ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 10 หมอเทวดากับเจ้าพ่อมาเฟีย
ลิ่วล้อตระกูลซ่งถอยทัพกลับไปจนหมดเกลี้ยง ทิ้งไว้เพียงสองพ่อลูกซ่งไห่ชางกับซ่งตงหมิง และหวังซุ่นลี่เท่านั้น
สำหรับซ่งไห่ชาง วันนี้คือความอัปยศอดสูที่สุดในชีวิต ทว่าจุดอ่อนลูกชายตัวดีดันตกอยู่ในกำมือหลิวโย่วสุ่ย ตาเฒ่าจึงได้แต่กลืนเลือดลงคอ ไม่กล้าหือ
ซ่งตงหมิงก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตากับบิดา ถ้าไม่ใช่เพราะความมักมากไปทำเรื่องบัดซบจนโดนจับแบล็กเมล์ ฝั่งตระกูลซ่งขนคนมาเยอะกว่าตั้งเท่าไหร่ แค่แย่งเด็กคนเดียวมันจะไปยากอะไร ต่อให้แตกหักกันจริงๆ มาเฟียอย่างหลิวโย่วสุ่ยตัวคนเดียวจะรับมือลิ่วล้อนับสิบได้ยังไง
ทว่าบนโลกนี้ไม่มีคำว่า ‘ถ้า’
หวังซุ่นลี่ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูซ่งไห่ชาง “ประธานซ่ง ไอ้เด็กนั่นต้องเล่นปาหี่ตบตาแน่ๆ ไม่มีทางเป็นวิชาแพทย์หรอก ผมเป็นอาจารย์มัน ผมรู้ไส้รู้พุงมันดี เดี๋ยวผมจะกระชากหน้ากากมันให้ดูเอง”
ซ่งไห่ชางปรายตามอง แววตาที่หม่นหมองพลันจุดประกายความหวังขึ้นมาอีกครั้ง หากหวังซุ่นลี่แฉกลโกงของลั่วหยางได้จริง เขาก็ไม่ต้องเปลืองแรงลงมือเอง หลิวโย่วสุ่ยย่อมไม่มีทางปล่อยไอ้สิบแปดมงกุฎนี่ไว้แน่
เยี่ยจือพาซ่งเหม่ยฉีออกมาจากห้องแล้ว
ทันทีที่เห็นหน้า เด็กน้อยก็สะบัดมือมารดาทิ้ง เดินขากะเผลกตรงดิ่งมาหาลั่วหยาง ส่งเสียงเรียกใสแจ๋วมาแต่ไกล “คุณลุงลั่ว”
ลั่วหยางปรามเสียงนุ่ม “เดินช้าๆ ระวังล้มลูก”
“ไม่ล้มหรอกค่า ไม่ล้ม…” เด็กน้อยแกว่งมืออย่างมั่นใจ ทว่าสิ้นคำ ร่างเล็กก็เสียศูนย์ถลาคะมำลงกับพื้น
“เหม่ยฉี!” เยี่ยจือหน้าถอดสี พุ่งพรวดเข้าไปหา แต่ระยะห่างเกินกว่าจะคว้าทัน
วูบ!
เงาร่างหนึ่งตวัดผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว วงแขนแกร่งช้อนร่างเด็กน้อยขึ้นมาอุ้มไว้ก่อนที่ร่างเล็กจะกระแทกพื้น
ลั่วหยางนั่นเอง การเคลื่อนไหวของเขาปราดเปรียวดุจเสือชีตาห์ ‘กายาจิตขมังเวท’ ยกระดับประสาทสัมผัสและปฏิกิริยาตอบสนองของเขาจนเหนือล้ำกว่าคนทั่วไปหลายขุม
เจียงเยว่เบิกตาขึ้นเล็กน้อย หล่อนคาดไม่ถึงว่าไอ้หมอเถื่อนจอมหยิ่งจะไม่เพียงมีวิชาแพทย์พิสดาร แต่ยังซ่อนทักษะการเคลื่อนไหวที่เฉียบคมถึงเพียงนี้
ลั่วหยางอุ้มร่างเล็กไปวางบนเบาะโซฟาข้างหลิวโย่วสุ่ย
“คุณลุงลั่ว ความจริงลุงไม่ต้องรับหนูก็ได้นะ หนูแค่… ล้อเล่นเฉยๆ ค่า” นิสัยหัวดื้อถอดแบบมารดามาไม่มีผิดเพี้ยน
ลั่วหยางเลิกขากางเกงเด็กน้อยขึ้น เผยให้เห็นท่อนขาที่ลีบเล็ก แม้การรักษาครั้งก่อนจะทำให้หนูน้อยฝืนเดินได้บ้าง แต่กล้ามเนื้อน่องกลับไม่ได้ฟื้นตัวตาม ผิวหนังหุ้มกระดูกดูราวกับกิ่งไม้แห้ง
หลิวโย่วสุ่ยปรายตามองสภาพขานั้น ในใจลอบกังขา… ขาลีบตายขนาดนี้ ยังมีหวังอีกเหรอ
ลั่วหยางล้วงตลับยาพลาสติกสีขาวออกจากกระเป๋ากางเกง ป้ายเนื้อครีมขุ่นออกมาเล็กน้อย ก่อนชโลมทาลงบนขาทั้งสองข้างของซ่งเหม่ยฉีอย่างเบามือ
จมูกของมาเฟียใหญ่กระดิกเบาๆ กลิ่นหอมประหลาดเตะจมูกจนอดสงสัยไม่ได้ “นั่นยาอะไรน่ะ”
ลั่วหยางตอบหน้าตาย “ครีมหยกขาว สูตรลับเฉพาะของผม ใช้ควบคู่กับการรักษา จะช่วยกระตุ้นเส้นประสาทที่เสื่อมสภาพได้อย่างชะงัด”
ขณะพูด เขาก็กด ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ ลงบนน่องของหนูน้อย ขับเคลื่อนพลังเพื่อฟื้นฟูเส้นประสาทฟิบูลาร์ที่ตายด้าน
“แหกตา! แกกำลังต้มตุ๋นคนอื่นอีกแล้วนะ ไอ้ครีมสูตรลับบ้าบออะไรนั่น แกกล้าส่งให้ฉันเอาเข้าแล็บตรวจหรือเปล่า” หวังซุ่นลี่ได้ทีแหวใส่
ลั่วหยางเมินเสียงหมาเห่า สมาธิจดจ่ออยู่กับการรักษาเพียงอย่างเดียว
“ไม่กล้าล่ะสิ ฉันว่าแล้วเชียว ไอ้ครีมนั่นมันต้องเป็นยาเถื่อน แกคิดจะปั่นหัวใครวะ” หวังซุ่นลี่รุกไล่ไม่เลิก มันพุ่งพรวดเข้ามา หวังฉกตลับยาในมือซ้ายของลั่วหยางหน้าตาเฉย
ลั่วหยางเบี่ยงตัววูบ เก็บตลับยาลงกระเป๋าอย่างแนบเนียน
แน่นอนว่ามันเป็นยาปลอม ส่วนผสมร้อยเปอร์เซ็นต์คือ แชมพู ครีมอาบน้ำ และเศษสบู่ก้อนนิดหน่อย ที่เขาต้องเล่นใหญ่เบอร์นี้ ก็เพื่อสร้างอุปทานหมู่ ยกระดับความลึกลับให้หลิวโย่วสุ่ยรู้สึกทึ่งไปอีกขั้น ขืนใช้แค่สองนิ้วจิ้มๆ โดยไม่พึ่งยาเลย คนไข้ย่อมคลางแคลงใจเป็นธรรมดา
“เอาออกมาเดี๋ยวนี้”
หวังซุ่นลี่กัดไม่ปล่อย ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวต่อ มือเรียวข้างหนึ่งก็พุ่งมากระชากคอเสื้อมันรั้งไปด้านหลังอย่างแรง มันเสียศูนย์ถลาถอยหลังคล้ายคนเมา ยังไม่ทันหันไปมองว่าใครลงมือ…
เจียงเยว่ก้าวประชิดตัว
หวังซุ่นลี่โกรธหน้าดำหน้าแดง ยกนิ้วกลางชี้หน้าบอดี้การ์ดสาว “แก…”
กร๊อบ!
ยังไม่ทันสิ้นเสียงด่า เจียงเยว่ตวัดมือคว้าหมับเข้านิ้วกลางที่ยื่นมา ก่อนจะออกแรงหักย้อนศรอย่างไร้ความปรานี เสียงกระดูกหักลั่นดังสะท้านโถง
“อ๊ากกก!” หวังซุ่นลี่แหกปากโหยหวน ทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากับพื้น
เจียงเยว่ไม่ได้หยุดแค่นั้น ฝ่าเท้าเรียวตวัดถีบยอดอกส่งร่างไอ้เฒ่าล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปคลุกฝุ่น สภาพดูไม่จืด
หวังซุ่นลี่ส่งสายตาละห้อยไปหาสองพ่อลูกตระกูลซ่ง หวังให้พวกมันออกหน้าปกป้องหรืออย่างน้อยก็ช่วยพยุง ทว่าทั้งคู่กลับยืนตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้น ไม่คิดจะขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ตัดกลับมาที่โซฟา ครีมหยกขาวกำมะลอถูกนวดคลึงจนซึมซาบเข้าสู่เรียวขาทั้งสองข้างของซ่งเหม่ยฉีจนหมดจด
หวังซุ่นลี่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล กุมนิ้วที่บิดเบี้ยวพลางแหวใส่ไม่เลิก “ลั่วหยาง แกเป็นศิษย์ฉัน มีน้ำยาแค่ไหนทำไมฉันจะไม่รู้ ฉันขอเตือนให้แกหยุดเล่นละครปาหี่ได้แล้ว ไอ้ครีมหยกขาวสับปรับนั่น แท้จริงมันก็แค่ยาชา แกทาให้คนไข้ไม่รู้สึกเจ็บ จะได้ฝืนเดินให้ดูสองสามก้าว เอาไว้หลอกแดกตังค์เศรษฐีใช่ไหมล่ะ”
หลิวโย่วสุ่ยปรายตามองหวังซุ่นลี่ ก่อนจะเบือนหน้าไปรอดูว่าลั่วหยางจะโต้กลับยังไง ทว่าชายหนุ่มกลับทำหูทวนลม ราวกับเสียงเห่าหอนไม่ได้ระคายโสตประสาทแม้แต่น้อย
หวังซุ่นลี่เห็นอีกฝ่ายเงียบก็ยิ่งได้ใจ ปั้นหน้าถอนหายใจเวทนา “ลั่วหยาง เอ๊ย ลั่วหยาง แกคงไม่รู้ล่ะสิว่าโทษฐานฉ้อโกงทรัพย์สินมูลค่าสูง โทษหนักสุดคือนอนคุกตลอดชีวิตนะเว้ย ในฐานะอาจารย์ ฉันทนเห็นแกหมดอนาคตไม่ได้จริงๆ เลิกตอแหลซะเถอะ”
ลั่วหยางละมือออกจากขาเด็กน้อย ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น
หวังซุ่นลี่ชะงักกึก ในใจลอบลิงโลด… หึ มันยอมแพ้แล้ว! ขิงแก่อย่างฉันยังไงก็เผ็ดกว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนตาดำๆ
“เสร็จเรียบร้อย” ลั่วหยางลูบหัวเล็กๆ ของซ่งเหม่ยฉี “มา… เหม่ยฉี ลงมาลองเดินให้ลุงดูหน่อย”
“ค่า!” เด็กน้อยรับคำแข็งขัน สองมือยันเบาะโซฟา หยัดตัวลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง
เยี่ยจือกลั้นหายใจลุ้นจนตัวเกร็ง ขยับเข้าไปใกล้แต่ไม่ได้ยื่นมือประคอง ทำเพียงสแตนด์บายเตรียมรับอยู่เงียบๆ
หวังซุ่นลี่ยืนอึ้งแดก ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากมาตบประจานกลางสี่แยก อุตส่าห์งัดทั้งข่มขู่ทั้งหว่านล้อมสารพัด แต่อีกฝ่ายกลับไม่เห็นหัวมันเลย ปฏิบัติกับศาสตราจารย์ระดับประเทศอย่างมันราวกับอากาศธาตุ!
ซ่งเหม่ยฉีค่อยๆ ก้าวขาออกไปอย่างระมัดระวัง ท่อนขาลีบเล็กเกร็งแน่น สองก้าวแรกยังคงเชื่องช้าและดูเก้ๆ กังๆ ทว่าพอถึงก้าวที่สามและสี่ เด็กน้อยก็เริ่มจับจังหวะได้ ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญที่สุด… อาการขากะเผลกหายเป็นปลิดทิ้ง!
“ช้าๆ ลูก ช้าๆ ไม่ต้องรีบ” เยี่ยจือเดินประกบแจ ใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม
แต่เด็กดื้อมีหรือจะฟัง ซ่งเหม่ยฉีซอยเท้าเร็วขึ้นพลางหัวเราะเอิ๊กอ๊าก “คิกๆ หนูเดินเร็วขนาดนี้ได้แล้ว ไม่ต้องนั่งรถเข็นแล้ว คุณแม่คะ! เราชวนลุงลั่วไปเตะบอลกันดีไหมคะ”
เยี่ยจือถลึงตาใส่ “แม่เนี่ยแหละจะเตะก้นหนูก่อนเพื่อน”
สองพ่อลูกตระกูลซ่งยืนหน้าเขียวคล้ำ ภาพตรงหน้ามันใช่ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ซะที่ไหน นี่มันครอบครัวพ่อแม่ลูกสุขสันต์ชัดๆ!
ซ่งเหม่ยฉีแกล้งทำหน้าตื่น สับตีนแตกวิ่งหนีไปหลบหลังลั่วหยาง “คุณลุงลั่วช่วยด้วย คุณแม่จะ…”
ทว่ายังไม่ทันสิ้นประโยค วิ่งไปได้ไม่ถึงสามก้าว ขาลีบๆ ทั้งสองข้างก็หมดแรงกะทันหัน ร่างเล็กถลาหน้าคะมำลงกับพื้น
หนนี้เยี่ยจือพุ่งเข้ารับได้ทันท่วงที เธอรวบตัวลูกสาวเข้ามากอดไว้แน่น
หวังซุ่นลี่หูผึ่ง สบโอกาสทองรีบแหกปากตื่นเต้น “ฮ่าๆๆ เห็นไหมล่ะ! ฤทธิ์ยาชาหมดแล้วไง”
“หุบปากซะไอ้สวะ!” หลิวโย่วสุ่ยตวาดกร้าว เสียงกัมปนาทสะเทือนโถง
หวังซุ่นลี่ชะงักกึก หดคอกลับแทบไม่ทัน
มาเฟียใหญ่เอ่ยเสียงเยียบเย็น “ฉันไม่ได้ตาบอด ก่อนหมอเทวะลั่วจะลงมือ เด็กนั่นยังเดินขากะเผลกอยู่เลย พอรักษาเสร็จ อาการกะเผลกหายไป แถมยังสับตีนวิ่งได้ตั้งหลายก้าว ฉันขอถามหน่อย… ศาสตราจารย์ระดับประเทศอย่างแก มีปัญญาทำได้ไหมล่ะ”
หวังซุ่นลี่ทั้งอับอายทั้งเคียดแค้น แต่ขี้ขลาดเกินกว่าจะเถียง หน้าแก่ย่นแดงก่ำลามไปถึงลำคอราวกับตับหมูต้ม
หลิวโย่วสุ่ยเหยียบย่ำซ้ำรอยเดิม “ฉันไม่สนหรอกนะว่าแกรับเงินจากตระกูลซ่งมาเท่าไหร่ แต่ถ้าแกกล้าพ่นน้ำลายลบหลู่หมอเทวะลั่วอีกคำเดียว ฉันจะทำให้แกได้รู้ซึ้งถึงคำว่า ‘ตายทั้งเป็น'”
“ผะ… ผม…” หวังซุ่นลี่ละล่ำละลัก ขวัญกระเจิงจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง
นัยน์ตาของหลิวโย่วสุ่ยตวัดกลับมาที่สองพ่อลูกตระกูลซ่ง รอยยิ้มอารีกลับมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง “เฒ่าซ่ง เห็นแก่หน้าฉันสักครั้ง ให้เรื่องบัดซบวันนี้มันจบลงตรงนี้ ฉันขอประกาศไว้ตรงนี้เลย… วันข้างหน้า เรื่องของหมอเทวะลั่วก็คือเรื่องของฉัน ใครหน้าไหนกล้าแตะต้องหมอเทวะลั่ว มันต้องข้ามศพหลิวโย่วสุ่ยไปก่อน”
ซ่งไห่ชางโกรธจนเส้นเลือดขมับเต้นตุบ “ประธานหลิว คุณ—”
หลิวโย่วสุ่ยขัดจังหวะหน้าตาเฉย “ฉันน่ะเกลียดความรุนแรงเข้าไส้ ยุคนี้มันเป็นสังคมกฎหมาย ถ้าพวกแกยังไม่เลิกระรานหมอเทวะลั่วกับเสี่ยวเยี่ย ฉันจะแจ้งความ ลากคอพวกแกเข้าซังเตให้หมด”
ซ่งไห่ชางโกรธจนแทบกระอักเลือดเก่าเก็บหกสิบปีออกมาพุ่งใส่หน้า
หัวหน้าแก๊งมาเฟียคุมแดนเถื่อน มานั่งปั้นหน้าบอกว่าเกลียดความรุนแรง แถมขู่จะแจ้งความตลบหลังคนอื่น! ตลกร้ายหน้าด้านๆ แบบนี้มีแค่แกคนเดียวที่กล้าพูด!
หลิวโย่วสุ่ยหรี่ตาแคบ ประกายสังหารวาบผ่านดวงตา “ตงหมิง… พาพ่อแกไสหัวไปได้แล้ว”
ซ่งตงหมิงสูดหายใจลึก ยื่นมือสั่นๆ ไปพยุงแขนบิดา “พ่อ กลับกันเถอะ”
“ไสหัวไปให้พ้น!” ซ่งไห่ชางสะบัดแขนลูกชายทิ้งเต็มแรง ก่อนจะกระแทกเท้าเดินตึงตังออกไปอย่างหัวเสีย
ถ้าไม่ใช่เพราะความโง่บัดซบของไอ้ลูกเวรนี่ปล่อยให้หลิวโย่วสุ่ยคว้าจุดตายไปได้ วันนี้ตระกูลซ่งจะตกอยู่ในสภาพหมาจนตรอกแบบนี้ได้ยังไง!
ลั่วหยางมองส่งแผ่นหลังพวกหมาจรจัดเดินจากไป ตลอดกระบวนการชายหนุ่มไม่ได้ปริปากพูดสักคำ ทว่าเขารู้ไส้รู้พุงดีว่า ละครฉากใหญ่ที่หลิวโย่วสุ่ยเพิ่งเล่นไป ทั้งหมดก็เพื่อซื้อใจเขา มาเฟียเฒ่าที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาจากวงการมืดและเพิ่งล้างมือชุบตัวฟอกขาวได้ไม่กี่ปี ย่อมช่ำชองศิลปะการซื้อใจคนและการเหยียบหัวศัตรูให้จมดิน
“หมอเทวะลั่ว… ขอยาตัวนั้นให้ฉันลองใช้บ้างสิ” หลิวโย่วสุ่ยฉีกยิ้มประจบ ยื่นมือรอรับ
ลั่วหยางปัดตกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คุณหลิว… จะใช้ยาหรือไม่ มันคือสิทธิ์ขาดของผม การรักษาสำหรับวันนี้จบลงแล้ว พรุ่งนี้คุณค่อยมาใหม่ก็แล้วกัน”
หลิวโย่วสุ่ย “…”
สรุปคือ… บทคุณลุงมาเฟียแสนดีที่กูทุ่มเทเล่นไปเมื่อกี้ สูญเปล่างั้นเหรอ?
หรือว่ามาดก็อดฟาเธอร์ของเขามันยังขาดพร็อปซิการ์อีกมวน ถึงได้ไม่ขลังเท่ามาร์ลอน แบรนโด?
บอดี้การ์ดสาวขายาวอย่างเจียงเยว่จ้องเขม็งไปที่ลั่วหยาง แววตาดุดันฉายแววหงุดหงิดเต็มพิกัด… ไม่รู้ว่าภายในใจหล่อนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้หล่อนแทบอยากจะเอาฝอยขัดหม้อมาถูหน้าอันหยิ่งยโสของไอ้หมอเถื่อนนี่สักที จะได้เบิกเนตรให้มันรู้ซึ้งซะบ้าง ว่ากำลังปีนเกลียวอยู่กับใคร!