ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 85 ของเขา
สำนักหลิงเซียวถือเป็นสำนักอันดับต้นๆ ของอาณาจักรเสิ่นซวี่ แต่ละปีมีอัจฉริยะนับไม่ถ้วนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมา เพียงหวังว่าจะสามารถก้าวผ่านประตูบานนั้นและกลายเป็นศิษย์ของสำนักได้
ส่วนเมืองฝางโจวซึ่งเป็นจุดประเมินแห่งเดียวของสำนักหลิงเซียว ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลกันมาอย่างไม่ขาดสาย บรรยากาศคึกคักอยู่ตลอดทั้งปี
ในเช้าตรู่ ณ ที่แห่งหนึ่งในเมือง ฝูงชนก็เริ่มต่อแถวยาวเหยียด
ผู้อาวุโสฮวาเฟิงนั่งอยู่หลังโต๊ะ มองภาพตรงหน้าอย่างเคยชิน พร้อมจัดการทดสอบเด็กหนุ่มสาวที่เดินทางมาจากทุกสารทิศอย่างเป็นระเบียบ.
“อายุยี่สิบเอ็ดปี จอมยุทธ์ระดับเจ็ด ตกรอบ”
เขามองผลการทดสอบแวบหนึ่งก่อนส่ายหน้า
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงและซีดลงสลับกัน ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย ดวงตาเผยความเสียใจและผิดหวังอย่างชัดเจน
เขาต่อสู้ดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านผู้อาวุโส ข้าใกล้จะทะลวงขั้นสู่ระดับแปดแล้ว ท่านพอจะให้โอกาสข้าสักครั้งได้หรือไม่”
ผู้อาวุโสฮวาเฟิงยิ้มเล็กน้อย แต่คำตอบของเขากลับหนักแน่นอย่างมาก
“เช่นนั้นก็รอให้เจ้าทะลวงขั้นได้ก่อน แล้วค่อยกลับมา”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็เข้าใจในทันทีว่าไม่มีโอกาสเหลืออีกแล้ว
เด็กหนุ่มกัดฟันแน่น ก่อนจะทำความเคารพแล้วหมุนตัวเดินจากไป ท่าทางดูเหมือนยังคงเหม่อลอยอยู่บางส่วน
คนที่ยังต่อแถวอยู่ด้านหลังเมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ต่างพากันตกตะลึง
“อายุยี่สิบเอ็ด จอมยุทธ์ระดับเจ็ด นับว่ามีพรสวรรค์ไม่เลวเลยนะ! ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกคัดออกเช่นนี้”
“สมแล้วที่เป็นสำนักลิงเซียว มาตรฐานเข้มงวดจริงๆ…”
“แม้แต่อัจฉริยะกับอัจฉริยะก็ยังมีความแตกต่างเช่นกัน คนที่จะเข้าสำนักหลิงเซียวได้ แน่นอนว่าต้องเป็นระดับสุดยอดเท่านั้น! ได้ยินว่าที่นี่รับสมัครคนทุกวัน แต่ในหนึ่งเดือนก็อาจจะมีคนผ่านไม่กี่คนเท่านั้น…”
“คนต่อไป”
เด็กหนุ่มที่อยู่ด้านล่างก้าวขึ้นมาข้างหน้าในทันที
…
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ในที่สุดจำนวนคนที่รออยู่ก็เริ่มลดน้อยลง
แถวที่ยาวเหยียดในตอนกลางวันแทบจะหมดไปแล้ว
ผู้อาวุโสฮวาเฟิงตรวจสอบคนสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย ในที่สุดก็ได้พักหายใจบ้าง เขานวดไหล่และคอที่เมื่อยล้า ก่อนจะเอนตัวพิงเก้าอี้
ในตอนนี้เวลาเฝ้ายามของเขาเหลือเพียงแค่หนึ่งเค่อ[1]เท่านั้น
ผู้อาวุโสเหวินซีที่มารับช่วงต่อเดินเข้ามาจากด้านหลังพลางมองเขาแล้วหัวเราะชอบใจ
“เป็นอย่างใดบ้าง วันนี้ไม่เจอคนมีพรสวรรค์บ้างเลยหรือ”
ผู้อาวุโสเหวินซีแค่นหัวเราะเบาๆ
“ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ”
คนที่กล้ามาที่นี่ ส่วนใหญ่ล้วนมีพรสวรรค์อยู่บ้าง
บางคนอาจเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในอาณาเขตของตนเอง แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าตาพวกเขาได้เสมอไป
สิ่งที่สำนักหลิงเซียวไม่เคยขาดเลยก็คือคนที่มีพรสวรรค์ระดับสูงสุด
เหล่าผู้อาวุโสในสำนักล้วนมีสายตาที่มองการณ์ไกลและมาตรฐานสูงมาก จึงไม่ค่อยมีใครที่พวกเขาจะยอมรับได้ง่ายๆ
ผู้อาวุโสฮวาเฟิงลุกขึ้นพลางปัดมือเบาๆ
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้ามาแล้ว ข้าก็ขอมอบหน้าที่นี้ต่อให้เจ้าเลยแล้วกัน”
ผู้อาวุโสเหวินซีเหลือบมองเขาด้วยความไม่พอใจ
อย่างใดก็ตาม ยังไม่ทันที่เขาจะปฏิเสธ ก็พลันได้ยินเสียงที่ไพเราะสดใสดังขึ้น
“ผู้อาวุโสทั้งสอง ที่นี่คือจุดรับสมัครของสำนักหลิงเซียวใช่หรือไม่”
เสียงนั้นไพเราะดุจหยกกระทบกัน ในชั่วพริบตาเดียวราวกับทำให้ค่ำคืนที่อบอ้าวนี้มีความเย็นสดชื่นแผ่ซ่านเข้ามาสู่หัวใจ
คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือเด็กหนุ่มและเด็กสาวคู่ ดูแล้วอายุไม่น่าเกินสิบเจ็ดหรือสิบแปดปี
ในฐานะผู้อาวุโสของสำนักหลิงเซียว พวกเขาเคยพบเจอเด็กวัยนี้มามากมายนัก
ทว่าครั้งนี้ เมื่อมองทั้งสองคนที่ยืนเคียงข้างกัน ผู้อาวุโสทั้งสองกลับตกตะลึงและชะงักงันไปในทันที
เพราะว่า…
ทั้งสองคนนี้มีช่างงดงามยิ่งนัก
เด็กสาวสวมชุดสีแดงเข้ม เข็มขัดหยกสีดำรัดช่วงเอวบางไว้อย่างพอเหมาะ ผมยาวดำขลับถูกมัดไว้อย่างเรียบง่าย เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามหมดจด
แม้ว่าบนใบหน้าจะอ่อนเยาว์อยู่หลายส่วน แต่ก็ไม่ยากที่จะจินตนาการว่าในอนาคตนางจะมีความงามที่สะกดทุกสายตาได้เพียงใด
นางยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมรอยยิ้ม ที่ดูเหมือนจะบดบังทุกสิ่งรอบตัวนาง
ไม่ นี่ไม่รวมถึงเด็กหนุ่มในชุดขาวที่ยืนอยู่ข้างนาง
เขามีร่างสูงโปร่งและสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ดวงตาและคิ้วแฝงไว้ด้วยความเย็นชาเล็กน้อย ทำให้เขาดูสูงศักดิ์และเยือกเย็นในคราวเดียวกัน.
ทั้งสองคนยืนอยู่ด้วยกัน ราวกับเป็นคู่ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมและอิจฉา
ความงดงามเช่นนี้ แม้แต่ผู้อาวุโสทั้งสองที่เห็นอันใดมามากมาย ก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้
คนที่พูดขึ้นคือเด็กสาวคนนั้น
นางยิ้มมุมปากพลางเอ่ยขึ้น
“พวกเรามาช้าไปหรือไม่”
ผู้อาวุโสทั้งสองสบตากัน
ตามปกติในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขามักจะให้คนกลับไปก่อนแล้วรอทดสอบในวันถัดไป
แต่เด็กสองคนนี้หน้าตางดงามมาก โดยเฉพาะเด็กสาว เมื่อยิ้มแล้วก็ยิ่งยากที่จะปฏิเสธ
อย่างใดก็มีแค่สองคน คงใช้เวลาทดสอบไม่นานนัก
ทว่าสาวน้อยคนนั้นกลับไม่ได้ตอบทันที แต่หันไปมองเด็กหนุ่มข้างกาย พร้อมรอยยิ้มบางๆ
“เจ้าเริ่มก่อน?”
เดิมทีเด็กหนุ่มมีสีหน้าสงบนิ่งเยือกเย็น กลับอ่อนลงในทันที เขามองสาวน้อยคนนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
เจ้าเริ่มก่อนเถอะ”
สาวน้อยกลับดูไม่แปลกใจอันใด เพียงแต่เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้และเอ่ยเสียงเบาขึ้นว่า
“เจ้าไม่ได้คิดจะรอดูผลทดสอบของข้า แล้วตั้งใจจะทำคะแนนให้เท่ากับข้าใช่หรือไม่?”
ตลอดเวลาที่เดินทางมาด้วยกัน นางพบว่าเด็กหนุ่มคนนี้ดูสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง เพียงแต่…ลึกลับเกินไป
เวลาที่เขาลงมือ ดูเหมือนมักจะปิดบังอันใดบางอย่างไว้
แม้ในช่วงเวลาความเป็นความตาย เขาก็ยังคงสงบนิ่งและใจเย็น
นางคาดเดาว่า คนผู้นี้จงใจซ่อนพลังที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้
นางตั้งใจว่าจะใช้โอกาสในการทดสอบนี้เพื่อสืบดูความลับของเขา แต่ไม่คาดคิดว่า…
เมื่อนางขยับเข้าไปใกล้อย่างกะทันหัน ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะไม่ทันตั้งตัว เมื่อสัมผัสถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่หอมเย็น เขาจึงชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้นริมฝีปากบางแดงระเรื่อของเขาก็โค้งขึ้นเล็กน้อย
“ในเมื่อเจ้าต้องการ เช่นนั้นข้าจะเริ่มก่อน”
พูดจบ เขาก็ก้าวไปข้างหน้า
ผู้อาวุโสทั้งสองที่อยู่ด้านข้างได้ยินบทสนทนาของทั้งสองอย่างชัดเจน จนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เด็กหนุ่มสาวสมัยนี้ ช่างมั่นใจในตัวเองเกินไป?
ถึงขนาดกล้าดีอย่างใดมาบอกว่าสามารถควบคุมผลการทดสอบได้?
คนที่มาที่นี่ล้วนแต่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อแสดงพรสวรรค์ของตนเองออกมา?
ถึงแม้สองคนนี้จะหน้าตาดี แต่ท่าทางและคำพูดนี้ช่างหยิ่งยโสเกินไป
ยังไม่แน่ว่าจะสอบเข้าได้จริงๆ แต่กลับคิดจะปิดบังความสามารถไว้เสียแล้ว?
เด็กหนุ่มคนนั้นวางมือลงบนหยกที่ใช้สำหรับการทดสอบ
เขารวบรวมพลังต้นกำเนิดภายในร่าง ก่อตั้วขึ้นแล้วส่งพลังเข้าไป
พรึบ!
คลื่นพลังอันน่าตกใจแผ่ขยายออกมาจากหยกชิ้นนั้น!
จากนั้นตัวอักษรที่สว่างวาบก็ปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของผู้อาวุโสทั้งสอง!
…อายุสิบเจ็ดปี เป็นกึ่งเทพ!
กึ่งเทพ?
“กึ่งเทพที่อายุไม่ถึงยี่สิบปี!?”
มือของผู้อาวุโสฮวาเฟิงสั่นระรัวและเอ่ยถามขึ้น
“เจ้า…เจ้าชื่ออันใด”
เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หรงซิว”
สำหรับผลเช่นนี้ ดูเหมือนเขาไม่ได้แปลกใจนัก และรีบถอนมือกลับแล้วมองไปยังเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างหลัง
เด็กสาวเอียงหน้ามองเขาแวบหนึ่ง และตกใจชั่วครู่ แต่ไม่นานก็แสดงสีหน้าที่เหมือนเข้าใจอันใดบางอย่างขึ้นมา
“ที่แท้…”
นางพูดพึมพำเสียงเบา พลางก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะวางมือลง
นางย่นจมูกเล็กน้อยและฮึดฮัดเบาๆ
“ข้าสู้เจ้าไม่ได้อยู่แล้ว”
เมื่อคำพูดจบลง ตัวอักษรที่เปล่งประกายอีกบรรทัดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นทันที
…อายุสิบแปดปี แต่อยู่ระดับเก้าในระดับสูงสุด!
แม้จะไม่อาจเทียบเท่ากับเด็กหนุ่มคนนั้น แต่ในสำนักหลิงเซียวก็ถือว่าเป็นพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง!
ผู้อาวุโสเหวินซีเบิกตากว้างและพูดขึ้น
“ชื่อ ชื่อของเจ้า…”
สาวน้อยคนนั้นส่งเสียง “เอ๊ะ” ขึ้นมาเบาๆ
ใช้ชื่อเดิมดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะนัก
ดวงตาของนางเป็นประกาย และเผยรอยยิ้มออกมา
“ข้ามีชื่อเดียวว่า เยว่ ส่วนแซ่ของข้า…”
นางยื่นมือออกไป นิ้วเรียวขาวชี้ไปยังเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆ พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“หรง ก็คือแซ่ของเขาผู้นั้น”
[1] หนึ่งเค่อ หมายถึง สิบห้านาที