคุณที่เจ้ามาส่งถวนจื่อของพวกเรา”
“แต่คราวหลังไม่ต้องแล้ว”