ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 71 มีหรือไม่
ดูเหมือนว่าจื่อเฉินรู้สึกถึงอันใดบางอย่าง ก่อนจะหันมามองนาง
“เจ้ายิ้มอันใด?”
ถวนจื่อตกตะลึง ดวงตาที่โตดุจองุ่นดำคู่นั้นเกลือกกลิ้งไปมา ทั้งยังแวววาวระยับ
เขารู้ได้เช่นไรว่านางกำลังยิ้มอยู่!
เห็นได้ชัดว่านางบดบังใบหน้าไว้แล้วครึ่งหนึ่ง!
แต่นางกลับไม่รู้ว่าทุกความรู้สึกของตนเองล้วนแสดงออกมาผ่านดวงตาคู่นั้น
เพียงเขาชำเลืองมองก็สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน
ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็เอ่ยเสียงอู้อี้ขึ้นมา
“เปล่า ข้าไม่ได้ยิ้ม!”
จื่อเฉินมองดูใบหน้าเขินอายของสาวน้อยขณะถูกจับได้แต่ก็ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา เขาเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย และหางตาก็โค้งเป็นรอยยิ้มเจือจาง
เขายืนขึ้น ย่างเท้าเข้ามา ก่อนจะดีดลงบนหน้าผากขาวนวลของนางแผ่วเบา
“จะนอนหรือไม่ หลับตาเสีย เชื่อฟังข้าหน่อย”
ถวนจื่อจึงหลับตาลง
ขนตาที่หนาและยาวนั้นสั่นไหวเบาๆ ก่อนจะเผยให้เห็นถึงความปั่นป่วนเล็กน้อย
จื่อเฉินยืดตัวขึ้น เหลือบมองสองสามครั้งแล้วหลุบสายตาลง ก่อนจะถอนหายใจออกมาในจิตโดยไม่แสดงท่าที
เขาไม่ค่อยกล้ามองตานางจริงๆ
นางรู้สึกอยู่เสมอ เขามองมานานแล้ว นางเองก็ดูออกเช่นเดียวกัน
เขายืนอยู่หน้าเตียงอย่างเงียบเชียบโดยไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ ทั้งยังงอนิ้วลงอย่างแผ่วเบา
รู้สึกร้อนรุ่มนิดหน่อย
เขาอยากให้นางตระหนักได้ว่าตนเองไม่ใช่เด็กน้อยคนเดิมอีกต่อไป และจะไม่มีผู้ใด โดยเฉพาะตนต่างเพศที่สามารถจูบหรือกอดนางได้เหมือนอย่างเคย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ…เขา
หลังจากรับรู้ถึงความคิดของตนเองแล้ว การสัมผัสใดก็ตามล้วนถูกปกคลุมไปด้วยสีสันอันมัวหม่น
ถวนจื่อไม่ได้ตั้งแนวป้องกันจากเขา แต่เขาก็ไม่อาจทะนงเช่นนั้นได้
ถวนจื่อปฏิบัติกับเขาราวกับคนในครอบครัว จึงคุ้นเคยทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขามาตั้งนานแล้ว
เขาต้องการที่จะปลดเปลื้องสถานะนี้ออกไป
เพราะให้คุณค่า จึงต้องรอบคอบและระมัดระวัง
แม้ว่าถวนจื่อจะหลับตาลง หากแต่ประสาทสัมผัสอื่นยังคงไว้ต่อความรู้สึกนัก
นางรู้สึกได้ว่าจื่อเฉินยืนอยู่ข้างเตียง แล้วก็ไม่รู้ว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่จึงยังไม่เดินจากไป
ดูเหมือนว่ายังคงมีสัมผัสอบอุ่นหลงเหลืออยู่บนหน้าผากของนาง
แท้จริงแล้วเป็นเพียงสัมผัสที่แผ่วเบาและรวดเร็วมากจนแทบสามารถมองข้ามไปได้
หากแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดมันถึงยังวนเวียนอยู่ในความคิด ทั้งยังสลัดไม่หาย
นางหวนคิดถึงเมื่อก่อนที่จื่อเฉินเคยมากล่อมนอนอยู่บ่อยครั้ง
ตอนนั้นเขามักมีความอดทนสูงและตบหลังนางเบาๆ อยู่เสมอ ซึ่งการเคลื่อนไหวของเขาก็นุ่มนวลแต่ก็มาพร้อมกับความสงบ
สรุปได้ว่า…ไม่ค่อยเหมือนเหมือนกับตอนนี้
ถวนจื่ออดไม่ไหวที่จะปรือตาขึ้นเล็กน้อย นางต้องการดูว่าเขาในขณะนี้จะทำสิ่งใดกันแน่
ผลลัพธ์คือเมื่อนางขยับ จื่อเฉินก็มองเห็นทันที
เขามองนางราวกับมันไม่ใช่เรื่องผิดคาดนัก
“อยากกินหรืออยากฟังเรื่องเล่าล่ะ?”
เป็นเพราะสาวน้อยที่ทำให้เขาสันทัดในด้านนี้
การที่จื่อเฉินเป็นเช่นนี้ ช่างเหมือนกับเมื่อก่อนจริงๆ
บางครั้งนางจะก่อกวน ทั้งยังรบเร้าเขาเป็นเวลานาน หากไม่ใช่เพราะต้องการกินอาหารอร่อยๆ ก็เป็นเพราะนางเหนื่อยหน่ายและอยากฟังเขาเอื้อนวาจา
อาหารนั้นถูกปากนัก ทว่าเรื่องเล่ากลับไม่ค่อยดีเสียเท่าไร
แต่นางพบว่าการได้ฟังเสียงพูดอันหย่อนยานและเรียบเฉยของจื่อเฉินที่เล่าเรื่องแสนธรรมดานั้นสนุกอยู่เสมอ
แต่วันนี้นางไม่ได้มาที่นี่เพราะสิ่งเหล่านี้
นางเพียงแค่…อยากจะมองดูเขา และอยากพูดคุยกับเขาดีๆ
ครั้นไม่ได้ยินคำตอบจากนาง จื่อเฉินก็เอ่ยถามเสียงต่ำอีกหน
สีหน้าของเขาเฉยเมยและสงบนิ่งมาตลอด แต่กลับไม่มีความหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย
ทว่าทันใดนั้น ความรู้สึกที่ไม่รู้จักชื่อก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจของถวนจื่อ
นางรู้สึกกลัดกลุ้มเล็กน้อย และในใจของนางก็เย็นเฉียบขึ้นมา
จื่อเฉินยังคงปฏิบัติต่อนางเหมือนเด็กคนหนึ่งอยู่ใช่หรือไม่
แต่นางไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว!
เมื่อคิดย้อนไปถึงความฝันเมื่อคืนนี้ จื่อเฉินในความฝันก็ค่อยๆ ทับซ้อนกับคนที่อยู่ตรงหน้า
นางกัดฟันเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปแล้วหันหลังให้เขา
“ข้าไม่ต้องการ!”
จื่อเฉินตะลึงงัน
ความขุ่นเคืองเกิดขึ้นมาฉับพลัน
เขาขมวดคิ้วและจ้องมองนางซึ่งนอนคลุมโปงอยู่ในผ้าห่ม โดยเหลือเพียงเส้นผมดำขลับอันยุ่งเหยิงกระจายอยู่บนหมอน
ไม่ต้องมองก็รู้ว่านางกำลังเคืองโกรธ
เมื่อเขาใคร่ครวญดูแล้ว น้ำเสียงก็อ่อนโยนลงเล็กน้อย
ที่แท้ในสายตาของจื่อเฉิน นางเป็นแค่เด็กที่ตลอดทั้งวันรู้จักแต่การกิน การดื่ม และการทะเลาะวิวาทเท่านั้นหรือ
นางอดกลั้นเอาไว้ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก
“ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามากล่อม”
อยู่ๆ นางก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าการกระทำซ้ำซากของนางวันนี้ช่างดูเหมือนเด็กงี่เง่าไร้เหตุผลเสียจริง
การที่จื่อเฉินนำนางกลับมาแล้วกล่อมให้นอนหลับยังจะหมายความว่าอย่างใดได้อีก
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในความฝันนั้น ตัวเขาเลวร้ายกับนางเพียงใด
เขาไม่รู้อันใดเลย
หลังจากรออยู่ชั่วครู่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าถอยห่างออกไป นางนึกว่าเขาจะไปแล้ว จึงรู้สึกตื่นตระหนกนิดหน่อยและอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง
แต่กลับพบว่าจื่อเฉินเพียงแค่กลับไปนั่งตรงเก้าอี้ และนวดระหว่างคิ้วเบาๆ ราวกับกำลังคิดถึงปัญหาบางอย่างอยู่
นางไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วจื่อเฉินกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่ทำให้นางเคืองโกรธ
นอกจากนี้ เขาก็ยังไตร่ตรองว่าสาวน้อยวัยหนุ่มสาวนั้นมีอารมณ์แปรปรวนทุกคนหรือไม่
เขาไม่เคยขอนางคืนดีมาก่อน ฉะนั้นจึงไร้ซึ่งประสบการณ์จริงๆ
ครั้นถวนจื่อขบคิดดูแล้วก็รู้สึกว่าถ้อยคำที่ตนเองกล่าวนั้นไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนัก
นางสงบอารมณ์ลง หันกลับมาอย่างซื่อตรงแล้วจ้องมองเขา ก่อนจะเอ่ยปากด้วยความลังเล
“จื่อเฉิน พวกเรามาคุยกันหน่อยดีหรือไม่?”
จื่อเฉินเงยหน้ามองนาง
ความจริงแล้วเขารู้สึกว่าถวนจื่ออยากพูดอันใดบางอย่าง
เขาพยักหน้า
ถวนจื่อเม้มปากและพยายามทำให้เสียงของตนเองฟังดูเป็นปกติ
บางทีอาเยว่อาจจะคิดผิด…
นางคิดว่าจื่อเฉินจะตอบปฏิเสธทันควัน
แต่กระนั้น หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง จื่อเฉินกลับยังคงเงียบอยู่
เขานั่งอยู่ตรงนั้น เอนหลังครึ่งหนึ่งไปกับเก้าอี้ พาดศอกของเขาไว้บนที่วางแขน ทั้งยังมีท่าทางเอื่อยเฉื่อย
เป็นเพราะหันหลังให้กับแสง สีหน้าของเขาจึงไม่ค่อยชัดเจน ทั้งยังมีท่าทีเรียบเฉย กอปรกับดวงตาที่ลึกล้ำ
ถวนจื่อประหม่าขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก แม้กระทั่งอากาศก็ยังดูเหมือนเบาบางลง
ขณะที่นางคิดว่าจื่อเฉินคงไม่ตอบคำถามนี้ เขาก็จ้องมองนางก่อนจะเอ่ยปากออกมาในที่สุด
“ใช่”
ใช่อย่างนั้นหรือ
ใช่!
ถวนจื่อตกตะลึง และเกิดความสับสนขึ้นมาทันใด
ไยจึงเป็นเช่นนี้
เขาไม่เคยมีความคิดแบบนี้มาก่อนไม่ใช่หรือ
ก่อนหน้านี้นางบอกว่าจะช่วยเขาหาภรรยา เขาก็ยังเคืองโกรธนัก เหตุใดเพียงชั่วพริบตา ท่าทีของเขาจึงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ท้ายที่สุดนางก็ไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้ จึงลุกขึ้นนั่งทันที
“ไม่ได้!”
จื่อเฉินเลิกคิ้วขึ้นและมองนางด้วยสีหน้าสงสัย
“เหตุใดจึงไม่ได้?”
ถวนจื่อพูดไม่ออก
ผู้คนแต่งงานมีบุตรเป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ แล้วที่นางบอกว่าไม่ได้นั้นหมายความว่าอย่างใดกัน
นางขยี้ผมและครุ่นคิดหาเหตุผลอย่างหนักหน่วง
“ก็เพราะ…เพราะว่า…อาเยว่บอกว่าคนเราจะต้องแต่งงานกับคนที่ชอบ แล้วเจ้า…ตอนนี้เจ้ายังไม่มีคนที่ชอบเลย จะมาทำตามอำเภอใจแบบนี้ได้อย่างใด!”
จื่อเฉินจ้องมองนางแล้วเอ่ยอย่างเนิบช้า
“แล้วผู้ใดบอกเล่าว่าข้าไม่มี”