ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 84 แรกพบ
หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืน ฉู่หลิวเยว่แทบจะจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองหลับไปเวลาใด
ความทรงจำสุดท้าย นางจำได้เพียงว่าเหมือนถูกอุ้มเข้าสู่อ้อมกอดกว้างอันอบอุ่น แม้ในขณะที่หลับเหมือนได้กลิ่นหอมเย็นจางๆ
นางเหนื่อยจนหมดเรี่ยวแรง ร่างกายอ่อนยวบพลางซบอยู่ในอ้อมกอดนั้น หน้าผากแนบอยู่กับแผ่นอกของเขา
เส้นผมสีดำขลับสยายออกอย่างเรียบลื่นและเบาสบาย
ขณะที่นางหลับตา ขนตาที่หนาและเรียวยาว ยังมีแสงเล็กๆ ลอดผ่าน
หรงซิวดูอิ่มเอมใจ ทว่าเขากลับไม่ง่วงนอนเลย พลางโอบกอดนางไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งจับมือนางไว้และจูบนิ้วเรียวขาวของนางอย่างแผ่วเบา
ฉู่หลิวเยว่รู้สึกถึงไออุ่นที่ปลายนิ้วของตัวเอง นางขยับตัวเล็กน้อย แต่กลับไม่มีแรงแม้แต่จะยกมือ ได้แต่ส่งเสียงอู้อี้ออกมาเบาๆ
ไม่รู้ว่านางตื่นหรือกำลังฝันอยู่
นางพึมพำเสียงแผ่วเบา
หรงซิวได้ยินไม่ชัด จึงขยับตัวเข้ามาใกล้
“เยว่เออร์?”
ริมฝีปากของเขาก็ประทับลงที่ลำคอของนาง
ฉู่หลิวเยว่ขยับตัวเล็กน้อย
คราวนี้เสียงของนางชัดเจนขึ้นมาบ้าง
“…เหตุใดเจ้าไม่…ยอมให้ข้าบ้าง…”
เสียงของนางแหบพร่าและนุ่มนวล ราวกับคำละเมอในฝัน แต่แฝงไว้ด้วยความน้อยใจเล็กน้อย ราวกับกำลังออดอ้อน ทั้งนุ่มนวลและอ่อนหวาน ชวนให้หลงใหลยิ่งนัก
ร่างกายของหรงซิวชะงักไปเล็กน้อย เขามองนางที่ดูอิดโรยจนลืมตาไม่ขึ้นแล้วกลับรู้สึกปวดใจ เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ ออกมา
“เช่นนี้ยังยอมให้ไม่พออีกหรือ”
หรงซิวขยับเข้าไปจูบที่หูของนาง ดูเหมือนกำลังกัดที่หูของนางเบาๆ
“ข้าว่าเจ้าคงไม่ได้หลับจริงๆ?”
ขณะที่พูด เขาออกแรงเล็กน้อย
ฉู่หลิวเยว่รู้สึกเจ็บจนลืมตาขึ้นมา ในดวงตาที่ยังคงพร่าเลือน ราวกับมีแสงไฟระยิบระยับไม่มีที่สิ้นสุด เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาอุ่นๆ มองดูแล้วยิ่งชวนให้หลงใหลยิ่งนัก
เดิมทีหรงซิวเพียงตั้งใจหยอกเย้าเท่านั้น แต่วินาทีที่นางมองเขาด้วยสายตาเช่นนั้น ก็พลันรู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที
เขาจ้องมองนาง
ฉู่หลิวเยว่เหมือนจะนึกอันใดขึ้นมาได้ นางกะพริบตาถี่ๆ หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งนางจึงพูดขึ้นคล้ายตำหนิว่า
“…ข้าหลับไปแล้ว เจ้าปลุกข้า”
หรงซิวถอนหายใจลึกๆ ก่อนจะตอบกลับไปว่า
“อย่าหลับเลยนะ”
เขาเข้ามาใกล้ พลางพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าข้าไม่ยอมตามใจเจ้าไม่ใช่หรือ เช่านั้นคราวนี้ข้าจะลองเปลี่ยนดูบ้าง เจ้าว่าอย่างใด”
ฉู่หลิวเยว่จ้องเขาด้วยความโกรธเคือง แต่กลับไม่ได้มีอำนาจข่มขู่เขาเลย
นางข่มอารมณ์ไว้ครู่หนึ่ง และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“…เรื่องนี้เจ้าต้องเรียนด้วยหรือ เมื่อก่อนตอนอยู่สำนักหลิงเซียว เจ้าเก่งนักไม่ใช่หรือ”
นางพูดถึงช่วงเวลาที่อยู่ในสำนักหลิงเซียว
หรงซิวตกใจไปครู่หนึ่ง ไม่คาดคิดว่าจู่ๆ นางจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูด
ในท้ายที่สุดเขาก็อดสงสารนางไม่ได้ และตั้งใจจะไม่ปล่อยให้นางต้องลำบากอีก เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาก็หยุดมือลง ก่อนจะยกขึ้นลูบเส้นผมของนางเบาๆ
“ตอนนั้น ข้าไม่ได้ยอมเจ้าทั้งหมดหรอกนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางก็ทำเสียงไม่พอใจขึ้นเบาๆ
“ไม่ต้องมาหลอกข้า แม้แต่มหาปุโรหิตยังรู้ว่าเจ้ายอมข้าอยู่ตลอด”
ไม่ใช่ว่านางไม่รู้ถึงพลังของหรงซิว
แต่หรงซิวกลับส่ายหน้า และอธิบายขึ้นอย่างจริงจัง
“หากอยู่ในขั้นพลังปราณเดียวกัน จริงๆ เจ้าเอาชนะข้าได้หลายครั้งแล้ว”
ฉู่หลิวเยว่เงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ “จริงหรือ”
“เป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน”
หรงซิวตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
เขาซ่อนพลังปราณของตัวเองไว้อย่างแนบเนียนมาโดยตลอด เพื่อปกป้องสถานะของนาง
เว้นแต่ในสถานการณ์จำเป็น เขาแทบไม่ต่างอันใดจากนักเรียนทั่วไปเลยในเวลาปกติ
“ตอนที่ข้าเข้าสำนัก ข้าเพิ่งทะลวงขั้นกึ่งเทพได้ เจ้าเองก็น่าจะรู้ดีที่สุดไม่ใช่หรือ”
หรงซิวหยิบปอยผมของนางขึ้นมาเล่น พลางยิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
ความคิดของฉู่หลิวเยว่ล่องลอยไปไกลตามคำพูดของเขา พร้อมกับความทรงจำในอดีตหลายเรื่องที่หวนกลับมา
หลังจากเงียบไปนาน นางจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
“ใช่ ตอนเจ้าเข้าสำนัก เจ้าเป็นแค่กึ่งเทพ แต่ในวันถัดมาก็ทะลวงขั้นกลายเป็นเทพขั้นสูงได้แล้ว เจ้าลืมไปแล้วหรือ”
เรื่องนี้สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั้งสำนักหลิงเซียวในตอนนั้น
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่เพียงแต่หรงซิวที่กลายเป็นที่รู้จัก แต่ชื่อเสียงของนางก็พลอยเลื่องลือไปด้วย
เพราะว่า… หากพูดตามตรง ตอนที่หรงซิวทะลวงขั้นเป็นเทพขั้นสูงนั้น มีความเกี่ยวข้องกับนางอยู่ไม่น้อย
หรงซิวเหมือนจะนึกอันใดบางอย่างออก จึงอดยิ้มไม่ได้ก่อนจะจูบนางเบาๆ
“เยว่เออร์ เจ้าจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้หรอกนะ หากไม่ใช่เพราะเจ้า เดิมทีข้าตั้งใจจะรอเจ้าเรียนจบจากสำนักหลิงเซียวและทะลวงขั้นเป็นเทพขั้นสูงเสียก่อน”
ในตอนนั้นนางเพิ่งเสร็จสิ้นการฝึกฝนจากทะเลทรายจันทราสีชาด และถูกตู๋กู่โม่เป่ากับคนของเขาส่งมายังอาณาจักรเสิ่นซวี่ด้วยวิธีพิเศษ
แม้นางอายุยังน้อย แต่กลับมีความกล้าหาญ ต่อให้ต้องเดินทางลำพัง นางก็ไม่เกรงกลัว และมุ่งหน้าไปยังสำนักหลิงเซียวตามคำสั่งของตู๋กู่โม่เป่าอย่างเคร่งครัด
แต่ในอาณาจักรเสิ่นซวี่ คนเช่นนางกลับเป็นเป้าหมายของการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน ราวกับลูกแกะรอเชือด และไม่นานก็ถูกโจมตีจากหลายฝ่าย
โชคดีที่นางได้พบกับหรงซิว
ชายหนุ่มคนเดียวเพียงลำพัง โดดเดี่ยวและหยิ่งทะนง ทว่าพลังในการต่อสู้กลับแข็งแกร่งอย่างมาก
ดังนั้นทั้งสองจึงร่วมมือกันและช่วยกันฝ่าฟันออกมา
หลังจากจัดการกับปัญหาเรียบร้อยแล้ว พวกเขาต่างหมดเรี่ยวแรง จึงเลือกพักกันตรงนั้นท่ามกลางพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและคราบเลือด
พวกเขานั่งล้อมรอบกองไฟ เปลวไฟที่ร้อนระอุลุกโชนในคืนที่หนาวเย็น ทำให้ยิ่งรู้สึกอบอุ่นเป็นพิเศษ
บนร่างของนางยังมีคราบเลือดติดอยู่ แต่ดูเหมือนนางไม่ได้ใส่ใจนัก นางหันหน้าไปมองชายหนุ่มในชุดขาวที่นั่งอยู่ข้างๆ
นางไม่เคยเห็นใบหน้าที่งดงามสูงศักดิ์เช่นนี้มาก่อน ราวกับรวบรวมความงามของโลกไว้ที่เขาทั้งหมด
เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงสายตาของนาง จึงก็หันมามอง ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำดุจมหาสมุทร สะท้อนภาพเล็กๆ ของนางไว้อย่างชัดเจน
พวกเขาสบตากันอยู่อย่างนั้น
ใบหน้าของนางค่อยๆ แดงระเรื่อขึ้นทีละน้อย
หลังจากเงียบไปนาน นางจึงเอ่ยถามขึ้น “แล้วต่อไป เจ้าจะไปที่ไหน”
เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบในทันที แต่กลับย้อนถามนางว่า
“แล้วเจ้าล่ะ?”
เสียงเยียบเย็นแต่ไพเราะน่าฟัง
แม้จะเป็นคนแปลกหน้า แต่นางกลับละทิ้งความระแวดระวังและป้องกันตัวไปโดยไม่รู้ตัว
ราวกับลืมคำเตือนที่ให้ไว้กับตัวเองก่อนออกเดินทาง นางตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ข้าจะไปสำนักหลิงเซียว”
จากนั้น นางก็เห็นมุมปากของชายหนุ่มโค้งขึ้นเล็กน้อย
“ช่างบังเอิญนัก ข้าก็เช่นกัน”
……………