ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 73 ขอข้าลองดูหน่อย
ท่าทีของซื่อจิงดูตื่นตาขึ้นมาทันที
ใช้เวลาอยู่นานเขาถึงจะเริ่มเข้าใจ
“…ในเมื่อเจ้ากลัวว่าสาวน้อยจะเข้าใจผิด มันก็แน่นอนแล้วว่าเจ้าชอบนาง ถ้าเป็นเช่นนั้น เหตุใดถึงไม่เอ่ยกันตรงๆ เล่า”
ไยจึงต้องแสร้งทำเป็นคนเจ้าเล่ห์เช่นนี้
จื่อเฉินเพียงแค่คิ้วกระตุกเล็กน้อย
เอ่ยตรงๆ อย่างนั้นหรือ
ทำแบบนั้นไม่ได้อย่างแน่นอน
เขาจะรู้ได้อย่างใดว่ามันเป็นแค่ความคิดชั่วแล่นของสาวน้อยหรือไม่
หากนางมาเกี้ยวพานเขาเพียงเพราะไม่คุ้นชินกับการไม่มีเขามาคอยดูแลล่ะ
หากนางแค่อยากมีใครสักคนที่ดีกับนาง คงมีหลายคนที่สามารถทำแบบนั้นได้ เช่นนั้นก็ไม่ได้มีสิ่งใดพิเศษนัก
สิ่งที่นางต้องการก็ไม่ใช่เขาคนนี้
ฉะนั้น ไม่ว่าอย่างใดก็ตาม ตอนนี้ยังไม่อาจพูดได้อย่างชัดเจน
ซื่อจิงลอบมองเขาอยู่ข้างกาย รู้สึกเพียงว่าถึงแม้ชายผู้นี้จะมีใบหน้าหล่อเหลา เย็นชา ทั้งยังหยิ่งทะนงอย่างไม่มีผู้ใดเทียมเท่า แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่มีจิตใจชั่วร้ายนัก
เขาส่งเสียงหัวเราะเยาะ
“…เรื่องหลอกลวงสาวน้อย เจ้าก็ยังทำได้ลงอย่างนั้นหรือ?”
จื่อเฉินไม่นึกใส่ใจข้อกล่าวหานี้
หลอกลวงอย่างใดกัน
ยังไม่ทันที่จะรักเลย
แต่ถ้อยคำเหล่านี้ไม่บอกให้คนนอกรับรู้
แท้จริงแล้วมีสาวน้อยจำนวนมากในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ที่หลงรักเขา
เดิมทีคิดว่าเขาเป็นคนเฉยชาที่จะไม่เสียเวลาและพลังงานไปกับเรื่องแบบนี้เป็นอันขาด คาดไม่ถึงว่าสุดท้ายเขาก็พลาดท่าเสียได้!
ทำให้จื่อเฉินคิดไม่ตกได้แบบนี้ รู้ได้เลยว่าเขาเอาใจใส่คนนั้นเป็นอย่างมาก
เพียงแค่ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดกันแน่
…
ถวนจื่อพบว่าจื่อเฉินมีเวลาว่างมากขึ้นตั้งแต่เขาเลิกสนใจเรื่องของโหมวเซวียนเซวียน
หากแต่เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว นางจะได้ดำเนินการอย่างสะดวก
เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ นางจึงขอคำชี้แนะจากน้องแปดเป็นการส่วนตัวอยู่หลายครั้ง
สิ่งที่น้องแปดต้องการสื่อคือเมื่อจะเกี้ยวพานผู้ใดไม่ควรรีบร้อนหรือเกียจคร้านจนเกินไป
นางจึงมาหาเขาวันละหนึ่งครั้ง
บางครั้งนางจะนำขนมอบถาดเล็กมา และบางครั้งก็ลากจื่อเฉินมาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
แต่ท้ายที่สุดขนมส่วนใหญ่ก็เข้าไปอยู่ในท้องของนาง
ซึ่งเรื่องความรู้นั้นต่างฝ่ายก็มีทั้งชนะและพ่ายแพ้
แต่ไม่ว่าอย่างใดก็เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอันล้นเหลือ
ถึงแม้วันเหล่านี้จะผ่อนคลายและสุขสบายแต่กลับดูเหมือนไม่ค่อยคืบหน้านัก
เพียงชั่วพริบตาเวลาก็ผ่านไปครึ่งเดือน
น้องแปดลากถวนจื่อมาไถ่ถามอีกครั้ง
“เป็นอย่างใดบ้าง สหายของเจ้าคนนั้นพัฒนาได้อย่างราบรื่นหรือไม่”
ถวนจื่อพยักหน้าด้วยความฮึกเหิม
“ราบรื่นดี! เขากินทุกสิ่งและใช้ทุกอย่างที่นำไปให้ ขณะที่แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันก็จริงจังมากขึ้นกว่าเดิม! ”
น้องแปดได้ยินเช่นนั้นก็คิดว่ามีโอกาส!
ถวนจื่องงงันอยู่ครู่หนึ่ง
“ท่าที…อันใดหรือ?”
“ก็ท่าทีที่มีต่อสหายของเจ้าอย่างใดเล่า! จากที่เจ้าพูดมา สหายของเจ้าทำถึงเพียงนี้ อีกฝ่ายก็ควรจะมีปฏิกิริยาบ้างไม่ใช่หรือ”
ถวนจื่อครุ่นคิดด้วยความรอบคอบ ทั้งยังมีอาการเหม่อลอย
น้องแปดมีสีหน้าไม่สู้ดี
“เจ้าคงไม่ได้จะบอกว่าอีกฝ่ายยอมรับสิ่งดีๆ ที่สหายของเจ้ามอบให้ แล้วหลังจากนั้น…ก็ไม่เอ่ยสิ่งใด ทั้งยังไม่ทำสิ่งใดด้วยอย่างนั้นหรือ”
ถวนจื่อคิดหนักและพยายามโต้แย้ง
“จะเอ่ยเช่นนั้นก็ไม่ได้…มันก็เหมือนเดิมนั่นแหละ…”
“มันจะเหมือนเดิมได้อย่างใดกัน!?”
น้องแปดกล่าวเสียงดังขึ้นทันที
นางดูออกแล้วว่าชายผู้นี้เป็นแค่คนต่ำช้าที่จงใจทำให้ผู้อื่นรู้สึกค้างคา!
“หรือเขาดูไม่ออกว่าคนนั้นคิดเช่นไรกับเขา”
เขาได้รับการเอาใจใส่จากคนนั้นอย่างไร้เหตุผล แต่สุดท้ายกลับไม่เอื้อนเอ่ยอันใดสักคำ
ถวนจื่อรู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ
“แต่…เขาดีกับข้า…สหายของข้ามากจริงๆ นะ”
นางก้มหน้าลงและนับนิ้วทีละนิ้ว
ทุกครั้งที่นางนำอาหารไปด้วย ก็มักจะได้เอากลับมากกว่าเดิมเสมอ
หลายครั้งที่นางไม่ได้เอ่ยถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน จื่อเฉินก็เป็นฝ่ายริเริ่มเอ่ยปาก ทั้งยังช่วยชี้แนะมากมาย
จะว่าอย่างใดดี มันก็ถือว่าดีมากล่ะมั้ง
น้องแปดฟังแล้วก็ด่ำดิ่งเข้าสู่ห้วงความคิด
ถวนจื่อเบิกตาเล็กน้อย
จะเป็นไปได้อย่างใด
เห็นได้ชัดว่านางกล่าวหลายครั้งแล้วว่านางไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไป และตอนนี้นางยังดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
จะเป็นไปได้อย่างใดที่ยัง…
แต่น้องแปดคิดว่าตนเองคาดเดาคำตอบได้ถูกต้องแล้ว
“คงจะเป็นเช่นนั้น! แบบนี้ไม่ได้ผลหรอก หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป ต่อให้พยายามหนักขึ้นร้อยเท่าก็ไร้ซึ่งประโยชน์”
ถวนจื่อยกมือสองข้างขึ้นเท้าคาง พร้อมทั้งใบหน้าที่เต็มไปด้วยความฉงน
“เช่นนั้นต้องทำอย่างใด?”
นางเองก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนี้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจื่อเฉินจะมีทิฐิจริงๆ
ช่วงนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาเหมือนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง
แต่นางกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติอยู่เสมอ
นางรู้สึกว่ายังมีช่องว่างอันโปร่งใสกั้นระหว่างพวกเขาอยู่โดยไม่รู้สาเหตุ
น้องแปดสะบัดมือเบาๆ เรียวนิ้วที่มีการทาเล็บนั้นดูงดงามและน่าดึงดูด
ปากสีแดงของนางยกยิ้มก่อนจะเอ่ยอย่างเชื่องช้า
”แน่นอนว่า…ต้องทำให้เขารู้ว่าไม่ใช่น้องสาวอย่างใดเล่า”
…
ครั้นจื่อเฉินกลับมาถึงแหล่งพำนักก็เห็นว่าถวนจื่อรออยู่ในห้องแล้ว และรอยยิ้มเบาบางก็ปรากฏขึ้นบนมุมปาก
พักหลังมานี้นางดูติดแจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“ถวนจื่อ”
หลังจากเข้ามาในห้อง เขาก็ร้องตะโกน แต่ถวนจื่อกลับไม่ได้พุ่งเข้าหาเขาเหมือนครั้งก่อน
นางนั่งอยู่ตรงนั้น คิ้วบางขมวดเข้าหากัน พร้อมกับใบหน้าเคร่งขรึม ราวกับว่านางกำลังใคร่ครวญถึงเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นว่าเป็นเขา ใบหน้าเล็กๆ ก็แฝงไปด้วยด้วยความประหม่าที่ไม่อาจอธิบาย
จื่อเฉินเหลือบมองนางอยู่สองสามครั้ง
“มีอันใดหรือ?”
ถวนจื่อประสานมือทั้งสองข้างเข้าหากันโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
จื่อเฉินนั่งลงแล้วรินชาใส่ถ้วยให้ตนเอง
อยู่ใกล้กันมากกระทั่งนางสามารถมองเห็นลูกกระเดือกของเขาได้ทันทีที่แหงนหน้า
ขยับขึ้นไปด้านบนก็เป็นริมฝีปากบางที่ชุ่มชื้นเล็กน้อย
จื่อเฉินสังเกตเห็นถึงสายตาของนางที่จับจ้องเขาอยู่ตลอดจึงวางถ้วยลงก่อนจะเดินไปข้างหน้าอีกหน พร้อมกับสายตาอันแหลมคมที่เพ่งมองอย่างพินิจพิเคราะห์
คนหนึ่งยืนขึ้น ส่วนอีกคนหนึ่งนั่งลง
เดิมทีถวนจื่อก็รู้สึกไม่มั่นใจอยู่แล้ว และคราวนี้ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีอำนาจแข็งแกร่งมากกว่า จึงไม่รู้ว่าต้องเริ่มบทสนทนาอย่างใด
ลำคอของนางค่อนข้างแห้งผาก จึงหยิบถ้วยที่อยู่ข้างตัวขึ้นมาถือไว้ในมือโดยไม่รู้ตัว
“เปล่า ไม่มีอันใด ข้าเพียงกระหาย”
“นั่นมัน…”
ก่อนจื่อเฉินจะเอ่ยปรามจบ เขาก็เห็นว่าริมฝีปากอวบอิ่มของนางสัมผัสกับขอบถ้วยเสียแล้ว
คำที่เหลือก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกไปได้
แต่ดูเหมือนถวนจื่อจะไม่รู้ตัว นางกำถ้วยใบเล็กเอาไว้แน่นและเลียริมฝีปากโดยไม่ได้ตั้งใจ
จื่อเฉินแข็งทื่ออย่างฉับพลัน และแววตาของเขาก็ค่อยๆ ล้ำลึกมากขึ้น
ในอีกขณะหนึ่ง ครั้นได้ยินถ้อยคำอันอ่อนหวานก็ทำให้เขาตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
“…จื่อเฉิน เจ้าจำคำถามที่ข้าถามเจ้าตอนเราเดินทางกลับมาจากพิธีแต่งงานของพี่แปดและท่านพี่เยี่ยนชิงได้หรือไม่”
แน่นอนว่าเขาจำได้
เป็นเพราะทั้งสองท่าน ทำให้สาวน้อยที่เพิ่งเติบใหญ่เริ่มใคร่ครวญถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา
ทว่าตอนนี้นางกำลังเอ่ยสิ่งใดอยู่
ถวนจื่อกระแอมก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว
“เรื่องนั้น…เจ้าไม่อยากรู้หรอกหรือ”
จื่อเฉินจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดข่มหัวใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งและพยายามทำให้เสียงของตนเองฟังดูสงบนิ่งที่สุด
“อยากรู้หรือไม่แล้วอย่างใดต่อ”
ถวนจื่อจับเสื้อผ้าของเขาอย่างแผ่วเบาแล้วดึงลงมา
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ ชะ…เช่นนั้นข้าขอยืมเจ้าครู่หนึ่ง ขอข้าลองดูหน่อยนะ”