ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 89 ชอบสิ
หรงซิวกลายเป็นคนมีชื่อเสียงในการต่อสู้เพียงครั้งเดียว
ตลอดเวลาอันยาวนานที่สำนักหลิงเซียวดำรงอยู่ เรียกได้ว่าได้รวบรวมเหล่าอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศ
แต่คนอย่างหรงซิว ที่สามารถทะลวงขั้นเทพขึ้นไปได้ในวันที่สองหลังเข้าเรียน และยังครองอันดับหนึ่งในงานประลองจอมยุทธ์ชิงอวิ๋นนั้นกลับไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยในอดีต
อันที่จริงนี่ถือว่าเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์
…
บนยอดเขาแห่งหนึ่งใต้ศาลามีคนผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่เพียงลำพัง
เป็นซั่งกวนเยว่
กระดานหมากรุกที่อยู่ตรงหน้านั้นมีหมากรุกสีขาวและสีดำกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
การเล่นหมากรุกกับตัวเอง คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะดูเงียบเหงาไปบ้าง
แต่นางติดเป็นนิสัยเช่นนี้มาหลายปีแล้ว
นางมีพรสวรรค์สูงส่งในด้านปรมาจารย์ค่ายกล ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในเกมหมากรุกนี้
ช่วงเวลาที่อยู่ในเทียนลิ่ง อย่าว่าแต่คนรุ่นเดียวกันเลย แม้แต่ผู้อาวุโสในราชสำนักก็ไม่สามารถเอาชนะนางได้
นานวันเข้านางก็รู้สึกว่าการอยู่กับตัวเองดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
แต่วันนี้นางกลับจิตใจล่องลอย
…นางกดดันอย่างมาก
หลังจากเข้าสู่สำนักหลิงเซียว การทดสอบครั้งแรกกำลังจะเริ่มขึ้น
แต่นางยังไม่ได้ทะลวงขั้นเป็นกึ่งเทพเลย
ระหว่างนางกับหรงซิวจึงห่างกันอยู่ระดับหนึ่ง!
ด้วยพลังของนางในตอนนี้ ไม่ว่าอย่างใดก็ไม่อาจเอาชนะหรงซิวได้…
ทันใดนั้นมือเรียวยาวก็ยื่นมาจากด้านหลัง ผ่านไหล่ของนาง ก่อนจะหยิบหมากในมือของนางไป
ปลายนิ้วสัมผัสกันเบาๆ ความอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาชั่วขณะ
นางไม่ทันตั้งตัว หมากในมือก็ถูกอีกฝ่ายถือไว้เรียบร้อยแล้ว
นางตกใจพลางหันไปมอง
ไม่รู้ว่าหรงซิวมาอยู่ด้านหลังนางตั้งแต่เมื่อไร
หมากสีดำในมือของเขาถูกหนีบไว้อย่างเบามือ ยิ่งขับให้ผิวของเขาดูงดงามดุจหยก
ทว่าวันนี้เขาสวมชุดสีดำสนิท ทำให้ดูเยือกเย็นและแฝงความดุดันขึ้นอย่างน่าประหลาด
“หรงซิว?”
หรงซิวมองกระดานหมากรุกอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงเรียกเขาไม่ได้ตอบทันที แต่กลับโน้มตัวลงเล็กน้อย
ทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก การขยับตัวของเขายิ่งทำให้ได้ยินเสียงลมหายใจอย่างชัดเจน
ซั่งกวนเยว่สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันผสานกับกลิ่นหอมเย็นจางๆ ที่ล้อมรอบตัวนางอยู่
นางตัวแข็งทื่อโดยไม่รู้ตัว และเผลอกลั้นหายใจ
หรงซิวยื่นแขนยาวออกไป และด้วยเสียง “แปะ” ตัวหมากถูกก็วางลงบนกระดาน
จนกระทั่งเขาเอียงศีรษะเล็กน้อยและหันหน้ามามอง
เขาเลิกคิ้วพลางเชิดคางขึ้นเล็กน้อยและพูดขึ้นว่า
“ดูสิ วางตรงนี้เป็นอย่างใด”
เมื่อเขาเข้ามาใกล้ เสียงทุ้มลึกอันไพเราะของเขาราวกับสะกดใจผู้คนได้
ขนตายาวงอนของนางสั่นไหวเบาๆ อยู่หลายครั้ง
ใบหน้าอันงดงามที่อยู่ตรงหน้านั้นช่างทรงพลังจนยากจะต้านทาน
ไม่รู้เหตุใด จู่ๆ นางก็คิดถึงคำพูดของหรงซิวในวันนั้นที่งานประลองชิงอวิ๋น
คนตระกูลหรง…
“อื้ม?”
หรงซิวไม่รอคำตอบจากนาง จึงถามขึ้นอีกครั้ง
ซั่งกวนเยว่รีบดึงสติกลับมา สลัดความคิดที่ฟุ้งซ่านในใจ แล้วหันไปมองกระดานหมากรุก
หมากที่จนมุมได้ถูกทำลายแล้ว
นางยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย
“ที่แท้เจ้าก็เป็นปรมาจารย์ค่ายกลเหมือนกัน”
ก่อนหน้านี้หรงซิวไม่เคยแสดงพรสวรรค์หรือความสามารถใดๆ ในด้านนี้ออกมาเลย แต่นางกลับรู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ฝึกตนธรรมดาเท่านั้น
เป็นไปตามคาด
หรงซิวยิ้มเล็กน้อย ดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจที่นางคาดเดาได้ถูกต้อง
นางเงยหน้าขึ้นพลางยิ้มหน้าตาสดใส ดวงตาเปล่งประกายแฝงความเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
“ลองดูสิ?”
นางไม่เชื่อว่าหากเอาชนะผู้ฝึกตนไม่ได้ นางก็จะชนะปรมาจารย์ค่ายกลไม่ได้?
เมื่อหรงซิวเห็นรอยยิ้มของนาง ในใจพลันสั่นไหวขึ้นทันที
สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากแดงอวบอิ่มของนางอยู่ครู่หนึ่ง และลำคอก็ขยับขึ้นลงไปมา
“ได้”
จากนั้น เขาเบนสายตาออก ยืดตัวตรงและเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม
…
ในเมื่อคู่ต่อสู้เป็นหรงซิว ซั่งกวนเยว่ย่อมไม่กล้าประมาท
ไม่นานนัก นางก็พิสูจน์ให้เห็นว่า การคาดเดาของนางถูกต้อง…หรงซิวเองก็เป็นคู่ต่อสู้ที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน!
นางรวบรวมสมาธิอย่างเต็มที่และทุ่มเทพลังทั้งหมดในการเล่น
แปะ
หรงซิววางหมากตัวต่อไปลง
“เจ้าแพ้แล้ว”
ซั่งกวนเยว่มองที่กระดานหมากรุกอย่างเงียบๆ
นาง…ไม่ได้แพ้ให้กับคนรุ่นเดียวกันมาหลายปีแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางได้ผ่านการทดสอบอันแสนสาหัสในทะเลทรายจันทราสีชาด และในหัวของนางยังจดจำค่ายกลที่ซับซ้อนที่สุดไว้มากมาย แต่เหตุใดถึงยังแพ้ได้?
นางมองหรงซิวด้วยสายตาสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง
“…นับถือ”
ริมฝีปากของหรงซิวโค้งงอขึ้น
“เกมนี้ข้าชนะมาได้อย่างหวุดหวิด หลังจากการทดสอบของสำนัก ค่อยมาเล่นกันอีกรอบดีหรือไม่”
ซั่งกวนเยว่มีเหตุผลอันใดที่จะปฏิเสธได้เล่า
นางเริ่มเข้าใจวิธีการเล่นหมากรุกของหรงซิวแล้ว ครั้งหน้านางต้องชนะได้แน่!
“คำไหนคำนั้น!”
มีเสียงบางอย่างดังมาจากใต้เขา
นางลุกขึ้นยืนพลางพูดขึ้น
“เอาล่ะ นี่ก็มันเย็นมากแล้ว ถึงเวลากลับแล้ว…”
จู่ๆ เสียงของนางก็หยุดลงและมองไปข้างหน้า
“มีอันใดหรือ”
หรงซิวหันไปมองตามสายตาของนาง
ตรงนี้เป็นยอดเขา ด้านข้างเป็นหน้าผาชัน
ซั่งกวนเยว่พูดพึมพำเสียงเบาขึ้นว่า
“นี่คือ…บัวระบำ?”
เมื่อก่อนนางได้ยินเพียงชื่อเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าจะมาบัญเอิญเจอที่นี่
แต่…งดงามยิ่งนัก
หรงซิวมองด้านข้างนางพลางเอ่ยถามขึ้น
“เจ้าชอบ?”
ซั่งกวนเยว่ยิ้มและตอบกลับไปว่า
“ชอบสิ! บัวระบำนี้ร้อยปีจะบานครั้งนึง หนึ่งร้อยปีในการเติบโต และสามร้อยปีถึงจะออกดอก เช่นนั้นต้องรอถึงห้าร้อยปีเต็มเพื่อที่จะได้เห็นสิ่งนี้กับตา ซึ่งหายากมากจริงๆ”
นางเพ่งมองอีกครั้งพลางส่ายหน้าด้วยความเสียใจ
“น่าเสียดายที่ดอกนั้นดูเหมือนกำลังจะตาย”
นางถอนสายตากลับมาและพูดขึ้น
“พวกเราไปกันเถอะ”
สำนักหลิงเซียวจัดการทดสอบทุกเดือน
แต่ครั้งนี้กลับพิเศษเป็นอย่างยิ่ง
นักเรียนใหม่สองคนที่เพิ่งเข้ามา ได้เปลี่ยนมุมมองใหม่ของทุกคนในสำนักอีกครั้ง
หลังจากเป็นผู้ฝึกตนแล้ว ซั่งกวนเยว่ยังทะลวงขั้นเป็นปรมาจารย์ค่ายกลและเซียนหมอในเวลาเดียวกันอีกด้วย!
ทุกคนต่างได้ยินมานานว่านางเป็นอัจฉริยะรอบด้านเหมือนกับเจ้าสำนัก แต่ไม่มีใครให้ความสนใจนัก คิดว่าสิ่งที่นางเชี่ยวชาญน่าจะเป็นการต่อสู้
ใครจะรู้ว่าอันดับของนางในอีกสองรายชื่อนั้นดีกว่ารายชื่อผู้ฝึกตนที่ผ่านมาเสียอีก!
แต่หรงซิว…
เขาเป็นช่างหลอมอาวุธ
และนับตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็เข้าสู่ช่วงเวลาอันน่าเศร้าที่ต้องทนเห็นสองคนนี้ครองตำแหน่งอันดับหนึ่งอย่างไม่อาจเทียบเทียมได้
…
หลังการทดสอบสิ้นสุดลง สายตาของทุกคนที่มองสองคนนี้ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
แม้ซั่งกวนเยว่จะแพ้ให้กับหรงซิวในการประลองแต่พวกเขาก็รู้ดีว่าว่าสาวน้อยคนนี้…เป็นอัจฉริยะที่ไม่ด้อยไปกว่าหรงซิวเลยสักนิด!
ทว่าในการประลองครั้งนี้ซั่งกวนเยว่รู้สึกอึดอัดใจอย่างมาก
นางคาดไม่ถึงว่าหรงซิวยังเป็นช่างหลอมอาวุธ!
ศักดิ์ศรีนี้ต้องเอาคืนให้ได้!
ดังนั้นหลังจากการทดสองเสร็จสิ้น นางจึงพาหรงซิวขึ้นไปบนภูเขาเพื่อตัดสินการแข่งขันหมากรุกอีกครั้ง
ซั่งกวนเยว่รู้สึกฮึกเหิมและเต็มไปด้วยจิตสังหารเพื่อเอาชนะ
จากนั้น…นางก็แพ้อีกครั้ง
แต่หรงซิวยังคงชนะอย่างหวุดหวิด
“เจ้า…ก่อนหน้านี้ไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ใช่หรือไม่?”
นางกัดฟันแน่น
หรงซิวพูดด้วยรอยยิ้มว่า
เปล่าหรอก เจ้าก้าวหน้าอย่างมาก แต่ว่า…ข้าก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเหมือนกัน”
ซั่งกวนเยว่พูดหยอกล้อขึ้น
“เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ? ช่วงนี้เจ้ามักออกไปแต่เช้า กลับมาก็ดึก จนแทบไม่ได้เจอหน้ากัน แต่เจ้าคงไม่ได้ไปแอบฝึกซ้อมที่อื่นหรอกใช่หรือไม่”
เมื่อหรงซิวจับประเด็นสำคัญได้จึงเอ่ยถามขึ้น
“เจ้าอยากเจอข้ามากเลยเหรอ”
“มองด้านหลังสิ”
ซั่งกวนเยว่หันไปมองอย่างเลื่อนลอย
ขณะนั้นนางเพิ่งรู้ว่า การประลองครั้งนี้ยืดเยื้อจนถึงเวลาเย็น
ทันใดนั้นดวงตาของนางพลันแข็งค้าง
ดวงตะวันสีทองกำลังลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก แสงแดดสีส้มอันอบอุ่นย้อมผืนเมฆขนาดใหญ่จนท้องฟ้าครึ่งหนึ่งแต่งแต้มไปด้วยสีสันดั่งความฝัน
ในระยะไกลระหว่างภูเขามีทะเลสาบที่ส่องประกายระยิบระยับ
ดอกบัวนับไม่ถ้วนเบ่งบานอย่างเงียบสงบบนผิวน้ำ
กลีบดอกบัวโปร่งแสงสีชมพูอ่อนพลิ้วไหวไปตามสายลม ผสานกันราวกับผ้าแพรที่เปล่งประกายบนขอบฟ้าในยามเย็น เหมือนภาพวาดที่เต็มไปด้วยสีสันอันเข้มข้นและร้อนแรง
หรงซิวเดินมาหยุดอยู่ข้างนาง
“ชอบหรือไม่”
ซั่งกวนเยว่หัวใจเต้นแรง
นางหันหน้าไปมองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย
เพียวชั่วครู่มุมปากของนางยกขึ้น จนแทบหยั่งลึกลงไปในดวงตาของเขา
“ชอบสิ”
……………