ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 83 โปรดพยายาม
“ไม่ได้นะ!”
หรงเสี่ยวสวินดึงผ้าห่มออก และลุกขึ้นจากเตียงทันที
เขากับท่านพี่กว่าจะแย่งชิงโอกาสจากท่านพ่อมาได้ครั้งหนึ่งก็ยากลำบากนัก ทั้งยังต้องใช้ความคิดวางแผนกันอยู่ไม่น้อย เหตุใดผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่พวกเขาคิดไว้เลยล่ะ!?
หรงซิวเลิกคิ้วขึ้น พลางเหลือบมองเจ้าก้อนน้อยทั้งสอง
“หลับแล้วไม่ใช่หรือ”
หรงเสี่ยวสวินนิ่งเงียบไป
อ่า…ดูเหมือนว่า…จะมีอันใดผิดพลาดไปเล็กน้อย…
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง จู่ๆ สายตาพลันเหม่อลอย จากนั้นจึงค่อยๆ ล้มตัวลงนอนกลับไปอีกครั้ง มือเล็กๆ กอดผ้าห่มไว้แน่น ท่าทางเหมือนกำลังละเมอ พลางเอ่ยถามด้วยเสียงน่ารักว่า
“ท่านแม่บอกแล้วว่าจะนอนกับข้าและท่านพี่ หรือว่าข้ากำลังฝันไป”
เขายกมือขึ้นกุมหน้าผาก เหมือนยังไม่ได้สติกลับมา จากนั้นก็ตีตัวเองเบาๆ ราวกับกำลังพูดกล่อมตัวเองให้หลับ
“หรงเสี่ยวสวินเด็กดี หลับซะนะ”
จากนั้นเขาก็หลับตาลงอย่างระมัดระวังและตั้งใจ ทำเหมือนไม่มีอันใดเกิดขึ้น
ฉู่หลิวเยว่ “…”
หรงซิวยกมุมปากขึ้น
เขาเหลือบมองไปอีกฝั่งหนึ่ง เห็นหรงเสี่ยวเหยี่ยนที่ไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัว ราวกับนอนหลับสนิท จากนั้นหรงซิวจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“เจ้าสอนน้องชายเช่นนี้หรือ”
ความขายหน้าเช่นนี้เป็นสิ่งที่หรงเสี่ยวเหยี่ยน ผู้ภาคภูมิใจในตัวเองอย่างยิ่ง ไม่มีทางทนได้
เมื่อประกอบกับใบหน้าที่ดูสุขุมเยือกเย็นราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย อันที่จริงก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ความน่ารักที่ขัดแย้งกันอย่างลงตัวจนอดเอ็นดูไม่ได้
เขาเม้มปาก ก่อนจะตอบโต้ด้วยท่าทางจริงจัง
“เขาเป็นลูกของท่าน”
ความหมายก็คือ…ความฉลาดเช่นนี้เหมือนใคร ยังต้องถามอีกหรือ
หรงซิวหรี่ตาลงเล็กน้อย
หรงเสี่ยวเหยี่ยนสบตากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว
บรรยากาศรอบด้านดูเหมือนจะค่อยๆ หยุดชะงักลง
ฉู่หลิวเยว่ที่ยืนมองอยู่ข้างๆ คิ้วกระตุกไม่หยุด
หรงเสี่ยวเหยี่ยนช่างเหมือนกับหรงซิวอย่างมาก ไม่ว่าจะหน้าตาหรือนิสัย
ตอนนี้คนตัวใหญ่และคนตัวเล็กมายืนอยู่ด้วยกัน ช่างเหมือนกับถูกหลอมขึ้นมาจากแม่พิมพ์เดียวกันไม่มีผิด
ช่างน่าปวดหัวยิ่งนัก
หรงซิวยกมือขึ้น ปลายนิ้วทำลายแสงสีเงินแดงแตกสลายอย่างง่ายดาย
เดิมทีหรงเสี่ยวสวินกําลังแอบลืมตามองอยู่ เมื่อเห็นฉากนี้ หัวใจดวงน้อยพลันเต้นแรงขึ้นในเวลาต่อมา
หรงซิวถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า
“คิดว่าสร้างเขตอาณาเขตเซียนเทพจ็ดชั้นและซ้อนทับด้วยค่ายกลระดับยอดราชันปรมาจารย์ก็เพียงพอแล้วอย่างนั้นหรือ”
ตั้งแต่ตอนที่หรงซิวเดินเข้ามา หรงเสี่ยวเหยี่ยนก็รู้อยู่แล้วว่า วิธีการของพวกเขานั้นไม่มีทางรอดพ้นสายตาของท่านพ่อไปได้
แต่จะให้เขายอมรับเรื่องนี้ กลับยากอยู่ไม่น้อย
โดยเฉพาะท่านแม่ก็อยู่ด้วย
เขาได้แต่นิ่งเงียบไป
แต่หรงเสี่ยวสวินกลับสัมผัสได้ถึงภัยอันตราย หลังจากลังเลอยู่นาน ก็พลิกตัวลุกขึ้นมา
“ท่านพ่อ! อาณาเขตเซียนเทพทั้งเจ็ดนั้นข้าไม่ได้เป็นคนทำ!”
เขากะพริบตาปริบๆ พลางจ้องมองด้วยแววตาคาดหวังและกระตือรือร้น
“เสี่ยวสวินรักท่านพ่อที่สุด แล้วเหตุใดต้องสร้างปัญหาให้ท่านพ่อด้วยเล่า!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ภายในห้องพลันเงียบลงทันที
ยากนักที่จะเห็นหรงซิวชะงักไปครู่หนึ่ง
ฉู่หลิวเยว่เริ่มสงสัยตัวเองพลางพูดขึ้น “…ตอนข้าเด็กๆ ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้นี่…”
หรงเสี่ยวเหยี่ยนที่ถูกขายโดยไม่ทันระวังตัว จึงหันมามองน้องชายด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
แต่หรงเสี่ยวสวินกลับไม่มีท่าทีหวาดกลัว
เขารู้สถานการณ์ดีอยู่แล้ว จึงเลือกที่จะเมินหรงเสี่ยวเหยี่ยนที่อยู่ข้างๆ จากนั้นก็ขยี้ตาเล็กน้อย แล้วก้าวขาสั้นๆ ตรงไปหาหรงซิว ก่อนจะโผเข้าไปกอดพร้อมพูดเสียงหวานออดอ้อนขึ้นว่า
“ท่านพ่อ! จริงๆ แล้วข้ากับท่านพี่คิดว่าคืนนี้ท่านพ่อคงไม่มาแล้ว หากท่านแม่ต้องนอนคนเดียวอาจจะกลัว พวกเราถึงได้มาที่นี่! แต่ตอนนี้ท่านพ่อมาแล้ว เช่นนั้น…นั้นพวกเราก็วางใจได้แล้ว!”
เขาเงยหน้าขึ้น พลางกะพริบตากลมโตสีดำสนิทคู่นั้น
“ท่านพ่อบอกไม่ใช่หรือว่าข้ากับท่านพี่ก็ต้องปกป้องท่านแม่ให้ดีเช่นกัน?”
คำพูดนี้ทำให้อารมณ์ขององค์จักรพรรดิเทพอ่อนลงอย่างมาก
เขาเลิกคิ้วขึ้น พลางมองหรงเสี่ยวสวินอยู่ครู่หนึ่ง
อันที่จริงก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้น เด็กคนนี้ยังพอสั่งสอนได้
สีหน้าและแววตาของเขาดูอ่อนโยนลงมาก หรงเสี่ยวสวินโล่งใจในที่สุด
ดูเหมือนว่าวันนี้จะรอดพ้นจากเรื่องยุ่งยากได้แล้ว!
ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังไม่ทันได้คลี่ออก ก็ได้ยินท่านพ่อพูดช้าๆ ขึ้นว่า
“ที่เจ้าพูดมาก็ไม่ผิด แต่ทั้งตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงเจ้ากับแม่ของเจ้าเท่านั้นที่มีอาณาเขตเซียนเทพสีนี้”
ร่างของหรงเสี่ยวสวินชะงักทันที
หรงเสี่ยวสวินมุ่ยปากเล็กน้อย ในที่สุดก็วิ่งหนีไปทันที
เขาวิ่งด้วยความเร็วที่สุด เพียงพริบตาเดียวก็ไปถึงหน้าประตู!
ฉู่หลิวเยว่ตกใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อมองเห็นรองเท้าสีชมพูอ่อนที่เท้าของหรงเสี่ยวสวินอย่างเด่นชัด นางก็นิ่งเงียบกว่าเดิม
แน่นอนว่าหรงซิวก็เห็นเช่นกัน แต่กลับไม่ได้สนใจ
ตั้งแต่วันที่รู้ว่าให้กำเนิดลูกชายสองคน เขาก็พอจะคาดเดาได้ว่าวันแบบนี้ต้องมาถึง
ผลกระทบในเวลานั้นยิ่งกว่าตอนนี้มาก
ไม่พูดถึงเสียดีกว่า
แต่หรงเสี่ยวสวินกลับวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว พลางหอบหายใจแรงและดึงหรงเสี่ยวเหยี่ยนออกไป
“ท่านพี่! วิ่งเร็ว!”
หรงเสี่ยวเหยี่ยนหลุบตามองด้วยความไม่พอใจอย่างมาก ท่าทางเต็มไปด้วยการปฏิเสธอย่างชัดเจน
เขาจึงเบนตัวหลบอย่างง่ายดาย
หรงเสี่ยวสวินพูดขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ท่านพี่?”
ไม่กลัวว่าท่านพ่อจะโกรธหรือ
หรงเสี่ยวเหยี่ยนกลับตัดสินใจยอมแพ้
เขายืดตัวตรงเล็กน้อย ก่อนจะสบตากับหรงซิวอีกครั้ง
จากนั้นเขาก็จัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงให้เรียบร้อย พร้อมปัดเสื้อผ้าของตัวเอง ก่อนจะหันไปมองฉู่หลิวเยว่
“ท่านแม่ ข้าอยากได้น้องสาว”
พลังปราณรอบตัวหรงซิวพลันจางลงทันที สายตาที่มองไปยังลูกชายคนโตปรากฏแววพึงพอใจขึ้นมาอย่างหาได้ยาก
ฉู่หลิวเยว่ที่ถูกเรียก “?”
หรงเสี่ยวเหยี่ยนดูเหมือนไม่ได้สนใจ พลางพูดต่อว่า
“อันที่จริงช่วงนี้ข้าได้ยินท่านมหาปุโรหิตกับท่านปู่ไท่จู่พูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่พวกเขาเห็นว่าท่านแม่เหน็ดเหนื่อยอยู่แล้ว จึงไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ต่อหน้าท่าน แต่ว่า…เสี่ยวเหยี่ยนกับน้องโตกันแล้วและดูแลตัวเองได้ ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเรามากหรอกนะ ขอรับ”
ทว่าเป็นหรงซิวที่พูดขึ้นมาก่อนว่า
“เอาล่ะ เรื่องเหล่านี้พ่อกับแม่ของเจ้าเข้าใจดี เราจะจัดการเอง ตอนนี้ดึกมากแล้ว พวกเจ้ากลับไปนอนเถอะ”
หรงเสี่ยวเหยี่ยนพยักหน้าอย่างเรียบเฉย ก่อนจะเดินออกไปอย่างใจเย็น
เมื่อเทียบกับหรงเสี่ยวสวินที่วิ่งหนีไปอย่างลนลานเมื่อครู่ แท้จริงแล้วไม่รู้ว่าดีกว่ากันเพียงใด
เมื่อหรงเสี่ยวสวินเดินตามหลังไป และเห็นว่าท่านพ่อไม่ได้คิดจะเอาเรื่องพวกเขาจริงๆ ก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา
เขาเดินตามหรงเสี่ยวเหยี่ยนด้วยความนอบน้อมอย่างมาก
“ท่านพี่ เก่งจริงๆ!”
หรงเสี่ยวเหยี่ยนชะงักฝีเท้า ก่อนจะมองน้องชายด้วยสายตาสงสัย
จากนั้นเขาหันกลับมาและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“ท่านพ่อ คราวนี้ท่านช่วยให้ข้ามีน้องสาวที่ฉลาดกว่านี้หน่อยได้หรือไม่”
“ขอร้องท่านแล้ว”
…
เด็กน้อยสองคนถูกองค์จักรพรรดิเทพผู้ยิ่งใหญ่ไล่ออกไปอย่างไม่ไยดี
ฉู่หลิวเยว่หันไปมองบุรุษข้างกายที่มีสีหน้าเริ่มมืดมน แล้วอดขำไม่ได้
“พวกเขายังเด็ก เจ้าจะไปถือสาอันใดกับเด็กเล่า”
หรงซิวคว้าตัวนางเข้ามากอดในอ้อมแขน
“ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาได้นิสัยใครมา”
ฉู่หลิวเยว่ประคองใบหน้าของเขาไว้ ก่อนจะจูบลงเบาๆ พลางพูดปลอบว่า
“แบบนี้ยังโกรธอยู่อีกหรือไม่”
หรงซิวกระชับแขนให้แน่นขึ้น ผ่านไปครู่หนึ่งก็เผยรอยยิ้มออกมา
“เปล่าเสียหน่อย แต่ทำให้ข้านึกถึงบางเรื่อง”
เขากอดนางแน่นขึ้น พลางลูบเบาๆ ตรงเอวของนาง และซบใบหน้าลงบนไหล่ของนาง
เสียงที่มักจะทุ้มต่ำและเย็นชามาโดยตลอด บัดนี้กลับเจือด้วยความแหบแห้งอยู่บางส่วน
“ต้องพยายามๆ หน่อยแล้วล่ะ”
……………