ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 18
เมื่อไม่มีใครอยู่ในลานแล้ว ลั่วชิงยวนก็หยิบเข็มทิศออกมาและเดินไปที่
ด้านข้างของบ่อน้ำ ดูเหมือนว่าวิญญาณชั่วร้ายถูกเปิดออก พวกมันพุ่งออกมา
อย่างบ้าคลั่ง และแพร่กระจายไปทั่ว
นางขมวดคิ้วสงสัยในใจ พลางผูกเชือกเข้ากับเสา แล้วปล่อยมันห้อยลงไป
ในบ่อน้ำ ก่อนจะจับเชือกแล้วค่อย ๆ เดินลงไปด้านใน
นางต้องการตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ด้านล่างนั้นมันเป็นอย่างไรกันแน่
บ่อน้ำนั้นไม่ได้ลึกอย่างที่นางจินตนาการไว้ นางจึงกลั้นหายใจและว่ายไป
ที่ก้นบ่อ ก่อนจะพบว่า มีกระจกยันต์แปดทิศอยู่ที่ก้นบ่อ แต่กระจกยันต์แปดทิศ
นั้นหนักมาก และตรงมุมมีเชือกผูกติดเอาไว้ นางมิสามารถนำมันขึ้นมาได้
วิญญาณชั่วร้ายถูกปล่อยออกมาจากกระจกยันต์แปดทิศนี้ แสดงว่ามันน่าจะ
เอาไว้สะกดวิญญาณศพที่อยู่รอบ ๆ และเมื่อศพถูกนำออกไป ตำแหน่งของ
กระจกยันต์แปดทิศจึงเปลี่ยน และได้ปลดปล่อยวิญญาณร้ายจะออกมา
นางแน่ใจได้เลยว่า นี่คือการรวมตัวของสิ่งชั่วร้ายในแคว้นหลี่
ตราบใดที่กระจกยันต์แปดทิศถูกผนึกอย่างดี พลังงานชั่วร้ายจะไม่รั่วไหล
ออกไป และโดยทั่วไปแล้วตรวจจับได้ไม่ง่ายนัก เมื่อพลังงานชั่วร้ายรวมตัวกัน
และมีพลังเพียงพอ เมื่อมันถูกเปิดออกอีกครั้ง พลังงานชั่วร้ายจะครอบคลุมทุก
พื้นที่ มันรวมตัวกันอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี พวกมันจะถูก
แย่งอาหาร โกรธจัด และตายอย่างทารุณ
การจัดวางสิ่งที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้นั้นไม่ง่าย คนที่อยู่เบื้องหลังไม่น่าจะมี
เพียงคนที่มามาจากแคว้นหลี่เท่านั้น หรือว่าแคว้นหลี่จะมีลู่ทาง มิฉะนั้น มิน่า
จะสามารถจัดวางสิ่งที่รวบรวมวิญญาณชั่วร้ายจำนวนมากขนาดนี้ได้ หากมิใช่
ลั่วเยวี่ยอิงที่ฆ่าใครสักคน แล้วโยนลงไปในบ่อเก็บศพ และคนที่กอบกู้ได้ทำลาย
รูปแบบของผนึกนี้ นางอาจจะมิได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของความชั่วร้ายที่รวมตัวกัน
อยู่ที่นี่มาสักระยะแล้วก็เป็นได้
ลี่
ที่
ตอนแรกคิดว่า นางเป็นคนของแคว้นหลี่เพียงคนเดียวที่อยู่ในอาณาจักร
เทียนเชวีย แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ตำหนักอ๋องแห่งนี้จะมีเสือซุ่มมังกรซ่อนเสีย
แล้ว
นางหยิบเข็มทิศออกมาและผนึกวิญญาณชั่วร้ายไว้ในกระจกยันต์แปดทิศ
ชั่วคราว ถึงแม้ว่าวิญญาณร้ายเหล่านี้จะมิได้ร้ายกาจสำหรับนักบวชระดับสูง
อย่างนาง แต่ตอนนี้นางอยู่ในร่างของลั่วชิงยวน และถูกวางยาพิษจนทำให้
กลายเป็นโรคอ้วน นางจึงกลัวว่าจะถูกวิญญาณร้ายสิงอีก และนั่นจะยิ่งทำให้
นางฟื้นฟูได้ยากยิ่งขึ้น
“พระชายาเจ้าคะ! พระชายา!” ทันใดนั้นเสียงร้องอย่างลนลานของจือเฉา
ก็ดังมาจากด้านบน เสียงที่ตื่นตระหนกนั้นอาจนึกว่านางตายในบ่อน้ำแล้ว
กระมัง
ลั่วชิงยวนกำลังจะปีนกลับขึ้นไป แต่ทันใดนั้นก็ถูกดึงดูดด้วยแสงที่ส่องมา
จากมุมมุมหนึ่ง นางตกใจเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังกลับไปหยิบปิ่นหยกชิ้นนั้น
ขึ้นมา แล้วว่ายกลับขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
“พระชายา! ท่านลงไปในบ่อน้ำทำไมกันเพคะ? บ่าวจะไปเรียกคนมาช่วย
นะเจ้าคะ!” จือเฉาตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก
ลั่วชิงยวนรีบพูดขึ้นย่างรวดเร็ว “ไม่จำเป็น ข้าจะขึ้นไปเอง!”
นางคว้าเชือกและปีนขึ้นไปทีละนิด แม้จะต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง แต่
นางก็สามารถปีนออกมาจากบ่อน้ำได้ในที่สุด
จื่อเฉารีบเข้ามาพยุงทันที ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวลใจ “พระ
ชายา ท่านลงไปทำอะไรในบ่อน้ำหรือเจ้าคะ มีอะไรก็สั่งให้คนรับใช้ให้ทำแทน
เถิดเจ้าค่ะ นี่มันอันตรายเกินไปสำหรับท่านนะเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร ข้าจะไปเปลี่ยนชุด”
หลังจากกลับไปที่เรือน และเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว นางก็หยิบปิ่น
หยกปักผมชิ้นนั้นขึ้นมาดู มันเป็นของลั่วเยวี่ยอิงเป็นแน่ เพราะเพิ่งจะเห็นนาง
ปักมันเมื่อสองวันก่อนนี้เอง
นางหยิบมัน และรีบไปหาฟู่เฉินหวนทันที
ฟู่เฉินหวนอยู่ในห้องตำรา ลั่วชิงยวนเคาะประตู และผลักประตูเข้าไปโดย
ไม่รอการตอบรับจากด้านใน นางเดินตรงไปข้างหน้าของฟู่เฉินหวน และวางปิ่น
หยกลงบนโต๊ะต่อหน้าใบหน้าที่เย็นชาของเขา
“หม่อมฉันพบสิ่งนี้จากบ่อน้ำ ท่านน่าจะทราบดีว่ามันเป็นของใคร!” น้ำ
เสียงของลั่วชิงยวนไม่พอใจ ตอนนี้แก้มของนางก็ยังระบมอยู่ และมันยิ่งเจ็บ
ปวดเมื่อส่วนที่ถูกแหวนของเขาบาดนั้นโดนน้ำ
ฟู่เฉินหวนชำเลืองมองปิ่นหยกย่างเฉยเมย เขาเงยหน้าขึ้นอย่างไม่แยแส
“แล้วอย่างไร?”
“แล้วอย่างไรงั้นรึ?” ลั่วชิงยวนไม่อยากจะเชื่อ “ดังนั้นท่านจะไม่ขอโทษ
หม่อมฉันหน่อยหรือ! ไม่ว่าอย่างไรหม่อมฉันก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง มิใช่สัตว์ที่
จะต้องมาโดนท่านทุบตีและดุด่าเยี่ยงนี้!”
เขาเมินต่อรอยขีดข่วนบนข้อมือของลั่วเยวี่ยอิง แล้วปิ่นปักผมอันนี้เขายัง
จะแสร้งทำเป็นตาบอดอีกหรือ?
มีหลักฐานมากมายที่พิสูจน์ได้ว่า เมิ่งจิ่นอวี่ถูกลั่วเยวี่ยอิงสังหาร แต่ทำไม
เขาถึงยืนกรานว่าเป็นความผิดของนาง เขาอาจไม่รักนาง ดูหมิ่นนาง แต่นางก็
เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีเลือดมีเนื้อ และเจ็บปวดเป็น!
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฟู่เฉินหวนก็ตะคอกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความ
โกรธ “ให้ข้าขอโทษเจ้างั้นรึ? เจ้าแต่งเข้ามาในตำหนัก ทำให้แผนการของข้า
ยุ่งเหยิงไปหมด ตัวเจ้าเองมีเหตุผลงั้นรึ? แล้วยังต้องการทวงความยุติธรรมอยู่อี
กรึ?”
“แต่งงานแทนมิใช่ความคิดของหม่อมฉัน!” ลั่วชิงยวนไม่สามารถโต้แย้งได้
เมื่อมองไปที่ดวงตาที่เย็นชาของฟู่เฉินหวน ลั่วชิงยวนก็พูดขึ้นเสียงเย็น “ได้
เพคะ หม่อมฉันจะหาหลักฐานให้ท่านเอง!”
จากนั้นนางก็หันหลังเตรียมจากไป
แต่ฟู่เฉินหวนดุด้วยเสียงเย็น “หยุด!”
“เรื่องปิ่นปักผม เจ้าจงหุบปากเงียบซะ!”
“ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลั่วเยวี่ยอิง เจ้ามิได้รับอนุญาตให้ตรวจสอบต่อ!
หากเจ้ายังคงสร้างปัญหาในตำหนักมิลดละ ข้าจะไม่มีความเมตตาให้กับเจ้า
แน่!”
น้ำเสียงที่แหลมคมนั้นเต็มไปด้วยเจตนาที่อยากจะฆ่านาง ทำให้ผู้ที่ได้ยิน
รู้สึกหวาดกลัว และนั่นทำลั่วชิงยวนรู้สึกเย็นไปทั่วสันหลัง
ลั่วชิงยวนชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากห้องตำราไป
แม้ว่านางจะโกรธอยู่ในใจ แต่นางก็ยังต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ และนางก็รู้ดี
ถึงความโหดร้ายของฟู่เฉินหวน
ด้วยพลังของนางในตอนนี้ ยังมิสามารถต่อกรกับฟู่เฉินหวนได้
แต่ในเมื่อเขาไม่ไยดี ก็อย่าหาว่านางไม่ซื่อ นางจะไม่บอกเขาเกี่ยวกับเรื่อง
สะกดวิญญาณ! หรืออย่างน้อยก็จะมิบอกเขาโดยไร้ซึ่งประโยชน์!
หลังจากลงไปที่บ่อน้ำครั้งนั้น เมื่อกลับมาลั่วชิงยวนก็เจอกับความหนาว
เย็น ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับพลังงานชั่วร้ายที่แข็งแกร่งในบ่อน้ำ นางเพิ่งรู้ตอนนี้
เองว่าร่างกายนี้บอบบางเพียงใด
แม้ว่าร่างกายจะดูใหญ่โต แต่จริง ๆ แล้วสุขภาพนั้นแย่มาก ไม่รู้ว่ามีพิษ
สะสมในร่างกายนี้มากมายเพียงใด และเป็นไปมิได้ที่จะกำจัดมันภายในชั่วข้าม
คืน ดังนั้นหลังจากดื่มยาที่จือเฉาต้มให้แล้ว นางก็ห่มผ้าและนอนไปหนึ่งวันเต็ม
เมื่อกินยาในตอนกลางคืน นางก็เข้านอนอีกครั้งโดยไม่กินอาหาร นางรู้สึก
มึนหัวตลอดทั้งคืน และสะดุ้งตื่นขึ้นมาค่อนข้างบ่อย จนรู้สึกเหนื่อยเป็นอย่าง
มาก
วันต่อมา
ริ่
ลั่
ขึ้
ท้องฟ้าเริ่มสว่าง ลั่วชิงยวนยังคงหลับอยู่ จือเฉาจึงรีบปลุกนางขึ้นมา “พระ
ชายา พระชายาเจ้าคะ! วันนี้เป็นวันที่ต้องกลับจวนอัครเสนาบดีเพื่อเคารพ
ญาติผู้ใหญ่ และตอนนี้รถม้าก็เตรียมพร้อมแล้วนะเจ้าคะ”
ลั่วชิงยวนตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง นางไม่อยากไปเพราะรู้สึกไม่สบาย แต่
นี่คือกฎ
ตอนนี้ไม่มีใครในจวนต้อนรับนาง และนางก็มีแต่เรื่องฉาวโฉ่ หากมิปฏิบัติ
ตามกฎอีก นางจะต้องโดนด่ามากกว่านี้เป็นแน่
นางลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า และมาถึงประตูตำหนักอ๋อง
มีรถม้าเพียงคันเดียว นางอยากพาจือเฉาไปด้วย แต่ใครจะรู้ว่าทันทีที่ก้าว
เข้าไปในรถม้า นางก็เห็นลั่วเยวี่ยอิงและสาวใช้อีกสามคนนั่งจนเต็มรถม้าแล้ว
จือเฉาไม่สามารถขึ้นมาได้
ทันทีที่นั่งลง ตัวของนางก็เบียดไปที่เฉียงเวย นางจึงมองมาอย่างโกรธเคือง
พลางดึงมุมเสื้อตัวเองขึ้นแล้วบ่นออกมาว่า “ก้นของพระชายานั้นไม่เล็กเลย
เจ้าค่ะ คนคนเดียวนั่งกินพื้นที่ตั้งสองคน!”
ลั่วเยวี่ยอิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ปิดปากหัวเราะเยาะ