ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 72 เกี้ยวพานสิ
Ink Stone_Romance
“แล้วเป็นอย่างใดต่อ?”
น้องแปดหยุดการเคลื่อนไหว วางกลีบดอกไม้ที่เหลือกลับคืน ก่อนจะซักถามด้วยสีหน้าใคร่รู้
“แล้วสหายของเจ้าคนนั้นมีปฏิกิริยาเช่นไรหลังจากได้ยินคำนี้”
ถวนจื่อนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยอย่างอึกอัก
“ก็…นางก็ดูเหมือนจะไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเลย…ดูเหมือนว่าจะหลับไป…”
น้องแปดส่งเสียง “จิ๊” ออกมาด้วยความเสียดาย
“จะไม่เอ่ยสิ่งใดเลยได้อย่างใด แล้วไม่รู้จักถามเลยหรือ”
“ถาม…ถามสิ่งใดหรือ”
ถวนจื่อฉงนจนทำอันใดไม่ถูก
น้องแปดส่ายหัวอย่างจำใจ
“แน่นอนว่าต้องถามว่าเขาชอบผู้ใดกันแน่อย่างใดเล่า! ไยจึงไม่ถามออกไป ในเมื่อเป็นโอกาสที่ดีถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าสหายของเจ้าคนนั้นจะโง่เขลาเกินไปหน่อยนะ”
ใบหูของถวนจื่อร้อนเล็กน้อย
“นาง…ก็คงไม่ได้คิดมากถึงเพียงนั้น…”
การจู่โจมรุนแรงเหลือเกิน กระทั่งนางรู้สึกมึนและเคลิ้มหลับไป
น้องแปดส่งเสียงในลำคอเบาๆ คล้ายกับรู้สึกผิดหวัง
“การรู้เขารู้เราเท่านั้นถึงจะทำให้รบชนะ แต่ตนเองกลับวิ่งหนีไปก่อนการสู้รบจะเริ่มเสียอีก มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ จนถึงตอนนี้แม้แต่ศัตรูในความรักก็ยังไม่รู้เลยว่าเป็นผู้ใด”
ขณะที่นางพูดอยู่ก็รู้สึกปวดหัวอีกหน
ถวนจื่อหดคอลงเหมือนกับนกกระทา
“เอาเถิด พี่สาวไม่ได้ติเจ้า เจ้ากลัวสิ่งใดอยู่เล่า”
ถวนจื่อก้มหัวลง
“…เปล่าหรอก เพียงแต่…เพื่อนของข้าคนนี้มีความสัมพันธ์อันดีกับข้า ข้าจึงค่อนข้างกังวล…ข้าเห็นว่าช่วงนี้นางกินและนอนไม่ค่อยเต็มที่นัก”
น้องแปดถอนหายใจออกมา และหยิกใบหน้าเล็กๆ ของนางอย่างแผ่วเบา
“ข้ามองออกแล้วล่ะ มันทำให้ถวนจื่อของเราทุกข์ไปด้วยใช่หรือไม่ เฮ้อ ถวนจื่อของเรานั้นดีไปหมดทุกอย่าง เว้นเสียแต่ว่าหัวใจช่างอ่อนไหวเหลือเกิน”
ถึงกระนั้น ฟังดูเหมือนถวนจื่อน่าจะมีความสัมพันธ์อันดีกับสหายคนนั้นจริง ๆ มิฉะนั้นคงไม่ใส่ใจถึงเพียงนี้
เมื่อสองวันที่ผ่านมา นางเพิ่งค้นพบโดยบังเอิญว่าสภาพจิตใจของถวนจื่อนั้นไม่ปกตินัก จึงลากนางมาและซักถามอย่างละเอียด นางถึงได้รู้ว่าคู่หูคนหนึ่งของถวนจื่อเหมือนจะมีปัญหาบางอย่าง
“ตามที่เจ้ากล่าวไว้ก่อนหน้านี้ สหายของเจ้ารู้จักกับคนนั้นมานานพอสมควรแล้ว แต่เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองชอบคนนั้นเมื่อไม่นานมานี้เองใช่หรือไม่”
ถวนจื่อพยักหน้าลง ทั้งยังกระวนกระวายอยู่ตลอด
โชคดีที่น้องแปดกำลังใคร่ครวญอย่างจริงจัง จึงไม่ทันสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของนาง
“พวกเขามีความรู้สึกที่ดีต่อกันมาก่อนหรือไม่?”
ถวนจื่อกล่าวขึ้นมาอย่างตะกุกตะกัก
“ก็คงจะ…ดีมากเลยนะ…”
“แล้วผู้ชายคนนั้นไม่เคยบอกว่าเขามีคนที่ชอบมาก่อนเลยหรือ?”
“ไม่เคย”
น้องแปดพลันนึกอันใดบางอย่างขึ้นมาได้ พร้อมกับดวงตาอันเปล่งประกาย
“ถ้าเป็นเช่นนี้ คนที่เขาเอ่ยถึงจะเป็นสหายของเจ้าได้หรือไม่?”
ถวนจื่องงงวย
“เขาเหมือนจะปฏิบัติต่อข้า…สหายของข้าเหมือนกับน้องสาวอยู่ตลอด ไม่ใช่สิ เขามองเป็นเหมือนเด็กน้อย…ข้าไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ นอกจากนี้…ก็มีแม่นางคนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างเขา และเขาก็ปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี จนกระทั่งแม่นางคนนั้นปรากฏตัวขึ้น เขาจึงเอ่ยเช่นนี้”
จากการเชื่อมโยงถึงเพียงนี้ก็แทบจะกระจ่างแจ้งแล้วว่าผู้ที่ถูกกล่าวถึงนั้นคือใคร
คิ้วเข้มของน้องแปดขมวดเล็กน้อย
“เป็นเช่นนี้นี่เอง…มันก็ยุ่งยากอยู่นะ”
นางเท้าคางด้วยมือข้างหนึ่ง
“หากเป็นแบบนี้ก็ไม่ค่อยมีความหวังนัก”
สีหน้าของถวนจื่อแย่ลง
น้องแปดรู้สึกทุกข์ใจเมื่อเห็นเช่นนี้จึงโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนเพื่อปลอบโยน
เป็นผู้ชายต่ำช้าแบบใดกัน มาทำให้สหายของถวนจื่อเสียใจ ทั้งยังลามมาถึงถวนจื่อของพวกเขาอีกด้วย!
น้องแปดปลอบประโลมอีกฝ่ายอยู่ในใจ แต่ยังคงมีรอยยิ้มหยาดเยิ้มและอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้า
นางไม่อยากให้ถวนจื่อต้องทนทุกข์ ฉะนั้นหลังจากคิดดูแล้ว นางจึงตัดสินใจหาหนทางเพื่อพลิกวิกฤต
“ผู้ชายคนนั้นไม่ได้บอกว่าคนที่ชอบคือผู้ใด ใช่หรือไม่”
“อืม”
“แล้วเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธสหายของเจ้าซึ่งๆ หน้าใช่หรือไม่”
“ใช่”
“ตอนนี้เขาก็ไม่ได้คบหาอยู่กับผู้ใดใช่หรือไม่”
ถวนจื่อหวนคิดอย่างรอบคอบและพยักหน้าเบาๆ
น้องแปดดีดนิ้วให้เกิดเสียง
“แค่นั้นก็พอแล้ว อย่างใดเสียก็ยังไร้คู่ ไปตามเกี้ยวพานเขาได้เลย!”
ถวนจื่อไอออกมาอย่างฉับพลัน นางจับแขนเสื้อของน้องแปดไว้แน่น ทั้งยังร้อนผ่าวไปทั้งตัว
“ข้าเอ่ยว่าในเมื่อเขายังไม่ได้ตัดสินใจก็ลองไปเกี้ยวพานดูเสียสิ! เจ้าเพิ่งบอกมาไม่ใช่หรือว่าผู้ชายคนนั้นไม่รู้ว่าเพื่อนของเจ้าคิดเช่นไรกับเขา อาจจะยังมีโอกาสอยู่นะ”
ใบหน้าของถวนจื่อแดงระเรื่อ
“เช่นนี้คง…คงไม่ดีเท่าไร”
น้องแปดคิดเพียงว่านางเพิ่งเติบใหญ่และยังไม่ประสานัก เมื่อได้ยินเรื่องเช่นนี้จึงรู้สึกเก้อเขินอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
นางเม้มปากและหัวเราะออกมา พร้อมกับดวงตาอันสะท้อนแสงวับวาบ
“ถวนจื่อน้อย เจ้ายังคงไม่เข้าใจ จริง ๆ แล้วมันไม่สำคัญว่าผู้ใดเป็นคนเกี้ยวพาน สิ่งสำคัญคือตอนนี้สหายของเจ้านั้นชอบเขามากต่างหาก หากไม่เอ่ยหรือไม่ลองดู จะไม่รู้สึกเสียใจจริงหรือ คงไม่สามารถรอจนกว่าเขาตัดสินใจทุกอย่างแล้ว ถึงจะค่อยพูดสิ่งเหล่านี้ออกไปใช่หรือไม่”
ครั้นถวนจื่อฟังแล้วก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
นางพยักหน้าอย่างเหม่อลอย
“เช่นนั้น…ข้าจะลองคิดดู…ข้าจะให้นางลองคิดดู…”
น้องแปดลูบใบหน้าเล็กๆ ของถวนจื่ออย่างอ่อนโยน
“ถ้ามีปัญหาอันใดก็มาหาพี่สาวได้เลย!”
…
ถวนจื่อเริ่มไตร่ตรองปัญหานี้อย่างจริงจัง
หลังจากนั้นนางก็พบว่ามันยากยิ่งนัก
ที่สำคัญคือนางไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน
ไม่เพียงแต่ไม่มีประสบการณ์ในการเกี้ยวพานผู้คน แต่นางยังไม่มีประสบการณ์ในการถูกเกี้ยวพานด้วยเช่นกัน
ใช่ว่าไร้ซึ่งคนมาชอบ
กลับกัน แท้จริงแล้วนางเป็นที่โปรดปรานเสมอมา มีเพียงแต่เผ่าหงส์ทองคำเท่านั้นที่ไม่รู้ว่ามีใครกี่คนที่คิดเช่นนี้กับนาง
เสียดายนักที่ทุกคนรักใคร่และเอาใจใส่นางมาเป็นเวลานาน แต่กลับไม่มีผู้ใดอาจหาญสารภาพรักต่อนางอย่างจริงจัง เพราะกลัวจะเป็นการล่วงเกิน
คนที่ใกล้ชิดกับนางมากที่สุดก็คืออาเยว่
ลองขบคิดถึงอาเยว่และจักรพรรดิเทพในตอนนั้น…จักรพรรดิเทพเกี้ยวพานนางเช่นไร
…
จื่อเฉินไม่ได้เจอถวนจื่อมาหลายวันแล้ว
ใช่ว่าเขาไม่ได้คิด แต่เขาพบว่าหลังจากที่กล่าวคำเหล่านั้นในวันนั้น ถวนจื่อดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงเขาอยู่เสมอทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ
ครั้นเขาได้คิดทบทวนก็รู้สึกว่าตนเองรีบร้อนจนเกินไป
ถึงแม้เขาจะระมัดระวังและยับยั้งชั่งใจอย่างสูง
แต่เขาไม่อาจโกหกเกี่ยวกับสองคำถามที่นางถามเขาได้จริงๆ
เช่นนั้นแล้ว ถวนจื่อจึงหลบหน้า และเขาก็ปล่อยนางไป
ครั้นถึงยามวิกาล เขาก็กลับไปยังแหล่งพำนักของตนเอง
ทันทีที่เดินเข้าไปยังปากทาง เขาก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาจึงชะงักฝีเท้าและมองเข้าไปภายในห้อง
แสงไฟสว่างไสว กอปรกับเสียงที่ค่อนข้างอลหม่าน
มีกลิ่นอายอันคุ้นเคยอยู่เลือนราง
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะผลักประตูให้เปิดออกในที่สุด
เมื่อถวนจื่อได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวก็รู้ว่าเขากลับมาแล้ว นางลนลานรีบเก็บของและนั่งลงตรงหลังโต๊ะโดยลำพัง
ครั้นเห็นคนที่เดินเข้ามา หัวใจของนางก็เต้นระรัวและรอยยิ้มกว้างก็ปรากฏบนใบหน้าของนาง
“จื่อเฉิน! เจ้ากลับมาแล้ว!”
จื่อเฉินกวาดสายตามองรอบห้องอย่างรวดเร็ว
มีอาหารกองอยู่บนโต๊ะ ส่วนเตียงนอนนั้น…ยุ่งเหยิงนัก
ราวกับว่านางเพิ่งประสบกับการถูกข่มเหงมาอย่างหนักหน่วง
ถวนจื่อมีสีหน้ากระตือรือร้น
“ข้านำอาหารอร่อยๆ มาและช่วยจัดเตียงให้เจ้า”
จื่อเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าอาหารเหล่านั้นเป็นรสชาติที่ใครบางคนชอบ
ส่วนเตียงนั้น…คงจะเก็บกวาดยากยิ่งนัก
เขาขยับริมฝีปากบางและเดินเข้าไป
“เจ้าไม่จำเป็นต้องมาทำเรื่องเหล่านี้”
การที่เขาตามใจสาวน้อยเช่นนี้ ไม่ใช่เพื่อให้นางมาทำเรื่องเหล่านี้
หัวใจของถวนจื่อสูญเสียความหวังอย่างฉับพลัน
นางหลุบตาลงต่ำแล้วพึมพำออกมา
“ข้าคิดว่าเจ้าจะดีใจเสียอีก…”
จื่อเฉินเพียงนั่งลงข้างกายนาง และคิ้วของเขาก็กระตุกเล็กน้อยยามได้ยินคำพูดดังกล่าว
เขาค่อนข้างคาดไม่ถึง แต่ก็ยังเพ่งพิศอย่างมีเยื่อใย
แสงเทียนเจิดจรัส และไส้เทียนที่เต้นรำราวกับจะพุ่งเข้าสู่ดวงตาอันลึกล้ำของเขา ก่อให้เกิดลำแสงพราวระยับ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้นมา
“มีเรื่องจะขอข้าหรือ?”
ถวนจื่อพลันส่ายหน้า “ไม่มี”
จื่อเฉินเผยเสียงหัวเราะ
“แล้วเหตุใดอยู่ๆ เจ้าก็ดีกับข้าถึงเพียงนี้เล่า”
ถึงแม้ในใจของถวนจื่อยังคงรู้สึกกระอักกระอ่วน ทว่าเมื่อนึกถึงคำสั่งสอนก่อนหน้านี้ของน้องแปด นางก็ระงับความเขินอายในจิตได้ทันควัน
โดยเฉพาะกับเรื่องที่กะทันหันถึงเพียงนี้
จื่อเฉินมองดูนางอย่างเงียบเชียบ ครั้นเห็นท่าทีเคร่งครัดผ่านใบหน้าของนางขณะที่พูดอยู่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอยู่ในใจ
นางคงไม่รู้ว่าหูของตนเองแดงถึงเพียงใดแล้ว
เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด หากแต่สับเปลี่ยนตำแหน่งอาหารจานโปรดของนางที่อยู่บนโต๊ะให้วางไว้ใกล้นางมากยิ่งขึ้น
“กินสิ”
ถวนจื่อส่งเสียงตอบรับ พร้อมทั้งรู้สึกร้อนรุ่มอยู่ตลอด ก่อนจะรีบหยิบชามขึ้นมา
ใบหน้าเล็กๆ แทบจะฝังอยู่ข้างในนั้น โดยลืมสิ้นว่าวันนี้นางมาที่นี่เพื่อเลี้ยงอาหารเขา
จื่อเฉินกำลังกินอาหารอยู่ข้างกายนางอย่างอืดอาด แต่ท่าทางดูเหมือนจะอารมณ์ดีมาก
หลังจากกินอาหารมื้อนั้นเสร็จ ความร้อนระอุรอบตัวถวนจื่อก็เลือนหายไปในที่สุด
นางวิ่งไปชำระร่างกายให้สะอาดแล้วมุ่งตรงไปยังเตียงของจื่อเฉิน
เปลือกตาของจื่อเฉินกระตุก และคว้าคอเสื้อด้านหลังของนางเอาไว้
“เจ้าทำสิ่งใด”
ถวนจื่อหันหลังกลับและกะพริบตา
“นอนด้วยกันเถิด”
เมื่อก่อนจักรพรรดิเทพก็มักจะไปที่ห้องของอาเยว่เพื่ออุ่นเตียงไม่ใช่หรือ
จื่อเฉินมองดูสีหน้าของนางก็รู้ได้เลยว่านางใคร่ครวญสิ่งใดอยู่
เขาหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“กลับไปเสีย”
ในตอนแรกถวนจื่อไม่ยินยอม แต่ครั้นเห็นท่าทีอันแน่วแน่ของจื่อเฉิน จึงต้องยอมประนีประนอมก่อน
อย่างใดเสียก็ยังมีหนทางอีกยาวไกล
เมื่อก่อนจักรพรรดิเทพมักถูกอาเยว่ขับไล่อยู่เสมอ
เมื่อเห็นว่าเขากำลังออกไป ถวนจื่อก็รีบดึงแขนเสื้อของเขาเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยความลังเล
“…เรื่องนั้น…จื่อเฉิน พรุ่งนี้เจ้ายังต้องช่วยโหมวเซวียนเซวียนดูแลร่างกายอยู่หรือไม่ เฮ้อ ข้าเพียงแค่พลั้งปากถาม…”
จื่อเฉินหลุบตามองนางก่อนจะส่ายหน้า
“วันนี้เป็นวันสุดท้าย ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปจะถูกส่งต่อให้ผู้อื่น”
…
“อันใดนะ เจ้าไม่สนใจแล้วอย่างนั้นหรือ เป็นไปได้อย่างใดกัน ข้าเองก็ไม่ใช่เซียนหมอ จะไปเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้อย่างใด”
เมื่อเผชิญกับข้อเสนอของจื่อเฉิน ซื่อจิงก็ส่ายหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าและไม่ยอมตกลง
จื่อเฉินมีท่าทีสงบเยือกเย็น
“ร่างกายของนางฟื้นตัวเกือบเต็มที่แล้ว เพียงแต่ต้องฝึกตนที่สระอัสนีบาตต่อไปอีกสักระยะหนึ่งโดยไม่มีผู้ใดมาแทรกแซง สระอัสนีบาตนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้า ฉะนั้นเจ้าจึงเหมาะสมที่สุด”
ซื่อจิงสำลักออกมาแต่ยังคงยืนกรานปฏิเสธ
“โหมวเซวียนเซวียนผู้นั้นมีความรู้สึกแอบแฝงต่อเจ้า อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่รู้ ข้าไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยหรอก!”
เขาไร้ความอดทนกับเรื่องพวกนี้เป็นที่สุด
จื่อเฉินเอื้อนเอ่ย
“ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไหว้วานให้เจ้าช่วยเหลือเรื่องนี้”
ซื่อจิงจ้องมองเขาอย่างนึกประหลาดใจ
จื่อเฉินไม่เคยขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเลย แต่วันนี้กลับผิดแผกไปจากเดิม
ราวกับสังเกตเห็นถึงความคลางแคลงในใจใของเขา จื่อเฉินจึงเผยเสียหัวเราะออกมา
“มีสาวน้อยคนหนึ่งกำลังเกี้ยวพานข้าอยู่ เช่นนั้นแล้ว ข้าไม่อยากให้นางเข้าใจผิด…”