ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 50 สุดท้ายก็ถูกข้ากิน
ตอนพิเศษ ตอนที่ 50 สุดท้ายก็ถูกข้ากิน
……………
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ สีหน้าสงบนิ่ง เหมือนเขากำลังพูดถึงเรื่องธรรมดาทั่วไป
เพียงแต่สายตาของเขานั้นเฉียบคมมาก ภายใต้ความสงบนิ่งเหล่านั้นเหมือนมีระลอกคลื่นที่สามารถมองทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างทะลุทะลวง
อี้หมิงที่เห็นดังนั้นก็สะดุ้งทันทีที่สบสายตากับดวงตาคู่นั้น
ในตอนนั้นเขารู้สึกเหมือนว่าอีกฝ่ายสามารถมองความคิดของเขาได้อย่างชัดเจนทะลุปรุโปร่ง
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเจอกับสถานการณ์แบบนี้ เขาจึงรู้สึกตื่นตระหนกและทำอันใดไม่ถูกขึ้นมาทันที
“จื่อ จื่อเฉิน ข้าไม่ได้มีความหมายอื่นแอบแฝงเลยนะ มันเป็นทางผ่านข้าจึงมาส่งถวนจื่อกลับบ้านเท่านั้น ข้า…”
“ถ้าเช่นนั้นก็ดี”
จื่อเฉินพูดแทรกคำพูดของเขา จากนั้นเขาก็หันไปมองถวนจื่อที่เข้าไปในเรือนโดยไม่สนใจเรื่องอื่นอีกต่อไปแล้ว
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของจื่อเฉิน ถวนจื่อก็หันกลับมามอง
นางทำปากจู๋
“จื่อเฉิน เมื่อกี้พวกเจ้าพูดคุยอันใดกันหรือ?”
ดวงตาของนางกลมโต บริสุทธิ์เหมือนดั่งแก้วใส
“ไม่มีอันใด”
แม้ว่าแม่นางน้อยผู้นี้จะเติบโตขึ้นแล้ว แต่ความคิดของนางก็ยังคล้ายกับเด็กคนหนึ่ง เหมือนกับกระดาษขาวที่ไม่มีอันใด
ไม่ปลอดภัยเลยจริงๆ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็ยกเปลือกตาขึ้นแล้วหันไปมองทางอี้หมิงด้วยสายตาไร้อารมณ์
ถวนจื่อมองตามสายตาของเขา จากนั้นก็นึกอันใดบางอย่างขึ้นมาได้ นางโบกมือขึ้นเล็กน้อย
“อี้หมิง เดี๋ยวพวกเราค่อยเจอกันพรุ่งนี้นะ!”
จื่อเฉินอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่ง จากนั้นก็หมุนตัวกลับเข้าเรือน
เขาปิดประตูด้วยความนุ่มนวล เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
ถวนจื่อนั่งลงบนเก้าอี้ ท่าทางหดหู่หงอยเหงา
“วันนี้เที่ยวเล่นมาเป็นอย่างใดบ้าง?”
จื่อเฉินถามขึ้นเสียงเรียบ
ถวนจื่อมองท่าทางของเขา เขาดูเหมือนว่ายังคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องที่นางกลับบ้านช้าอยู่
เป็นเรื่องร้ายแรงมาก
ถวนจื่อครุ่นคิดด้วยสีหน้าจริงจัง
จื่อเฉินมักจะเก็บอาหารอร่อยๆ ไว้ให้นางอยู่เสมอ แต่วันนี้กลับไม่ได้เก็บผลไม้วิญญาณเอาไว้ให้ เห็นได้ชัดว่าเขากำลังโกรธจริงๆ แล้ว!
“ก็ ก็พอได้…”
ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะมีชีวิตรอดต่อไปทำให้นางต้องตอบคำถามที่ขัดความเป็นจริง
จื่อเฉินขยับเข้ามาใกล้แล้วหลุบสายตามองหน้านาง
ถวนจื่อเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองเขา
“เจ้าจำสิ่งที่ข้าพูดไปเมื่อครู่นี้ได้หรือไม่?”
แม้จะเป็นประโยคคำถาม แต่เห็นได้ชัดว่าน้ำเสียงของเขานั้นเป็นประโยคบอกเล่า
แน่นอนว่าจื่อเฉินไม่ปล่อยให้นางปฏิเสธหรือต่อรองอันใดได้เลย
วิญญาณของถวนจื่อถูกโจมตีจนแทบจะสลายหายไป จากนั้นนางก็เบ้ปาก
“ที่พูดว่าต้องกลับก่อนฟ้ามืดน่ะหรือ?”
จื่อเฉินไม่ได้พูดอันใด แต่เท่ากับว่าเป็นการยอมรับโดยปริยาย
ถวนจื่อฟุบตัวลงกับโต๊ะ นางซบปลายคางไว้บนแขนของตัวเอง
ถวนจื่อแค่นหัวเราะหึ แล้วพูดอย่างไม่ยินยอม “มีอันใดที่ไม่เหมือนกัน? อีกทั้งตอนนี้ข้าก็โตแล้วไง! เหตุใดข้าถึงมีอิสระน้อยกว่าตอนเด็กล่ะ? ก่อนหน้านี้ข้ากับอี้หมิงและคนอื่นๆ ยังเล่นกันสนุกอยู่เลย!”
จื่อเฉินเหลือบสายตามองนาง
เพราะว่าโตแล้วนั่นแหละ ถึงต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น
ถวนจื่อไม่เห็น แต่เขาเห็นอย่างชัดเจน ตอนที่เด็กหนุ่มกลุ่มนั้นมองมาทางนาง สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
สาวน้อยที่เพิ่งโตได้ไม่นาน ถ้าถูกพวกสารเลวลักพาตัวไปล่ะ…
สุดท้ายคนที่กังวลใจก็ต้องเป็นเขากับเทพเยว่ไม่ใช่หรือ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จื่อเฉินรู้สึกว่าเขาควรจะเตือนอย่างอ้อมค้อม
ดังนั้นเขาจึงพูดว่า
“เพราะทุกที่มีคนเจตนาไม่ดีอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนที่เข้ามาทำดีกับเจ้าอย่างกะทันหัน เจ้าจะรู้ได้อย่างใดว่าเขาไม่ได้มีความคิดอื่นแอบแฝง”
ถวนจื่อชะงักไป
จื่อเฉินเชี่ยวชาญเรื่องการโน้มน้าว
“เจ้าลองคิดดูสิ ลองเปรียบเทียบวันนี้กับก่อนหน้านี้ พวกเขาปฏิบัติต่อเจ้า…เหมือนเดิมหรือไม่?”
ถวนจื่อผุดลุกขึ้นยืน นางขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน
“เหมือนว่าจะ…ต่างไปเล็กน้อย…”
นางพูดขึ้นอย่างลังเล
แม้ก่อนหน้านี้อี้หมิงและคนอื่นๆ จะดีต่อนางมาก แต่วันนี้ที่หุบเขาเฟิงโย่ว นางสัมผัสได้เลยว่าเหมือนมีอันใดบางอย่างแตกต่างไป
แม้นางจะเป็นคนที่บริสุทธิ์เรียบง่าย แต่ก็ฉลาดมาก อีกทั้งยังมีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลง
“แต่พวกเขาน่าจะ…”
พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นคนเผ่าเดียวกัน อีกทั้งนางยังสัมผัสได้ว่าอี้หมิงและคนอื่นไม่มีเจตนาร้าย
ถวนจื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลมาก
ก่อนหน้านี้จื่อเฉินไม่เคยพูดเช่นนี้กับนางมาก่อน ในที่สุดตอนนี้นางก็รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นและสามารถพูดคุยสื่อสารกับเขาได้อย่างเท่าเทียมแล้ว
นางรู้สึกมีความสุขมาก
ความรู้สึกในตอนนี้…ดีกว่าที่นางไปหุบเขาเฟิงโย่วเสียอีก
ในขณะที่นางกำลังครุ่นคิด จื่อเฉินก็เดินจากไปแล้ว
เสียงน้ำดังขึ้น
ถวนจื่อหันกลับไปมองตามเสียงทันที ในตอนนั้นนางก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นด้วยความยินดี นางกระโดดลงจากเขาอีกแล้วพุ่งตัวเข้าหาจื่อเฉิน
“ผลไม้รสเปรี้ยวของข้า!”
ในมือของจื่อเฉินคือจานใส่ผลไม้วิญญาณรสเปรี้ยวพูนจาน
ความเหนื่อยล้าจางหายไปในทันที ในแววตาของถวนจื่อมีเพียงผลไม้รสเปรี้ยวเท่านั้น
นางมายืนอยู่ด้านข้างของจื่อเฉิน จากนั้นก็ยื่นมือออกไปหยิบ
จื่อเฉินเบี่ยงตัวหลบทำให้นางสัมผัสได้เพียงแค่ความว่างเปล่าเท่านั้น
“ยังล้างไม่สะอาดเลย กลับไปรอก่อน”
ถวนจื่อชะงักการเคลื่อนไหว
“อื้อ”
สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่ผลไม้เหล่านั้น จากนั้นก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“จื่อเฉิน เมื่อครู่นี้จะบอกว่า ผลไม้ลูกนั้นเป็นลูกสุดท้ายแล้วไม่ใช่หรือ?”
จื่อเฉินเหลือบสายตามองนาง
“ผลไม้เพียงเท่านั้นมันสามารถยัดฟันของเจ้าพอหรือ?”
สิ่งที่เขาเตรียมไว้ให้นั้นมีมากกว่าที่นางคิดอีก
“จื่อเฉินดีต่อข้าที่สุดเลย!”
จื่อเฉินไม่ได้ตอบอันใด จากนั้นเขาก็ยกผลไม้วิญญาณรสเปรี้ยวที่ล้างเสร็จแล้วส่งให้นาง พร้อมยกคางขึ้น
“ด้านหลังม่านกันลมยังมีของอย่างอื่นที่เจ้าชอบกินอีก…”
ถวนจื่อชะงักไปจากนั้นก็กรีดร้องขึ้นด้วยความดีใจ
“จริงหรือ?”
ในตอนนั้นนางไม่สนใจผลไม้รสเปรี้ยวในมือของจื่อเฉินอีกต่อไปแล้ว จากนั้นก็พุ่งตัวไปยังทิศทางดังกล่าวทันที
หลังจากผ่านมาสักพัก นางก็วิ่งออกมาจากด้านหลังของม่านกันลมอย่างมีความสุข สายตาที่นางมองมาทางจื่อเฉิน เหมือนกับกำลังมองผู้ช่วยชีวิตของตัวเอง
“จื่อเฉินดีต่อข้าจริงๆ เลย! แน่นอนว่าการที่ข้าเลือกเป็นน้องชายของเจ้านั้นเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ฮือ!”
จื่อเฉินชะงักฝีเท้า
“เจ้าพูดว่าอันใดนะ?”
ถวนจื่อรับผลไม้วิญญาณจากมือของเขา จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“การเป็นพี่ใหญ่มันจะมีอันใดดี! ไม่สู้…เอ๋?”
เมื่อเห็นว่าจื่อเฉินดึงของกลับไปอย่างกะทันหัน ใบหน้าของถวนจื่อก็เต็มไปด้วยความมึนงง
เหตุใดจู่ๆ ถึงไม่ให้นางกินแล้วล่ะ?
จื่อเฉินหมุนตัวกลับและกำลังจะเดินจากไป
“ล้างความคิดวุ่นวายภายในสมองของเจ้าเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
วันๆ นางเอาแต่คิดอันใดอยู่เนี่ย?
ถวนจื่อเห็นดังนั้นก็พุ่งตัวไปตรงหน้าของเขา พร้อมโผตัวเข้าหาอีกฝ่ายแล้วกอดแขนของเขาเอาไว้ นางเอนศีรษะไปซบไหล่เขา ก่อนกลับตัวเข้าไปกัดมือของจื่อเฉิน
การเคลื่อนไหวของจื่อเฉินช้าไปครึ่งจังหวะ เขาสัมผัสได้ถึงปลายนิ้วที่อุ่นชื้น อีกทั้งยังมีความเจ็บแผ่กระจายออกมาด้วย
ร่างกายของเขาแข็งทื่อทันที
เด็กสาวตัวเล็กกัดผลไม้วิญญาณจากปลายนิ้วของเขาโดยตรง
แก้มของนางพองขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าภาคภูมิใจปรากฏขึ้น
“เป็นอย่างใดล่ะ? สุดท้ายก็ถูกข้ากิน?”