ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 9 มาดผู้ยิ่งใหญ่
อานุภาพของดัชนีแพทย์ไท่ชูค่อยๆ ซึมซาบฟื้นฟูเส้นประสาทที่ตายด้านราวกับหยาดฝนชโลมผืนดินแห้งผาก พลังวิญญาณแผ่แสงสีใสบริสุทธิ์ออกมาจางๆ กลมกลืนไปกับแสงธรรมชาติ หากไม่อยู่ในความมืดมิด คนธรรมดาย่อมไม่มีทางมองเห็น
หวังซุ่นลี่เบิกตาถลน จ้องเขม็งทุกกระเบียดนิ้ว แต่ระดับสติปัญญาของมันกลับดูไม่ออกเลยสักนิดว่าลั่วหยางกำลังทำอะไร
“เหอะ” ซ่งตงหมิงแค่นหัวเราะหยัน “ยุคห้าจีแล้ว ยังมีพวกทำตัวเป็นหมอผีต้มตุ๋นชาวบ้านอยู่อีก... แต่ที่น่าสมเพชกว่าคือดันมีคนโง่เชื่อซะด้วยนี่สิ”
เจียงเยว่เอียงคอ ปรายตาเย็นชาตวัดมองซ่งตงหมิงทันที
ซ่งตงหมิงหน้าเจื่อน รีบแก้ตัวเสียงอ้อมแอ้ม “ฉันไม่ได้หมายถึงประธานหลิว”
ซึ่งนั่นก็แปลว่ามันกำลังด่ากระทบเยี่ยจือเต็มๆ
เยี่ยจือคร้านจะใส่ใจคำหมาเห่า ตอนนี้สมาธิของเธอจดจ่ออยู่กับลั่วหยาง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเขารักษาคนจริงๆ ในใจอดกังวลไม่ได้ ลั่วหยางจะใช้แค่สองนิ้วงัดข้อกับโรคร้ายที่แม้แต่หมอฝรั่งยังถอดใจได้จริงๆ น่ะหรือ
ขณะเดียวกัน สายตาของตาเฒ่าซ่งไห่ชางก็เลื่อนไปทางโถงทางเดิน แกมองทะลุเข้าไปด้านในก่อนจะออกคำสั่งเสียงแข็ง “เยี่ยจือ ไปพาตัวเหม่ยฉีออกมา”
หญิงสาวยืนนิ่ง ไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว
ซ่งไห่ชางเดือดปุด “ฉันเป็นปู่แท้ๆ ของเหม่ยฉีนะ”
“แกไม่อยากเจอคุณ” เยี่ยจือสวนกลับทันควัน
“เรื่องนี้เธอไม่มีสิทธิ์สาระแน เด็กนั่นก็ไม่มีสิทธิ์เลือก” ซ่งไห่ชางหันไปพยักพเยิดกับลูกน้อง “พวกแกลากตัวเด็กออกมา”
กลุ่มชายฉกรรจ์รับคำ ขยับตัวเตรียมพุ่งไปที่ทางเดิน
เยี่ยจือถลันเข้าไปกางแขนขวางทาง ตวาดกร้าว “พวกแกไสหัวออกไปให้หมด ออกไปเดี๋ยวนี้”
หญิงสาวเค้นความดุดันออกมาสุดชีวิต ทว่าพวกอันธพาลหน้าด้านพวกนั้นมีหรือจะเห็นเธออยู่ในสายตา
ท่ามกลางความตึงเครียด ลั่วหยางก็เอ่ยแทรกขึ้นมาลอยๆ “คุณหลิว… ถ้ายังอยากจะเตะรถเข็นนั่นทิ้ง ก็หัดล่ามโซ่หมาพวกนี้ให้เงียบปากหน่อย อย่ามารบกวนสมาธิผม”
หลิวโย่วสุ่ยที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนโซฟาไม่ได้แม้แต่จะลืมตา มาเฟียใหญ่เพียงกระซิบเสียงเรียบ “เฒ่าซ่ง… เรียกหมาของคุณกลับไปซะ”
สิ้นคำสั่ง เจียงเยว่ก็ก้าวฉับๆ ไปยืนขนาบข้างเยี่ยจือ รูปร่างสูงเพรียวของบอดี้การ์ดสาวแผ่รังสีอำมหิตกดดันจนบรรยากาศในห้องหนักอึ้ง
เธอไม่ได้ปริปากด่าสักคำ แต่พวกลิ่วล้อตระกูลซ่งกลับชะงักฝีเท้ากึก ไม่กล้าขยับแม้แต่ก้าวเดียว
ซ่งไห่ชางกัดฟันกรอด ข่มความแค้นเอ่ยถาม “ประธานหลิว นี่มันเรื่องภายในตระกูลซ่ง คุณคิดจะสอดมือเข้ามายุ่งจริงๆ งั้นเหรอ”
หลิวโย่วสุ่ยลืมตาขึ้นช้าๆ ประกายตาคมกริบดุจใบมีดวาบผ่าน “ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน… ที่คำพูดของฉันมันกลายเป็นเรื่องล้อเล่น”
ใบหน้าเหี่ยวย่นของซ่งไห่ชางถอดสี สันกรามบดเข้าหากันแน่น “ประธานหลิว ถ้าเป็นเรื่องอื่นผมยินดีไว้หน้าคุณแน่นอน แต่นี่คือเรื่องภายในของเรา และมันชี้ชะตาความเป็นความตายของตระกูลซ่ง เพราะงั้น… ถือว่าผมขอร้อง อย่าแส่เรื่องนี้เลย วันหน้าผมจะเอาของกำนัลไปขอบคุณถึงที่แน่นอน”
หลิวโย่วสุ่ยปรายหางตามองลั่วหยางแวบหนึ่ง ภายในใจแอบลังเล เพื่อแพทย์ฝึกหัดที่เพิ่งแลกเปลี่ยนกันไม่กี่ประโยค ถึงขั้นต้องหักหน้าซ่งไห่ชางตรงๆ แบบนี้มันคุ้มค่าการลงทุนแน่หรือ
ลั่วหยางมองความลังเลนั้นทะลุปรุโปร่ง และเขาก็เตรียมหมากตาต่อไปไว้แล้ว ชายหนุ่มละมือออกจากแผ่นหลังหนา เอ่ยเสียงเรียบ “การรักษาเฟสแรกพอแค่นี้ก่อน มา… ผมจะพยุงคุณหลิวลุกขึ้นนั่ง”
“ไอ้ลั่วหยาง แกเห็นประธานหลิวโง่เป็นเด็กสามขวบหรือไง ถึงคิดจะเล่นปาหี่ตบตาคนระดับนี้” หวังซุ่นลี่ได้ทีขี่แพะไล่ รีบสาดโคลนเห่าทับทันที
ลั่วหยางเมินเสียงหมาเห่า เขาพยุงหลิวโย่วสุ่ยลุกขึ้นนั่งจนทรงตัวมั่นคง จากนั้นก็ง้างหมัด ทุบเปรี้ยงเข้าที่หัวเข่าขวาของมาเฟียใหญ่อย่างจัง
ท่อนขาขวาที่ตายด้านมานานของหลิวโย่วสุ่ยกระตุกเด้งขึ้นมาทันที ปฏิกิริยาตอบสนองนั้นรุนแรงจนทุกคนในห้องเบิกตาโพลง
บรรยากาศทั้งโถงรับแขกแข็งค้างดุจถูกแช่แข็ง
หวังซุ่นลี่อ้าปากหวอ ขากรรไกรแทบหลุด
เมื่อกี้มันเพิ่งจะเคาะหัวเข่าทดสอบไปหยกๆ ขาของหลิวโย่วสุ่ยแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองสักแอะ แต่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่แค่ใช้สองนิ้ว ‘จิ้ม’ เอวไม่กี่นาที ขากลับมีความรู้สึกตอบสนองแล้วเนี่ยนะ จะให้ศาสตราจารย์ระดับประเทศอย่างมันยอมรับเรื่องแหกตาแบบนี้ได้ยังไง
“แหกตา นี่มันหลอกลวงต้มตุ๋นชัดๆ ไอ้เด็กนี่ไม่ได้ใช้ยาหรือเครื่องมือแพทย์สักชิ้น ขาของประธานหลิวจะขยับได้ยังไง ประธานหลิว… คุณอย่าไปหลงกลมันเด็ดขาด” หวังซุ่นลี่โวยวายหน้าดำหน้าแดง แถสีข้างถลอก
ลั่วหยางไม่เถียง ชายหนุ่มยื่นมือขวาไปคว้าหมับที่เนื้อตรงต้นขาของหลิวโย่วสุ่ย แล้วออกแรงบิดเต็มเหนี่ยว
“โอ๊ย ซี้ดดด…” หลิวโย่วสุ่ยสูดปาก ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
ลั่วหยางคลายมือออกช้าๆ “คุณหลิว… นี่ปาหี่หรือของจริง ร่างกายคุณน่าจะให้คำตอบได้ชัดเจนที่สุดนะ”
หลิวโย่วสุ่ยพยักหน้ารัวๆ ใบหน้าเปื้อนยิ้มตื่นเต้นจนปิดไม่มิด “รู้สิ รู้ซึ้งเลยล่ะ หมอลั่ว… ไม่สิ ไม่ใช่ ฉันต้องเรียกคุณว่าหมอเทวะถึงจะถูก ขาฉันตายสนิทมาสามปีเต็ม วันนี้เป็นครั้งแรกที่สัมผัสได้ถึงความเจ็บ วิชาแพทย์ของคุณมันเหนือชั้นจริงๆ รีบรักษาต่อเถอะ วิธีของคุณมันได้ผลชะงัดนัก”
ลั่วหยางปัดมือเบาๆ “ผมไม่ใช่หมอเถื่อนที่แค่เอาเงินฟาดหัวแล้วจะได้ลัดคิว คุณหลิวอย่าเพิ่งใจร้อน ผมยังมีคนไข้ตัวน้อยรออยู่ เชิญคุณนั่งรอไปก่อนก็แล้วกัน”
“ไม่มีปัญหา จะนานแค่ไหนฉันก็รอได้” ท่าทีหยิ่งผยองของหลิวโย่วสุ่ยเมื่อครู่พลิกกลับตาลปัตรเป็นนอบน้อมอย่างผิดหูผิดตา
ลั่วหยางหันไปพยักหน้ากับเยี่ยจือ “พี่เยี่ย ไปพาเหม่ยฉีออกมาเถอะ ผมจะลงเข็มให้หนูน้อยเอง”
“กลางโถงรับแขกนี่เลยเหรอ” เยี่ยจือลังเล เธอไม่อยากให้ลูกสาวต้องมาเจอสภาพแวดล้อมน่าอึดอัดกับพวกหน้าเนื้อใจเสือตระกูลซ่ง
ลั่วหยางพยักหน้า ก่อนจะลอบปรายตามองไปทางหลิวโย่วสุ่ยเป็นนัย
เยี่ยจือฉลาดพอที่จะเดาทางออก ลั่วหยางตั้งใจเปิดคลินิกโชว์ออฟให้หลิวโย่วสุ่ยประจักษ์ถึงวิชาแพทย์อันเหนือชั้น คนเขี้ยวลากดินอย่างหลิวโย่วสุ่ย ถ้าไม่เห็นเหยื่อชิ้นโตย่อมไม่มีทางปล่อยเหยี่ยว ต้องใช้วิธีนี้เท่านั้นถึงจะซื้อใจและบีบให้ตาเฒ่าทรงอิทธิพลยอมออกโรงเป็นโล่กำบังให้เธออย่างหมดใจ
หญิงสาวหันหลังเดินตรงไปที่ห้องนอนลูกสาวทันที
ซ่งไห่ชางแค่นเสียงฮึดฮัด “ฉันเป็นพ่อตาแท้ๆ แต่เธอเอาแต่ขัดใจฉันทุกกระเบียดนิ้ว ทีกับไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่สั่งให้ไปซ้ายก็ไปซ้าย หน้าแก่ๆ ของฉันถูกนังสะใภ้แพศยาอย่างเธอเหยียบย่ำจนป่นปี้หมด ตระกูลซ่งอับโชคจริงๆ ที่รับตัวกาลกิณีอย่างเธอเข้าบ้าน”
เยี่ยจือหันขวับกลับมา มุมปากกระตุกยิ้มหยัน “ฉันแต่งเข้าตระกูลซ่งแล้วมันเป็นความโชคร้ายงั้นเหรอ ถามจริงเถอะ… ถ้าไม่มีฉัน บริษัทชิงซานเอเนอร์จีก็เป็นแค่โรงงานเคมีห้องแถวกระจอกๆ จะมีปัญญาผงาดขึ้นมาใหญ่โตแบบทุกวันนี้ได้เหรอ ตงซานเพิ่งตายไปไม่ทันไร พวกคุณไม่เพียงรุมทึ้งแย่งสมบัติ แต่ยังคิดจะพรากเหม่ยฉีไปจากอกฉันอีก สันดานแบบนี้… ยังกล้าเรียกตัวเองว่าคนอยู่อีกเหรอ”
“กะ… แก นังร่าน” ซ่งไห่ชางโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ชี้หน้าด่าด้วยความแค้น
“ปากดีนักนะ นังแพศยา เชื่อไหมว่าฉันจะตบให้เลือดกบปาก” ซ่งตงหมิงพุ่งปรี่เข้าไปง้างมือเตรียมตบเยี่ยจือด้วยความเกรี้ยวกราด
ฟึ่บ
เจียงเยว่ก้าวมาขวางหน้าเยี่ยจือไว้ บอดี้การ์ดสาวจ้องหน้าซ่งตงหมิงด้วยสายตาเยียบเย็นดุจเพชฌฆาต
สันดานอันธพาลของซ่งตงหมิงหดหายวับ สองขาแข็งทื่อก้าวไม่ออกราวกับถูกตะปูตอกตรึงไว้
หลิวโย่วสุ่ยเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบแต่ทรงพลัง “ตงหมิง… ฉันเป็นแขกที่เสี่ยวเยี่ยเชิญมา ถ้าแกกล้าลงไม้ลงมือกับคนของฉันต่อหน้าต่อตา แล้วจะให้คนอย่างหลิวโย่วสุ่ยเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
ซ่งตงหมิงโกรธจนแทบคลั่ง แต่ก็ปอดแหกเกินกว่าจะปริปากเถียง
หลิวโย่วสุ่ยคนนี้ ภายนอกดั่งพระโพธิสัตว์ แต่เบื้องหลังกว่าจะไต่เต้ามาถึงจุดนี้ได้ สองมือเปื้อนเลือดมาเท่าไหร่ เขาได้ยินกิตติศัพท์มานับไม่ถ้วน ตาเฒ่านี่คือพยัคฆ์ซ่อนเล็บที่กินคนไม่คายกระดูกชัดๆ ขืนไปแหยมมีหวังได้เป็นศพไร้ญาติแน่
ซ่งไห่ชางโกรธจนหน้ามืด แค่นหัวเราะท้าทาย “ดูท่าประธานหลิวจะตั้งใจตั้งป้อมเป็นศัตรูกับตระกูลซ่งจริงๆ สินะ แต่จำไว้อย่าง… ตอนนี้บ้านเมืองมีขื่อมีแป เป็นสังคมกฎหมายนะคุณ”
มุมปากของหลิวโย่วสุ่ยผุดรอยยิ้มอารี “เฒ่าซ่ง คุณเตือนสติได้ดี… พูดถึงสังคมกฎหมาย มีเรื่องนึงที่ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา มีเดรัจฉานตัวไหนก็ไม่รู้ไปย่ำยีนักศึกษาพาร์ทไทม์ในผับแห่งหนึ่ง พอเสร็จกิจก็เอาเงินฟาดหัวปิดปากเด็ก… จ่ายไปเท่าไหร่ ขู่กรรโชกไปยังไงบ้าง ฉันบังเอิญรู้รายละเอียดถี่ยิบ แถมบังเอิญ… มีคลิปความละเอียดสูงอยู่ในมือด้วยสิ”
สีหน้าของซ่งตงหมิงซีดเผือดเป็นกระดาษในพริบตา
ซ่งไห่ชางตวัดสายตามองลูกชายตัวดีขวับ
หลิวโย่วสุ่ยพลิกลิ้นต้อนให้จนมุม “เฒ่าซ่ง เมื่อกี้คุณเพิ่งบอกว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแป งั้นคนรักความยุติธรรมอย่างคุณก็คงเกลียดพวกเดนสังคมเข้ากระดูกดำ เอาแบบนี้ไหมล่ะ… พวกเราโทรแจ้งตำรวจซะเดี๋ยวนี้เลย ลากคอไอ้สวะนั่นมารับโทษตามกฎหมายให้สาสม ดีไหม”
เหงื่อกาฬแตกพลั่กผุดเต็มหน้าผากซ่งตงหมิง
ริมฝีปากของซ่งไห่ชางสั่นระริก อยากจะปริปากเถียงแต่กลับจุกจนพูดไม่ออก
“หมอเทวะลั่ว… คุณจะรักษาคนไข้ตัวน้อยไม่ใช่เหรอ เริ่มได้เลย ฉันเอาหัวเป็นประกันให้คุณเอง ว่าจะไม่มีหมาตัวไหนกล้าเห่ากวนใจคุณอีก” หลิวโย่วสุ่ยยิ้มแย้ม ท่าทางกลับมาเป็นคุณลุงใจดีผู้ทรงศีลอีกครั้ง
ลั่วหยางเอ่ยขึ้นเรียบๆ “คุณหลิว ช่วยเตะโด่งพวกสวะที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปให้พ้นหูพ้นตาที หน้าตาแต่ละตัวอย่างกับโจรปล้นสุสาน เดี๋ยวเด็กจะตกใจกลัวเปล่าๆ”
รอยยิ้มอารีของหลิวโย่วสุ่ยแข็งค้างอยู่บนใบหน้า
ไอ้เด็กนี่มันกล้าจิกหัวใช้มาเฟียใหญ่อย่างเขางั้นเหรอ... แถมยังฉีกหน้าสั่งการต่อหน้าคนตั้งมากมายเนี่ยนะ
ลั่วหยางมองตาทรงอิทธิพลแวบหนึ่ง “มีปัญหาเหรอ”
รอยยิ้มเบ่งบานประดับบนใบหน้าของหลิวโย่วสุ่ยอีกครั้งอย่างรวดเร็ว “ไม่มีปัญหา… จัดให้ตามคำขอ”