ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 81 แสดงความยินดี
เมื่อเจี่ยนเฟิงฉือได้สติกลับมา พลางกระแอมไอและพูดขึ้นว่า
“ขอโทษที่รบกวน! เราจะไปเดี๋ยวนี้!”
พูดจบ เขาก็จับมือมู่หงอวี่และหมุนตัวพานางออกไปทันที
ดวงตากลมโตของมู่หงอวี่งยังคงแข็งค้าง สีหน้าตกตะลึง เห็นได้ชัดว่านางยังไม่ได้สติกลับมาจากเหตุการณ์เมื่อครู่นี้
“พวก…พวกเจ้า…”
เจี่ยนเฟิงฉือใช้มือปิดปากนางไว้ แต่ขณะที่พูดริมฝีปากอ่อนนุ่มของนางกลับสัมผัสฝ่ามือของเขาอย่างแผ่วเบา ส่งความรู้สึกวูบวาบ
เจี่ยนเฟิงฉือแทบทนไม่ไหว จึงดึงนางเข้ามากอดไว้กลัวว่านางจะพูดอันใดที่ไม่ควรออกมาอีก
เขามองจื่อเฉินด้วยสายตาจริงใจอย่างที่สุด เมื่อสัมผัสได้ถึงรัศมีอันเยือกเย็นจากชายผู้นั้น คิ้วก็กระตุกขึ้นทันที
ทว่าคิดดูแล้วก็เข้าใจได้ว่า ชายใดบ้างที่ถูกขัดจังหวะในช่วงเวลาแบบนี้ จะไม่มีความคิดอยากเอาเรื่องเชียวหรือ
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เขาจะรอจนมู่หงอวี่ยอมเอ่ยปาก และยังไม่ได้กอดนางให้เต็มที่เลย จะมายอมเสียโอกาสเช่นนี้ได้อย่างใดเล่า!
ในตอนนี้เจี่ยนเฟิงฉือรู้สึกเสียใจอย่างมากกับการตัดสินใจของตัวเองเมื่อสิบห้านาทีก่อน
เขามาทำอันใดที่นี่!
พรุ่งนี้ตอนกลางวันมาขอบคุณก็ไม่ต่างกันนิ!
เมื่อถวนจื่อรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงหันกลับไปมองพวกเขาทั้งสองด้วยสีหน้ามึนงง
เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ซับซ้อนและเหมือนอยากพูดแต่ไม่กล้าของคนทั้งสองคนนางที่เพิ่งได้สติกลับมาจึงพูดขึ้นว่า
เมื่อครู่…นางพูดอันใดนะ!
อาบ…อาบด้วยกัน!
เหมือนเสียงถวนจื่อก้องในหัว
“ไม่ใช่อย่างนั้น! พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว!”
ที่แท้ก็เป็นแค่เสือกระดาษ[1]เท่านั้นเอง
เจี่ยนเฟิงฉือรีบพูดปลอบนางทันที
“วางใจเถอะๆ พวกเราไม่ได้เข้าใจผิดอันใด ความสัมพันธ์ของพวกเจ้าในตอนนี้ เรื่องพวกนี้ถือว่าปกติ…ปกติ!”
ถวนจื่อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจคำพูดของเจี่ยนเฟิงฉือในภายหลัง
ความสัมพันธ์?
ใช่แล้ว การเลือกคู่จบลงแล้ว จื่อเฉินชนะ ดังนั้นตอนนี้…พวกเขาก็ถือว่าเป็น…
แต่นางมาที่นี่เพียงแค่ต้องการถามอันใดให้กระจ่างเท่านั้น! ไม่เคยคิดเรื่องอื่นเลย!
นางอดไม่ได้ที่จะพองแก้มขึ้นเล็กน้อย พลางแย้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าแค่มาหาจื่อเฉินเพื่อถามอันใดบางอย่างเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะอาบน้ำพร้อมเขาจริงๆ เสียหน่อย!”
เดิมทีนางพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ แต่เพราะเสียงใสและอ่อนหวานของนาง พอเอ่ยถึงคำบางคำก็ยิ่งเพิ่มความคลุมเครืออย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งสามคน “…”
จื่อเฉินยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งพลางยืนบังร่างเล็กๆ ของเด็กสาวไว้จนมิด หลังจากถวนจื่อพูดจบ นางก็รู้สึกทันทีว่าการตะโกนประโยคนี้ออกมาดังๆ ดูเหมือนจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก จนต้องหยุดชะงักไป
เหตุใด…เหตุใดยิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนแก้ตัวไม่ขึ้นเลยล่ะ!
นางยืนนิ่งอยู่ที่เดิม รู้สึกอับอายจนไม่รู้ว่าจะวางมือวางเท้าไว้ที่ไหนดี
โชคดีที่ขณะนี้คนที่อยู่ข้างหลังก็ก้าวไปขึ้นข้างหน้าในที่สุดพลางดึงนางไปข้างหลัง จากนั้นจึงเงยหน้ามองคนทั้งสองที่อยู่หน้าประตู พร้อมเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบและเย็นชาว่า
“ยังมีธุระอันใดอีกหรือไม่”
เจี่ยนเฟิงฉือผู้มีไหวพริบเป็นเลิศ รีบตั้งใจดึงมู่หงอวี่ออกจากสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
“ไม่มี! ไม่มีธุระอันใดแล้ว! คืนนี้เราไม่เคยผ่านมาที่นี่! ลาก่อน!”
มู่หงอวี่ยังพยายามดิ้นรน เสียงเลือนรางดังลอดออกมา
คงไม่ต้องให้คนอื่นมาวุ่นวาย
มู่หงอวี่มองเขา แต่ยังรู้สึกกังวลใจอยู่เล็กน้อย
เหตุการณ์ในงานเลือกคู่วันนี้ ได้พิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่า ถวนจื่อไม่มีทางสู้ชายเจ้าเล่ห์ผู้นี้ได้เลย!
นาง…
มู่หงอวี่มีฝีมือไม่ธรรมดา เจี่ยนเฟิงฉือจึงไม่กล้าลงมือจริงจัง จึงทำให้สถานการณ์หยุดชะงักไปชั่วขณะ
เขาคิดไปคิดมา ในที่สุดก็ยับเข้าไปใกล้และกระซิบข้างหูของมู่หงอวี่ พร้อมทั้งวางคางลงบนไหล่ของนาง
“หงอวี่ ข้าปวดหัว”
มู่หงอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองเขา
ชายผู้นี้กำลังจ้องมองนาง คิ้วขมวดเล็กน้อย ท่าทางดูเหมือนกำลังเจ็บปวดอย่างมาก
หัวใจของนางพลันอ่อนยวบลง
เจี่ยนเฟิงฉือพึมพำเบาๆ อีกครั้ง
“จื่อเฉินทะนุถนอมถวนจื่อยิ่งกว่าใคร อย่ากังวลไปเลย…”
มู่หงอวี่จึงยอมปล่อยพวกเขาไป และยังหันกลับไปมองจื่อเฉินแวบหนึ่งแล้วค่อยๆ ประคองเจียนเฟิงฉือ
กลับไป
หลังจากที่ทั้งสองเดินไปไม่กี่ก้าวเจี่ยนเฟิงฉือก็แอบหันกลับไปก่อนจะชูนิ้วโป้งให้จื่อเฉิน
เขายอมรับด้วยความจริงใจ
แม้ว่าเขามักจะคิดว่าตัวเองเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ แต่ในเรื่องของความรักเขากลับได้รับความเจ็บปวดมาไม่น้อย
แล้วจื่อเฉินล่ะ?
ทั้งโลกต่างมองว่าเขาเป็นคนเย็นชา ไม่แยแสและอวดดี คงไม่แต่งงานไปทั้งชีวิต
ใครจะคาดคิดว่า เพียงไม่ลงมือก็แล้วไป แต่คราใดที่ลงมือ…กลับคว้าชัยได้ในพริบตา!
เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองเงาร่างของทั้งสองที่พิงกันอยู่ ในที่สุดจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ขอแสดงความยินดี”
เจี่ยนเฟิงฉือหัวเราะออกมา มู่หงอวี่จึงเอานิ้วจิ้มไปที่เอวของเขา
“หัวเราะอันใดหรือ”
มุมปากของเจี่ยนเฟิงฉือยิ้มลึกขึ้น ก่อนจะจับมือนางขึ้นมา และประทับจูบลงบนหลังมือเบาๆ
“ไม่มีอันใด”
ขณะนี้ทั้งสองคนเดินออกมาจากลานแล้ว
รอบด้านเงียบสงัดไร้ผู้คน
มู่หงอวี่ชะงักฝีเท้าพลางเงยหน้าขึ้นมองเขา
“เจี่ยนเฟิงฉือ เจ้าไม่ได้เมาใช่หรือไม่”
เจี่ยนเฟิงฉือมองดวงตากลมโตของนางที่ใสกระจ่างอยู่นาน ก่อนจะหัวเราะเบาๆ และก้มลงจูบริมฝีปากของนางอย่างแผ่วเบา
ทันใดนั้นราวกับมีประกายไฟแผ่ซ่านไปทั่วผสานกับกลิ่นสุราที่หวานหอม
เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ น้ำเสียงแฝงด้วยรอยยิ้มราวกับแสร้งเมา
“เจ้ารู้มานานแล้วไม่ใช่หรือ”
มู่หงอวี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า จับคอเสื้อของเขาไว้แน่นและก้าวเข้าไปใกล้พร้อมกับเขย่งปลายเท้าขึ้นและจูบตอบกลับไป
ใช่!
นางรู้ทั้งหมด
แต่นางเลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ ในยามที่เขาเดินมาถึงเก้าสิบเก้าก้าว นางจึงยอมก้าวออกไปอีกเพียงหนึ่งก้าว
…
เงาร่างของคนทั้งสองหายลับไปในทันที
ความกล้าหาญและอวดเก่งก่อนหน้านี้คล้ายกับลูกโป่งที่ถูกเจาะจนแตกจากการมาถึงอย่างกะทันหันของเจี่ยนเฟิงฉือ เหลือไว้เพียงความอับอายเท่านั้น
นางดูสับสนอย่างมาก เหมือนยังคิดไม่ออกว่าจะอธิบายเรื่องนี้อย่างใดดี ท่าทางดูหมดหนทางอย่างเห็นได้ชัด
จื่อเฉินยืนพิงประตูห้องอย่างผ่อนคลายพลางมองนางอยู่เงียบๆ
ถวนจื่อลูบที่คางเบาๆ และพูดขึ้นว่า
“ถ้าอย่างนั้น…ข้ากลับก่อนนะ?”
“ตกลง”
ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำของจื่อเฉินก็ดังขึ้นในห้องอันเงียบสงัดจนทุกสิ่งแทบหยุดชะงักลง
ถวนจื่อตะลึงงันและเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสีหน้างุนงง
“อ๋า?”
จื่อเฉินกวักมือเรียกนาง
ถวนจื่อไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอันใด แต่ก็เดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย
จื่อเฉินมองท่าทางเชื่อฟังของนาง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะของนาง นิ้วมือเรียวยาวขยับเบาๆ และแตะเส้นด้ายสีแดงที่พันอยู่ในเส้นผมดำขลับของนาง
กระดิ่งทองส่งเสียงเบาๆ สดใสก้องกังวาน
ถวนจื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่จื่อเฉินจ้องมาที่นางอย่างตั้งใจ
นางเริ่มรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาเล็กน้อย
ครู่ต่อมานางก็ได้ยินเขาพูดขึ้นว่า
“ข้าบอกได้ว่าข้าชอบเจ้าก่อนจริงๆ และเร็วกว่าที่เจ้าคิดเสียอีก”
แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัวว่า ความรู้สึกบางอย่างได้หยั่งรากลงในใจแล้ว
เพียงรอโอกาส มันก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนบดบังท้องฟ้าและแสงแดด จากนั้นก็ปกคลุมตัวเขาไว้ทั้งหมด
ถวนจื่อเพิ่งจะเข้าใจว่าเขากำลังตอบคำถามที่นางเคยถามไว้ก่อนหน้านี้
หัวใจของนางพลันเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
แม้จะคาดเดาได้ แต่เมื่อได้ยินกับหู ความรู้สึกกลับแตกต่างออกไป
จื่อเฉินบีบหูของนางเบาๆ พลางปลอบโยนด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
“ดังนั้นตอนนี้เจ้าก็ลองคิดดูว่าจะกำหนดวันแต่งงานเมื่อไรดี”
[1] เสือกระดาษ หมายถึง ดูน่าเกรงขามแต่ไร้อำนาจและไม่อาจทนการต่อต้านได้