ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 12 วิชาประทับวิญญาณบรรพกาล
มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
ลั่วหยางเพิ่งเคยสัมผัสหน้ากากใบนี้เป็นครั้งแรก แต่กลับคุ้นเคยราวกับเป็นคนลงมือสร้างมันขึ้นมาเอง ทั้งยังใช้งานมันมานับครั้งไม่ถ้วน เขารู้จักทุกอณูของมันทะลุปรุโปร่ง
เมื่อครู่เขายังดูไม่ออกว่าหน้ากากนี่ทำจากอะไร แต่ตอนนี้ได้คำตอบแล้ว มันหลอมจากทองคำผสมสำริด โดยมีสัดส่วนสำริดมากกว่า สนิมสีเขียวจึงเกาะกรังเป็นวงกว้าง ส่วนวัสดุเสริมอื่นที่เสื่อมสลายตามกาลเวลา… ไม่มีทางตรวจสอบได้อีกแล้ว
ลั่วหยางโคจรพลังวิญญาณ เร่งสภาวะเหนือสัมผัสของ ‘กายาจิตขมังเวท’ จนถึงขีดสุด
ทันใดนั้น พลังวิญญาณสายหนึ่งก็พุ่งทะลักออกจากหน้ากาก คลื่นข้อมูลปริศนาหลั่งไหลเข้าสู่ร่างเขาราวกับเขื่อนแตก
เปรี้ยง!
ลั่วหยางถูกดูดเข้าไปในมิติพิศวง รอบด้านมืดมิดไร้ก้นบึ้ง มองไม่เห็นสิ่งใดเลย
ไร้สัญญาณเตือน ลำแสงสีทองสาดส่องลงมาจากเบื้องบน ชายโบราณผมเผ้ากระเซิงกำลังร่ายรำท่วงท่าลี้ลับอยู่กลางแสงนั้น ปากพร่ำสวดบทคาถาไม่หยุด
นั่นคือบทสวดอาคมขมังเวท
ลั่วหยางเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก แต่เขากลับฟังออกทุกถ้อยคำ
ชายผมกระเซิงร่ายรำรุกคืบเข้ามาใกล้ บนใบหน้าของเขา… สวมหน้ากากปริศนาใบนั้นอยู่
“ข้าคืออิ๋งหมา ชาวฉินโดยกำเนิด จอมขมังเวทบรรพกาล ผู้มาเยือนคือใครกัน มีจุดประสงค์ใด” เสียงแหบพร่าดังก้องกังวานราวกับฟ้าร้อง
ลั่วหยางช็อกจนอ้าปากค้าง ในฝันยังไม่กล้าคิดเลยว่าหน้ากากใบนี้จะเป็นถึงสมบัติล้ำค่าที่จอมขมังเวทบรรพกาลยุคก่อนราชวงศ์ฉินทิ้งไว้ มิน่าล่ะ ตอนแรกที่สัมผัสถึงได้มีความรู้สึกคุ้นเคยประหลาดๆ
“ผะ… ผู้น้อยลั่วหยาง ทายาทสายขมังเวทบรรพกาลครับ ไม่ได้มีเจตนารบกวนท่านปรมาจารย์ ผู้น้อยเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหลุดเข้ามาที่นี่ได้ยังไง” ลั่วหยางละล่ำละลักตอบ
อิ๋งหมาพริบตาเดียวก็มาปรากฏตัวตรงหน้า เขากระชากหน้ากากออก เผยใบหน้าซูบผอมซีดเผือดราวกับกระดาษ เบ้าตาทั้งสองข้างกลวงโบ๋ มีเพียงกลุ่มควันสีเขียวมรกตน่าขนลุกหมุนวนอยู่ด้านใน
ลั่วหยางสะดุ้งเฮือก เกือบแหกปากร้องลั่น
“ตราประทับชะตาปรากฏ สายเลือดตื่นรู้ กายาจิตก่อกำเนิด… เป็นทายาทจอมขมังเวทบรรพกาลจริงๆ ด้วย ไอ้หนู โขกหัวสิ!” อิ๋งหมาตวาดสั่ง
ลั่วหยางรีบคุกเข่า โขกศีรษะดังโป๊กๆ สามครั้งรวด “ศิษย์ลั่วหยาง คารวะท่านปรมาจารย์อิ๋งหมา”
“หน้ากากใบนี้คือของคู่กายข้า ข้าเชี่ยวชาญวิชาสื่อวิญญาณ ทุกครั้งที่ร่ายอาคมจะต้องสวมหน้ากากใบนี้ นานวันเข้ามันจึงก่อเกิดจิตวิญญาณ เอ็งจะรับสืบทอดไปได้มากน้อยแค่ไหน ก็สุดแท้แต่วาสนาแล้ว”
สิ้นคำ อิ๋งหมาก็ฟาดฝ่ามือลงกลางกระหม่อมลั่วหยางเต็มแรง
เปรี้ยง!
ห้วงสมองของลั่วหยางอัดแน่นไปด้วยอักขระเวท สัญลักษณ์ และลวดลายมหาศาลที่ระเบิดพวยพุ่งขึ้นมา
นั่นคือวิชาสื่อวิญญาณบรรพกาล!
ชายหนุ่มดำดิ่งลงสู่โลกมหาอาคมของจอมขมังเวท…
เนิ่นนานผ่านไป ลั่วหยางลืมตาขึ้น
เขายังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องใต้ดิน เบื้องหน้าไม่มีปรมาจารย์อิ๋งหมา ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นราวกับเป็นเพียงภาพลวงตาสุดกู่ที่สมองปรุงแต่งขึ้นมา
ลั่วหยางก้มมองหน้ากากในมือ ภายในใจกระจ่างชัด
สรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ เพียงแต่แข็งแกร่งและอ่อนแอต่างกัน
วิญญาณของก้อนหินริมทางย่อมเทียบไม่ได้กับหยกงามล้ำค่า ข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกหยิบจับอย่างยาวนานจะค่อยๆ ก่อเกิดจิตวิญญาณ ยิ่งเจ้านายแกร่ง จิตวิญญาณของมันก็ยิ่งทรงพลัง หน้ากากใบนี้คือหลักฐานชั้นดี ปรมาจารย์อิ๋งหมาสวมใส่มันร่ายวิชาสื่อวิญญาณจนชินชา เมื่อจิตวิญญาณสมบูรณ์ มันจึงเก็บซ่อน ‘ความทรงจำ’ ของผู้เป็นนายเอาไว้ด้วย
‘ความทรงจำ’ ชนิดนี้คล้ายกับความจำของกล้ามเนื้อ คนที่ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำๆ นานวันเข้ากล้ามเนื้อจะจดจำการเคลื่อนไหว ต่อให้หลับตาก็ทำได้สบาย
สิ่งที่เขาเพิ่งได้รับมาเมื่อครู่ ก็คือ ‘ความทรงจำ’ ของหน้ากากใบนี้นั่นเอง
หากคิดตามตรรกะนี้ ยิ่งเป็นของโบราณเก่าแก่ โอกาสที่จะหลงเหลือจิตวิญญาณและ ‘ความทรงจำ’ ก็ยิ่งสูงตาม แค่ใช้วิชาประทับวิญญาณบรรพกาลเชื่อมต่อ เขาก็จะสามารถดึงความทรงจำของวัตถุนั้นมาใช้ ซึ่งเท่ากับว่า… เขาสามารถยืมทักษะบางส่วนของเจ้าของเดิมมาใช้งานได้จริง!
ไม่ต่างอะไรกับมีดอีโต้ที่เชฟยอดฝีมือใช้มาสามสิบปี หรือคีย์บอร์ดที่โปรแกรมเมอร์ใช้พิมพ์โค้ดมาสิบแปดปี…
ทะลุปรุโปร่งหนึ่งวิชา ก็เท่ากับกระจ่างแจ้งร้อยวิชา!
======
บานประตูเปิดออก
เบื้องหน้ามีเพียงเจียงเยว่ ไร้เงาหลิวโย่วสุ่ย
ภาพนี้ทำเอาทั้งลั่วหยางและเยี่ยจือแอบแปลกใจ
บอดี้การ์ดสาวหุ่นเซี๊ยะเข้าประเด็นทันที “พ่อบุญธรรมของฉันกำลังจัดการเรื่องคลิปวิดีโออยู่ ปลีกตัวมาไม่ได้ ก็เลยให้ฉันมารับหมอเทวะลั่วกับคุณผู้หญิงเยี่ยไปพบ”
“ได้ค่ะ งั้นฉันขอไปหยิบกระเป๋าสักครู่นะคะ” เยี่ยจือรับคำ
ทว่าลั่วหยางกลับเอ่ยรั้ง “พี่เยี่ย คุณมีธุระต้องไปจัดการที่บริษัทไม่ใช่เหรอครับ ผมไปคนเดียวก็พอ คุณไปทำธุระของคุณเถอะ”
เยี่ยจือชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันอ้าปากแย้ง ลั่วหยางก็หันไปหาหญิงสาวอีกคน
“คุณเจียง ไปกันเถอะ การรักษามีแค่หมอก็พอแล้ว”
เจียงเยว่ปรายตามองเยี่ยจือแวบหนึ่ง
เยี่ยจืออ่านเกมลั่วหยางออกทะลุปรุโปร่ง เธอจึงเปลี่ยนคำพูดลื่นไหล “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ไปแล้วกัน คุณระวังตัวด้วยนะ”
ลั่วหยางพยักหน้ารับ
รถหรูแล่นฉิวไปตามท้องถนน
เจียงเยว่รับหน้าที่สารถี ลั่วหยางนั่งเบาะหน้าข้างคนขับ
การจราจรบนถนนเฉ่าถังติดขัดสาหัส รถสปอร์ตราคาเหยียบสิบล้านวิ่งอืดอาดยิ่งกว่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
ลั่วหยางหลับตาพิงเบาะ ทว่าในหัวกลับอัดแน่นไปด้วยบทสวดและสัญลักษณ์อักขระ
นั่นคือวิชาสื่อวิญญาณบรรพกาล
จนถึงตอนนี้ เขายังรู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดบ้าบอโคตรๆ เริ่มตั้งแต่ซ่งเหม่ยฉีโผล่มา จับได้ว่าหวังซุ่นลี่เล่นชู้กับเหลียงหง พอโดนเทก็ต้องมาอาศัยใบบุญบ้านเยี่ยจือซุกหัวนอน แล้วยังบังเอิญสุดขีดที่ได้มาเจอหน้ากากของปรมาจารย์อิ๋งหมา
แต่นี่มันคือความบังเอิญจริงๆ น่ะหรือ
ไม่มีทางรู้ได้เลย
ลึกๆ แล้วเขารู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง คอยต้อนและบิดเส้นทางชีวิตของเขาให้หักมุมไปอย่างสิ้นเชิง
“หมอเทวะลั่ว คุ้มไหม” เจียงเยว่เอ่ยทำลายความเงียบ
ลั่วหยางลืมตา ปรายมองบอดี้การ์ดสาว “อะไรคุ้ม”
“ที่คุณออกหน้าช่วยเยี่ยจือขนาดนี้… คุ้มแล้วเหรอ” เธอย้ำ
ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบาง “เธอจะสื่ออะไร”
เจียงเยว่ขมวดคิ้ว “ฉันพูดภาษาต่างดาวหรือไง นายถึงฟังไม่รู้เรื่อง”
“ไม่คุ้ม” ลั่วหยางตอบกลับหน้าตาย
บอดี้การ์ดสาวทำหน้าพิลึก “ไม่คุ้มแล้วนายยังจะเสนอหน้าไปช่วยหล่อนทำไม”
“ก็ฉันชอบ” ลั่วหยางตอกกลับสั้นๆ
เจียงเยว่ “…”
บทสนทนาถูกตัดจบ เดดแอร์กินรวบทั้งคันรถ
รถหรูแล่นเข้าสู่เขตเมืองใหม่ปาเฉิง เลี้ยวเข้าหมู่บ้านระดับไฮเอนด์ที่เพิ่งสร้างเสร็จ ก่อนจะจอดสนิทหน้าวิลล่าหลังหนึ่ง
“ถึงแล้ว ลงไปซะ” น้ำเสียงของเจียงเยว่กระด้างดุจน้ำแข็ง
ลั่วหยางคร้านจะต่อล้อต่อเถียง เขาก้าวลงจากรถแล้วเดินตามเธอเข้าไปในวิลล่า
การตกแต่งภายในไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่า แต่เน้นสไตล์โมเดิร์นมินิมอล ดูโปร่งสบายตา เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องนั่งเล่นยังใหม่เอี่ยมอ่อง กลิ่นสียังไม่ทันจางหาย
ไร้เงาของหลิวโย่วสุ่ยในห้องนั่งเล่น
ลั่วหยางไม่คิดว่าที่นี่จะเป็นรังนอนของมาเฟียใหญ่ด้วยซ้ำ หนึ่งคือทำเลวิลล่าค่อนข้างเปลี่ยว สองคือสไตล์การตกแต่งมันห่างชั้น ไม่สมฐานะบิ๊กบอสอย่างหลิวโย่วสุ่ยเลยสักนิด
“พ่อบุญธรรมรออยู่ในห้องที่สอง นายเข้าไปเถอะ” เจียงเยว่พยักพเยิดหน้า
ลั่วหยางลอบขมวดคิ้ว ปกติเจ้าบ้านน่าจะออกมารับแขกที่ห้องนั่งเล่นไม่ใช่หรือไง ยิ่งไปกว่านั้น เขามาในฐานะหมอ แต่คนไข้กลับไปนอนรอให้ตรวจถึงในห้องนอนเนี่ยนะ
“มัวยืนบื้ออะไรอยู่ เข้าไปสิ” เจียงเยว่เร่งรัด
ชั่วพริบตาเดียว ลั่วหยางแอบโคจรพลังวิญญาณ เร่งสภาวะเหนือสัมผัสของกายาจิตขึ้นสู่จุดพีก ประสาทตาทิพย์ หูทิพย์ และจมูกทิพย์ถูกยกระดับทะลวงขีดจำกัดมนุษย์ธรรมดาทันที
“นายเป็นบ้าอะไรเนี่ย” บอดี้การ์ดสาวเริ่มหงุดหงิดที่เขาเอาแต่ยืนนิ่ง
ลั่วหยางปรายตามองเธอแวบหนึ่ง รูขุมขนบนผิวหนังเรียบเนียนปรากฏชัดเต็มสองตา กลิ่นอายทุกหยาดหยดบนตัวหล่อนไม่อาจเล็ดลอด กระทั่งจังหวะหัวใจเต้น หรือเสียงกระเพาะลำไส้บีบตัว เขาก็ได้ยินชัดเจนแจ่มแจ้ง แค่นั้นยังไม่พอ… ของที่ซ่อนอยู่ตามตัว อย่างโทรศัพท์ กุญแจรถ บุหรี่มวนเล็กในกระเป๋าเสื้อ หรือแม้แต่รอยสักลับๆ บนเรือนร่าง เขาก็มองทะลุปรุโปร่งจนหมดเปลือก!
ผลพวงจากการดูดซับพลังวิญญาณมหาศาลจากหน้ากากเมื่อคืน ผนวกกับความทรงจำของปรมาจารย์อิ๋งหมา อัปเกรดสภาวะเหนือสัมผัสของเขาไปอีกขั้น จากเดิมที่แค่ขยายขีดจำกัดทางกายภาพ บัดนี้มันทะลวงจนสัมผัสถึงสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็นได้แล้ว
สิ่งที่ตาเนื้อไม่อาจมองเห็น สัมผัสรับรู้จะทำหน้าที่เติมเต็มให้เอง
ทันใดนั้น สายตาของลั่วหยางก็ลดต่ำลงไปหยุดที่หน้าท้องน้อยของเจียงเยว่
หญิงสาวถลึงตาขวาง “นายมองอะไรของนาย”
“คุณเจียง… เธอเคยโดนยิงมาสินะ” จู่ๆ เขาก็โพล่งขึ้นหน้าตาย
เจียงเยว่ชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนวูบ หล่อนกดเสียงต่ำตวัดถาม “นายรู้ได้ยังไง!”
ลั่วหยางชี้ไปที่ตำแหน่งหน้าท้องซีกขวาใกล้กระดูกเชิงกราน “ตรงนี้… ตอนนั้นคงรักษาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เลยทิ้งรอยแผลเป็นไว้ ใช่ไหมล่ะ”
ดวงตาของเจียงเยว่วาวโรจน์ น้ำเสียงดุดันยิ่งกว่าเดิม “ฉันถามว่านายรู้ได้ยังไง!”
ชายหนุ่มคร้านจะอธิบายให้เปลืองน้ำลาย เขาเบือนหน้าหนีแล้วก้าวอาดๆ ตรงไปยังโถงทางเดินสุดห้องนั่งเล่น
เจียงเยว่สูดลมหายใจลึก ข่มความอยากพุ่งไปเตะก้านคอไอ้หมออวดดีเอาไว้สุดฤทธิ์ ทว่ายิ่งอั้น หน้าอกหน้าใจที่ตูมเต่งอยู่แล้วก็ยิ่งกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง… โกรธจนหอบนั่นแหละ
จังหวะก้าวเข้าสู่โถงทางเดิน หางตาของลั่วหยางเหลือบไปเห็นกล้องวงจรปิดจิ๋วซ่อนเนียนๆ อยู่ในตู้แช่ไวน์ มุมปากชายหนุ่มลอบกระตุกยิ้มเยาะอย่างแนบเนียน
ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา หลิวโย่วสุ่ยต้องแอบซุ่มอยู่มุมใดมุมหนึ่งใกล้ๆ แล้วส่องดูความเคลื่อนไหวผ่านกล้องพวกนี้แน่
และไอ้ฉากโชว์เทพเมื่อกี้… เขาก็จงใจแสดงให้มาเฟียเฒ่าดูโดยเฉพาะ
ถึงหน้าห้องที่สอง
กลิ่นหอมจางๆ ลอยลอดรอยแยกประตู มันเป็นกลิ่นกายเฉพาะของหญิงสาวผสมน้ำหอม สำหรับคนทั่วไปไม่มีทางได้กลิ่นเจือจางระดับนี้ แต่สำหรับลั่วหยางในโหมดสัมผัสเหนือมนุษย์ กลิ่นนี้มันฉุนเตะจมูกขั้นสุด เขาสามารถฟันธงได้ทันที… ในห้องนี้มีผู้หญิงอยู่สองคน และไม่มีผู้ชายหน้าไหนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
ลั่วหยางเหลียวหลังกลับไปมอง เจียงเยว่หายตัวไปจากห้องนั่งเล่นแล้ว
เขาดึงสายตากลับมา ยกมือเคาะประตู
แกร๊ก... ประตูเปิดออก
เบื้องหน้าคือหญิงสาวสองคนยืนส่งยิ้มหวาน รูปร่างสูงโปร่งระดับร้อยเจ็ดสิบ เอวคอดกิ่ว เรียวขายาวสลวย ใบหน้าสวยเฉี่ยวสะกดสายตา อายุอานามน่าจะเพิ่งยี่สิบต้นๆ ที่สำคัญ… บนเรือนร่างพวกเธอแทบไม่มีชิ้นผ้าปกปิด คนหนึ่งสวมบิกินีสีดำตัดกับถุงน่องตาข่ายสายรั้งสีดำ อีกคนสวมบิกินีสีแดงคู่กับถุงน่องตาข่ายสายรั้งสีแดง… อาหารตาระดับพรีเมียม เสน่ห์ดึงดูดร้อนแรงประดุจพยัคฆ์สาวที่พร้อมตะปบเหยื่อ
ยังไม่ทันที่ลั่วหยางจะตั้งตัว สองสาวสุดฮอตก็พุ่งประชิดตัวประกบซ้ายขวา คล้องแขนเขาทั้งสองข้างหนึบแน่น ก่อนจะกึ่งลากกึ่งดึงเขาเข้าไปในห้อง
“พี่ชาย หล่อจังเลยนะคะ” สาวถุงน่องดำจ้องเขาตาเป็นประกายเยิ้ม
“พี่ชายขา บอสหลิวเดี๋ยวก็ตามมาค่ะ พี่เข้ามาพักผ่อนข้างในก่อนนะคะ” สาวถุงน่องแดงส่งเสียงออดอ้อน หวานหยดย้อยชวนให้ขนลุกซู่