ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 30
ขณะที่รับประทานอาหาร ลั่วชิงยวนก็ใช้ความคิดไปด้วย ลั่วไห่ผิงเชิญ
นักพรตเต๋ามาเพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้าย ด้วยท่าทางที่จริงจัง ราวกับว่าเขาคิด
ว่านางมีวิญญาณชั่วร้ายสิงอยู่จริง ๆ
หากเขามิได้มีความลับอะไร ทำไมเขาถึงคิดว่านางถูกวิญญาณร้ายสิงกัน?
วิญญาณร้ายในจวนนี้มาจากที่ใด?
“จือเฉา ท่านอ๋องเสด็จกลับไปแล้วหรือยัง?”
จือเฉาพยักหน้า “ท่านอ๋องเสด็จกลับไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วเจ้าค่ะ ท่านอัคร
เสนาบดีบอกท่านอ๋องเกี่ยวกับให้นักพรตเต๋ามาทำพิธีขับไล่สิ่งชั่วร้ายที่เกาะ
พระชายาอยู่ แล้วจึงจะมอบพระชายาที่เป็นปกติกลับคืนให้แก่ท่านอ๋องเจ้าค่ะ”
ลั่วชิงยวนเลิกคิ้วขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ “เจ้าคิดว่าตอนนี้ข้าไม่ปกติอย่างนั้นรึ?”
ผิดปกติตรงไหนกัน เพียงเพราะนางทวงถามสมบัติของแม่อย่างนั้นหรือ?
สิ่งนี้ทำให้นางแน่ใจมากยิ่งขึ้น ลั่วไห่ผิงทำอะไรผิดไว้เป็นแน่! เขาถึงได้กลัว
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับแม่ของนาง
“บางทีอาจเป็นเพราะพระชายาบอกว่าจะตัดขาดความสัมพันธ์กระมังเจ้า
คะ ห้ามพูดคำนี้ออกมาอีกเด็ดขาดนะเจ้าคะ หากท่านไม่มีบ้าน อีกทั้งตำหนัก
อ๋องก็…” เมื่อถึงเวลานั้น อาจจะต้องใช้ชีวิตข้างถนนจริง ๆ ก็ได้
ลั่วชิงยวนยิ้มเบา ๆ “ข้ายังมิกลัวเลย แล้วเจ้าจะกลัวทำไมเล่า”
“ข้าดวงแข็งยิ่งนัก” รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนาง
อาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า ในโลกนี้มีคนจำนวนมากที่เก่งเรื่องฮวงจุ้ย ยิ่งเก่ง
อายุก็ยิ่งสั้น เพราะความลับสวรรค์เปิดเผยมิได้ สำหรับตำแหน่งนักบวชระดับ
สูงแห่งแคว้นหลี่ นอกจากจะต้องมีความสามารถแล้ว ยังต้องดวงแข็งอีกด้วย
สิ่
ที่
ลี่
นั้
ที่
เพราะสิ่งที่นักบวชแห่งแคว้นหลี่ทำนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับของกฎแห่งสวรรค์ การ
เปลี่ยนชะตากรรมฟ้าดินจะต้องถูกสวรรค์ลงโทษ นักปราชญ์ในอดีตจึงไม่มีใคร
ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา
เหตุผลที่อาจารย์เลือกนาง นั้นเพราะว่านางดวงแข็ง น่าเสียดายที่อาจารย์
หายตัวไปก่อนอายุสามสิบ จนถึงวันนี้ก็ยังมิได้ข่าวคราว นางจึงต้องเข้ารับ
ตำแหน่งนักบวชระดับสูงตั้งแต่ยังเยาว์วัย และใคร ๆ ต่างก็พูดว่า การลงโทษ
จากสวรรค์ที่เป็นของอาจารย์ตกมาอยู่ที่นาง นางไม่เคยใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ จน
กระทั่งนางเสียชีวิตอย่างอนาถ
ในช่วงเวลาแห่งความตาย ยังเคยบ่นว่า อาจารย์หนีไปแล้ว ยังให้นางต้อง
มารับโทษแทนเช่นนี้
แต่ท้ายที่สุด นางก็ได้เกิดใหม่ในร่างของลั่วชิงยวนอีกครั้ง ร่างกายมอดไหม้
แต่ดวงวิญญาณนั้นยังมิดับสลายไป ซึ่งนั่นยืนยันสิ่งที่อาจารย์เคยกล่าวไว้ นาง
ดวงแข็งจริง ๆ เสียด้วย
อย่างไรก็ตาม หากนางยังมีโอกาสได้พบกับอาจารย์ในชีวิตนี้ นางจะต้อง
ถามกลับให้ได้ว่า อาจารย์ต้องการหลีกเลี่ยงการลงโทษจากสวรรค์จึงได้หนีไป
ใช่หรือไม่
หลังจากกินอาหารเสร็จ ลั่วชิงยวนสั่งให้นักต้มตุ๋นเกลี้ยกล่อมลั่วไห่ผิง โดย
บอกว่าจะมีการเปิดแท่นบูชาในตอนกลางคืน และทุกคนในจวนจะต้องอยู่ใน
ห้องห้ามออกไปไหน มิฉะนั้นอาจปะทะกับวิญญาณชั่วร้าย และนำไปสู่หายนะ
ได้ ลั่วไห่ผิงไม่รู้สึกสงสัยเลยแม้แต่น้อย เขาพยักหน้าซ้ำ ๆ
เมื่อลั่วชิงยวนได้ยินนักพรตเต๋าจอมหลอกลวงเล่าเรื่องเหล่านี้ให้นางฟัง ลั่ว
ชิงยวนก็รู้สึกเพียงว่า มันน่าขันยิ่งนักที่ท่านอัครเสนาบดีผู้สง่างามถูกหลอกโดย
คนปลิ้นปล้อนเช่นนี้
ในราชสำนักนี้ จะมีใครเชื่อเรื่องเหล่านี้ไปมากกว่าเขาอีกหรือไม่?
ต้องเคยประสบพบเจอมาก่อนเท่านั้นถึงได้เชื่อเสียขนาดนี้
มื่
ลั่
เมื่อนึกถึงผังฮวงจุ้ยของจวนอัครเสนาบดี และนึกถึงอาชีพการงานของลั่ว
ไห่ผิงที่เจริญรุ่งเรือง เขาได้นั่งในตำแหน่งอัครเสนาบดี นางก็รู้สึกว่าลั่วไห่ผิงจะ
ต้องซ่อนความลับอะไรไว้เป็นแน่
นางรออยู่ในห้อง
เมื่อตกกลางคืน นางให้ศิษย์สองคนของนักต้มตุ๋นถอดเสื้อคลุมออก ส่วน
ลั่วชิงยวนและจือเฉาก็สวมเสื้อคลุมนั้นเพื่อปลอมตัว แล้วเดินออกจากห้องไป
“เจ้าเตรียมสิ่งที่ข้าบอกเรียบร้อยแล้วหรือยัง?” ส่วนลั่วชิงยวนถาม
นักต้มตุ๋นพยักหน้าซ้ำ ๆ “รถม้าอยู่ห่างจากประตูจวนอัครเสนาบดีหนึ่ง
ร้อยก้าว สิ่งของที่ท่านต้องการอยู่ในรถม้าขอรับ ข้าจะช่วยท่านปิดบัง
สถานการณ์ในจวนนี้เอง จะไม่มีใครรู้ว่าท่านออกจากไปนอกจวนขอรับ”
“ดีมาก เมื่อข้ากลับมา ข้าจะตอบแทนเจ้าด้วยหายนะนองเลือดนี้เอง” ลั่ว
ชิงยวนกล่าวอย่างสบาย ๆ
นักพรตเต๋าจอมหลอกลวงกลัวมากจนขาอ่อนแรง “โธ่ แม่นาง แก้ไขสิ
ขอรับ! แก้ไข!”
“เข้าใจแล้ว แก้ไขหายนะนองเลือดอีกครั้งหนึ่ง”
ลั่วชิงยวนเดินออกจากเรือนพร้อมกับจือเฉา ในขณะนี้ทั้งจวนถูกปกคลุม
ไปด้วยความเงียบ เงียบเสียจนน่าขนลุก ไม่มีใครเดินเตร็ดเตร่อยู่ด้านนอกเลย
นางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ลดเสียงลง ทั้งสองต่างระแวดระวัง และรีบออกจาก
ประตูคจวนอัครเสนาบดีไปอย่างรวดเร็ว
ห่างออกไปห้าสิบเมตร มีรถม้าอยู่จริง ๆ
ทั้งสองเข้าไปในรถม้าอย่างรวดเร็ว และลั่วชิงยวนก็ขับรถม้าไปที่ประตู
เมืองทันที
จือเฉาไม่เคยทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ เช่นนี้มาก่อน นางกระวนกระวายตลอด
ทาง จนกระทั่งออกจากเมือง นางถึงได้ผ่อนคลายลงบ้างเล็กน้อย