ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 70 สำคัญ
แน่นอนว่าถวนจื่อไม่กล้าเอื้อนเอ่ย
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวเสียงแผ่ว
“ลืมไปแล้ว”
จื่อเฉินบีบคางเล็กๆ ของนาง แล้วยกใบหน้าของนางขึ้นมา ก่อนจะพินิจอย่างระมัดระวัง
เมื่อก่อนอยู่ค่อนข้างไกลจึงมองเห็นไม่ค่อยชัด ตอนนี้อยู่ใกล้นักจึงพบว่าดวงตาของนางแดงก่ำและมีรอยคล้ำใต้ตาเล็กน้อย
นังหนูผู้นี้ไม่เคยต้องกังวลเรื่องการกิน การดื่มและการนอนแม้สักนิด ทั้งยังไม่ค่อยจะเป็นเช่นนี้
เมื่อเขามองดู คิ้วก็ผูกกันแน่นขึ้น
“กลับไปนอนเสียเถิด”
เขากล่าว
ถวนจื่อพลันนิ่งอึ้ง ไม่คาดคิดว่าเขาจะกล่าวถ้อยคำเช่นนี้ออกมา
นางปฏิเสธโดยไม่รู่ตัว
“แต่ข้าสัญญากับทุกคนเอาไว้แล้ว…”
จื่อเฉินเหลือบขึ้นมองเล็กน้อย ก่อนจะกวาดสายตาไปยังอี้หมิงและผู้อื่น
สัญญาเอาไว้อย่างนั้นหรือ
เขาพลิกมือไปจับข้อมือของถวนจื่อแล้วดึงกลับมา
“กำหนดการของวันนี้ถูกยกเลิกแล้ว”
น้ำเสียงของเขายังคงไม่ไยดีเช่นเคย แต่ผู้คนรอบกายกลับรู้สึกถึงความเย็นชาขึ้นเล็กน้อยอย่างบอกไม่ถูก
ขณะเดินผ่านอี้หมิงและผู้อื่น ดูเหมือนว่าพวกเขายังคงไม่ได้สติ
แต่จื่อเฉินกลับยืนแน่นิ่งอย่างกะทันหัน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วยังต้องการให้นางออกไปอีกหรือ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อี้หมิงและผู้อื่นก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะ ถึงแม้พวกเขาอยากจะกล่าวคำแก้ตัว ทว่ายามเห็นว่าถวนจื่อดูน่าสงสารก็ต้องปิดปากเงียบอีกหนด้วยความรู้สึกผิด
ถวนจื่อดึงมือของจื่อเฉินไปมา
“ข้าไม่เป็นไร… เป็นข้าเองที่ยืนกรานจะออกมา”
นางเพียงไม่อยากอยู่คนเดียวก็เท่านั้น มิเช่นนั้นจะคิดถึงสิ่งนี้สิ่งนั้นอยู่ตลอด และความฝันก็จะคอยวนเวียนอยู่ในความคิดของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ความจริงถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหลังจากที่เห็นจื่อเฉิน นางกลับดูสับสนมากยิ่งขึ้น
เมื่อจื่อเฉินได้ยินนางเอ่ยปกป้องก็รู้สึกหนักอก แต่เขาก็ยังหักห้ามใจเอาไว้
“กลับไปกับข้า”
เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดมากนัก หลังจากเอ่ยคำเหล่านี้จบก็ดึงถวนจื่อกลับมา
มีเสียง “ติ๊ง” ดังขึ้นมาในใจของถวนจื่อ และจับใจความสำคัญได้อย่างรวดเร็ว
อ๋อ จื่อเฉินจะกลับไปกับนางอย่างนั้นหรือ
จะยังคงกล่อมนางให้นอนหลับเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่
เมื่อคิดเช่นนี้ อารมณ์ของนางก็เปลี่ยนจากหมองหม่นเป็นสดใสอย่างฉับไว อีกทั้งยังว่าง่ายขึ้นมากโข
“โอ้ ได้ซี”
นางส่งเสียงกระแอมขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าจื่อเฉินกำลังจากไป โหมวเซวียนเซวียนที่เพิ่งมาถึงก็รู้สึกตะลึงงันเล็กน้อย
นางแย้มปากเอื้อนเอ่ย
“จื่อเฉิน ข้า…”
เมื่อก่อนจื่อเฉินจะคอยตรวจสภาพการฟื้นฟูร่างกายของนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“กำหนดการถัดไปก็เหมือนกันกับเมื่อก่อน”
แท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะมีเขาคอยดูแลอยู่หรือไม่ก็แทบไร้ซึ่งความแตกต่าง
เดิมทีเขาก็ทำเพียงเพื่อตอบแทนน้ำใจของโหมวเจินเท่านั้น และไม่มีความตั้งใจอื่น
ตอนนี้เขาเห็นว่านังหนูยังนอนหลับไม่เพียงพอ สิ่งที่เขาต้องการคือพานางกลับไปนอนหลับต่อให้เต็มที่ จึงไม่มีเวลามาสนใจสิ่งอื่นอีก
ยังไม่ทันที่ถวนจื่อจะปริปากพูด นางก็ถูกพาตัวไปเสียแล้ว
เหลือเพียงกลุ่มผู้คนที่ยืนมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจอยู่ตรงนั้น
หลังจากผ่านไปนาน ในที่สุดโหมวเซวียนเซวียนก็ตระหนักถึงอันใดบางอย่างขึ้นมาได้ พร้อมทั้งสายตาที่แลดูซับซ้อน
“ดูเหมือนว่าจื่อเฉินจะดูแลถวนจื่อได้ดีอย่างที่คิดไว้”
นางได้ยินบทสนทนาของพวกเขาเพียงเลือนราง
เป็นเพียงการฝันร้ายและนอนหลับไม่เพียงพอเท่านั้น จื่อเฉินจึงพานางกลับไปพักผ่อนด้วยตนเอง
นี่มัน…
อี้ฟู่เหลือบมองนางก่อนจะเผยรอยยิ้มอบอุ่น
“ใช่แล้ว เมื่อก่อนสิ่งที่ถวนจื่อกินและใช้จะถูกตระเตรียมโดยจื่อเฉิน และบางครั้งที่ถวนจื่อส่งเสียงกระวนกระวายยามค่ำคืน ก็เป็นจื่อเฉินที่คอยกล่อมให้นางหลับใหล”
นางทัดเส้นผมไว้หลังหู แกล้งทำเป็นไม่เห็นใบหน้าที่ซีดลงเล็กน้อยของโหมวเซวียนเซวียน ก่อนจะเอื้อนเอ่ยอย่างเนิบช้า
“ได้ยินมาว่าจื่อเฉินเกือบเอาชีวิตไม่รอดอยู่หลายครั้งเพื่อช่วยถวนจื่อ แต่เมื่อจื่อเฉินหลับสนิท ถวนจื่อก็คอยเฝ้าดูแลอยู่ตลอด ฉะนั้นจื่อเฉินจึงไม่ได้ดีต่อนางเพียงฝ่ายเดียว ถวนจื่อเองก็ปฏิบัติต่อเขาในแบบเดียวกัน”
ริมฝีปากของโหมวเซวียนเซวียนค่อนข้างขาวซีด ทั้งยังดูอึดอัดและตะขิดตะขวงใจ
พวกเขาทั้งคู่ล้วนเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ในพันธสัญญาของเทพเยว่ เช่นนั้นก็ถือเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
และยังได้ยินมาว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้นางไม่ได้นึกใส่ใจมากนัก ทว่าตอนนี้ที่ได้เห็นถวนจื่อด้วยตาของตนเองก็ได้รู้ว่าเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ
ทว่าวันนี้กลับเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น…
นางไม่ได้โง่เขลา
การถูกจู่โจมอย่างฉับพลันทำให้โหมวเซวียนเซวียนรู้สึกไม่สบายใจ นางกล่าวทักทายอี้ฟู่และผู้อื่นอย่างจำใจ แล้วจึงรีบจากไป
ขณะกำลังจะจากลา ดวงหน้าเล็กๆ นั้นราวกับถูกน้ำค้างแข็งกระทบ ทั้งยังซีดลงอย่างไร้สาเหตุ
ครั้นนางจากออกไปแล้ว อี้หมิงก็มองไปที่อี้ฟู่ก่อนจะกล่าวทักท้วง
“เหตุใดเมื่อครู่เจ้าไม่เอ่ยให้มันชัดเจน”
อี้ฟู่กะพริบตา
“อันใดหรือ ข้าเอ่ยสิ่งใดผิดไปหรือไม่”
อี้หมิงรู้สึกปวดหน่วงตรงทรวงอก ก่อนจะกดเสียงต่ำ
“เมื่อก่อนตอนที่จื่อเฉินดูแลถวนจื่อถึงเพียงนั้น นางยังคงเป็นเด็กอยู่ ทว่าเมื่อนางเติบใหญ่แล้ว เจ้าคิดว่าจื่อเฉินจะยังทำเช่นนั้นอยู่หรือไม่”
พวกเขาล้วนเห็นได้อย่างชัดเจนว่าหลังจากที่ถวนจื่อเติบใหญ่ จื่อเฉินก็ดูแลนางแตกต่างออกไปจริงๆ
ถึงแม้ตัวถวนจื่อจะไม่ได้รับรู้ แต่เห็นได้ชัดว่าจื่อเฉินเป็นผู้ริเริ่มขีดเส้นแบ่งและประพฤติตนให้เหมาะสมเหมือนผู้อื่น
เขาดูแลนางเหมือนกับสาวน้อยที่เติบโตเป็นเป็นผู้ใหญ่แล้ว
เขาไม่ยอมให้ผู้อื่นล้ำเส้น และตนเองก็ทำตามข้อกำหนดนั้นเช่นเดียวกัน
แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับผู้อื่นแล้ว จื่อเฉินก็ยังคงเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด
ถวนจื่อไม่ได้ตั้งแนวป้องกันจากเขา และเขาก็สามารถทลายกำแพงกั้นที่มองไม่เห็นนั้นได้ทุกเมื่อตราบที่เขาต้องการ
หากแต่เขาไม่ทำ
โดยเฉพาะการพบกันในครานี้ ความรู้สึกเช่นนี้ก็ยิ่งทวีคูณ
อี้ฟู่เปล่งเสียง “โอ้” ขึ้นมาด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนัก
“แต่วันนี้ก็ทำเช่นนั้นอีกแล้วไม่ใช่หรือ”
คนผู้นั้นเพิ่งถูกจื่อเฉินนำตัวไปไม่ใช่หรือ
“เจ้าคิดว่าเหตุใดเมื่อวานนานถึงนอนหลับไม่เพียงพอ”
…
ถวนจื่อตามจื่อเฉินกลับไปยังแหล่งพำนักของตน
เมื่อมาถึงหน้าประตู นางก็นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ก่อนจะถามออกไปอย่างไม่รู้ตัว
“จื่อเฉิน วันนี้เจ้าจะนอนกับข้าใช่หรือไม่”
จื่อเฉินหยุดฝีเท้าลง และเปลือกตาของเขาก็กระตุกอย่างรุนแรง
เมื่อก่อนนางก็กล่าวคำนี้อยู่บ่อยครั้ง ทว่าตอนนี้…
เขาขมวดคิ้วมุ่น
“ข้าจะเฝ้าระวังอยู่ที่นี่”
ถวนจื่อปิดประตูแน่น
“ไม่ได้ เช่นนั้นข้าคงนอนไม่หลับ เจ้าคอยมองดูข้านอนอยู่ข้างเตียงสิ”
จื่อเฉินมีสีหน้าเฉยเมยและไม่ยอมตกลงในตอนแรก แต่ครั้นเห็นท่าทีน่าสงสารของนางจึงอดไม่ได้ที่จะใจอ่อน
เขาถอนหายใจอย่างไร้ทางเลือกอยู่ในจิต และพยักหน้าลงในที่สุด
ถวนจื่อมีความสุขขึ้นมาพลัน นางเปิดประตูเข้าไปแล้ววิ่งไปยังข้างเตียงอย่างไวว่อง ก่อนจะถอดรองเท้าออกแล้วนอนลงอย่างว่าง่าย
ดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองเขาอย่างมั่นคง
จื่อเฉินไม่อาจแข็งข้อได้ จึงเดินเข้ามาแล้วคลุมผ้าห่มให้นางเช่นเคย และนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“หลับเสียเถิด”
ถวนจื่อโผล่ออกมาเพียงหัวเล็กๆ พลางจ้องมองเขาอย่างใจจดใจจ่อ ทั้งยังรู้สึกว่าสถานการณ์ขณะนี้ทั้งคุ้นเคยและแปลกประหลาด
นางคิดไปคิดมาก็อดไม่ได้ที่จะซักถาม
“เจ้ากลับมาเช่นนี้ ร่างกายของโหมวเซวียนเซวียนไม่มีปัญหาหรือ”
จื่อเฉินส่ายหัวแล้วเอ่ยปากอย่างส่งเดช
“นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ”
ถวนจื่อถามกลับอย่างไม่รู้ตัว
“เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดเล่าที่สำคัญ”
จื่อเฉินเงียบลง และหยุดนิ้วที่กำลังเคาะเบาๆ อยู่บนที่วางแขน
เขาเบนหน้าออกไปโดยไม่มองนาง เพียงแต่ปรือตาขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่ได้ยิน ทั้งยังดูเหมือนว่า…ไม่ได้คิดจะตอบเลย
ถวนจื่อดึงผ้าห่มขึ้นมาเพื่อบดบังใบหน้าของนางแค่ครึ่งหนึ่ง
ภายใต้ผ้าห่มนั้น นางก็อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้น