ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย - บทที่ 646
ลั่วชิงยวนคว้าถ้วยชาแล้วสาดชาใส่ใบหน้าของหลิวไท่เฟยทันที
ฟู่เฉินหวนขมวดคิ้วพร้อมกับพูดว่า “เจ้าทำเช่นนี้ได้หรือ?”
“สถานการณ์ของหลิวไท่เฟยในเวลานี้ไม่จำเป็นต้องไล่ผีหรอกรึ?”
ลั่วชิงยวนส่ายหน้าแล้วพูดว่า “หลิวไท่เฟยติดอยู่ในห้วงฝัน พระนางมิได้
ถูกวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิงเพคะ”
แม้ว่าห้วงฝันนี้จะทำให้นางรู้สึกแปลกไปก็ตาม
ทว่า หลิวไท่เฟยที่ถูกชาสาดกระเซ็นกลับฟื้นคืนสติได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อนางตื่นขึ้นมาก็ยังคงอยู่ในอาการตื่นตระหนก
“พวกเราเองเพคะ หลิวไท่เฟย พวกเราเอง!” ลั่วชิงยวนคว้าแขนหลิว
ไท่เฟยแล้วพูดอย่างรวดเร็ว
หลิวไท่เฟยหันหน้ามองดูนาง เมื่อนางเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร อารมณ์ของ
นางก็ค่อย ๆ มั่นคง
“เป็นเจ้านั๋นเอง”
“ขะ… ข้าอาจจะฝันร้ายอยู่ เหตุใดพวกเจ้าจึงมาที่นี่ได้?”
หลิวไท่เฟยจัดอาภรณ์และผมของนางอย่าประหม่า
ทว่า ชั่วครู่ต่อมา นางก็สังเกตเห็นว่าในห้องที่วุ่นวายนี้ ดูไม่เหมือนห้องของ
นางเลย อีกทั้งยังดูราวกับสนามรบ
นางตกใจมาก “เกิดอะไรขึ้น?”
ลั่
“ไท่เฟย ท่านจำอะไรมิได้เลยหรือเพคะ?” ลั่วชิงยวนถามอย่างสงสัย
หลิวไท่เฟยนึกถึงความฝันก่อนหน้านี้ของนางด้วยสีหน้าหวาดกลัว
แต่ไม่นานสีหน้าของนางก็กลับมาเป็นปกติ “นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกเจ้ากลับ
ไปพักผ่อนเถิด ข้าจะให้คนจะมาเก็บกวาดสิ่งเหล่านี้เอง”
เมื่อพูดเช่นนั้น หลิวไท่เฟยจึงก้าวเดินออกจากห้องพร้อมกับตะโกนเรียก
หาใครสักคน
ลั่วชิงยวนพูดอย่างใจเย็น “หากพวกเขาได้ยินความวุ่นวายครั้งใหญ่เมื่อครู่
พวกเขาก็คงมาที่นี่นานแล้ว”
หลิวไท่เฟยตกตะลึงและมองดูนางด้วยความตกใจ “เจ้าหมายถึงอะไร?
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“เปลี่ยนห้องคุยกันเถิดเพคะ”
ทั้งสองพาหลิวไท่เฟยไปยังห้องพักของพวกเขา ลั่วชิงยวนรินชาหนึ่งถ้วย
ให้นางเพื่อคลายความตกใจ พร้อมทั้งเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคืนนี้ให้หลิว
ไท่เฟยฟัง
หลังจากฟังจนจบแล้ว ใบหน้าของหลิวไท่เฟยก็ซีดเผือด ดูเต็มไปด้วย
ความกลัว
มือทั้งสองข้างของนางที่กำลังถือถ้วยชาสั่นเล็กน้อย
“สตรีงั้นหรือ? เจ้าเห็นนางชัดหรือไม่ นั่นเป็นสตรีหรือ?” หลิวไท่เฟยหัน
หน้าไปมองลั่วชิงยวน
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ลั่วชิงยวนก็รู้สึกงุนงน แต่เสียงตะโกนอันหวาดกลัวของ
หลิวไท่เฟยกลับพิสูจน์ให้เห็นว่า นางเคยเห็นอีกฝ่ายมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่เหตุใด
นางจึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นสตรี?
“เพคะ นางเป็นสตรี หลิวไท่เฟยเพิ่งเคยเห็นนางเป็นครั้งแรกหรือเพคะ?”
ลั่วชิงยวนถามอย่างไม่มั่นใจ
นี่
รั้
หลิวไท่เฟยส่ายหน้าด้วยความสับสน “นี่ไม่ใช่ครั้งแรก”
“ข้ามักรู้สึกว่านางอยูเคียงข้างกายข้า และบางครั้งข้าก็รู้สึกได้ว่านางจ้อง
มองมาที่ข้า”
“ข้าฝันร้ายบ่อย ๆ”
“แต่รูปร่างที่ข้าเห็นในความฝันนั้นมักจะพร่ามัวอยู่เสมอ ข้าจึงมิอาจ
แยกแยะได้ว่าเป็นบุรุษหรือสตรี”
หลังจากที่หลิวไท่เฟยพูดจบ นางก็คว้าตัวลั่วชิงยวนแล้วถามว่า “พระพุทธ
รูปองค์นั้นแก้ไขไปแล้วมิใช่หรือ เหตุใดนางจึงยังปรากฏตัวอยู่อีก?”
ลั่วชิงยวนขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดแล้วพูดว่า “สิ่งนั้นมิได้อยู่ที่นี่เพคะ ทว่า
สิ่งนั้นมาจากข้างนอก”
“รู้สึกเหมือนอยู่ในวังไม่ไกลมากนักจากที่นี่”
เมื่อหลิวไท่เฟยได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของนางก็ยิ่งแย่ลงไปอีก นางกระชับ
แขนเสื้อขึ้นอย่างประหม่าและ
พึมพำเบา ๆ “มันมาจากในวัง…”
ลั่วชิงยวนพูดอย่างช้า ๆ ว่า “หลิวไท่เฟย สิ่งนั้นอาจมาที่นี่เพราะมีความ
แค้นเคืองต่อท่าน หากท่านรู้สิ่งใด บอกหม่อมฉันมาเถิดเพคะ หม่อมฉันจะได้
ช่วยท่านได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลิวไท่เฟยก็กระชับแขนเสื้อของนางและลังเลอยู่ครู่ใหญ่
หลังจากเงียบไปนาน นางก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “หากมีความแค้น
ใด ๆ ก็มีเพียงเสียนจวินเท่านั้น”
“เสียนจวินคือผู้ใดกันเพคะ?” ลั่วชิงยวนสับสน
หลิวไท่เฟยเหลือบมองนางและฟู่เฉินหวน จากนั้นจึงหรี่ตาลง “เสียนจวิน
คือเสียนเฟย มารดาผู้ให้กำเนิดขององค์ชายเจ็ด”
มื่
สิ่
นี้
ลั่
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ลั่วชิงยวนก็ตกตะลึง
“ความบาดหมางเริ่มจากที่ใดกัน? ระหว่างท่านทั้งสองมีความแค้นเคืองงั้น
หรือเพคะ?”
หลิวไท่เฟยถอนหายใจและกล่าวว่า “การตายของนางเกี่ยวข้องกับข้า”
“จริง ๆ แล้วหากเป็นไปได้ ข้าก็อยากตายแทนนาง”
“ข้าคิดไม่ถึงว่า ในวันนั้นที่ข้าขอให้เสียนเฟยไปเอาของที่นอกวัง และตอน
นั้นที่นอกวังมีบางอย่างเกิดขึ้น”
หลิวไท่เฟยพูดพร้อมกับก็เช็ดน้ำตาอย่างเศร้าใจ