ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 16 ต้องมีความสุขนะจ๊ะ
กระบวนการรักษาใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีก็เสร็จสมบูรณ์ ทุกขั้นตอนลื่นไหลไร้ที่ติ
“เรียบร้อย เหม่ยฉี… ลองลงมาเดินดูสิ” ลั่วหยางบอกพลางถอยฉากให้พื้นที่
เด็กน้อยค่อยๆ หย่อนตัวลงจากโซฟา ขาทั้งสองข้างก้าววนรอบห้องนั่งเล่น ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูด้วยจังหวะมั่นคง ไม่เหลือเค้าคนป่วยอีกต่อไป
“หายแล้ว… หายจริงๆ ด้วย” เยี่ยจือยกมือปิดปาก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
ทว่าจู่ๆ ซ่งเหม่ยฉีก็เปิดประตูเตรียมจะผลุบออกไปข้างนอก คนเป็นแม่เห็นเข้าก็รีบคว้าแขนไว้ “เหม่ยฉี ลูกจะไปไหน”
“หนูไม่อยากเป็นก้างขวางคอพวกคุณนี่คะ ขอแวบไปเล่นคนเดียวดีกว่า” เด็กน้อยตอบหน้าตายเจื้อยแจ้ว
ลั่วหยางกับเยี่ยจือหันขวับมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ต่างฝ่ายต่างชะงักงัน… บรรยากาศพลันกระอักกระอ่วนจนอยากจะเอาหัวมุดดินหนี
ก้างขวางคอ… ขวางคอเรื่องอะไรกันวะ!
เยี่ยจือรีบกระแอมไอเรียกสติ ก่อนจะล้วงเอาบัตรธนาคารใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วอาศัยจังหวะที่ชายหนุ่มกำลังอึ้ง ยัดมันใส่มือเขาอย่างรวดเร็ว
“ในบัตรมีอยู่สองล้าน รหัสคือ…”
ลั่วหยางสะดุ้งเฮือก ไม่รอให้เธอพูดจบก็รีบยัดบัตรคืนใส่มือหญิงสาวทันควัน “พี่เยี่ย เงินนี่ผมรับไม่ได้ พี่เก็บคืนไปเถอะ”
“ทำแบบนั้นได้ยังไงกัน” เยี่ยจือขมวดคิ้ว เบี่ยงตัวถอยหลังหนี
ลั่วหยางเริ่มร้อนรน ก้าวพรวดเข้าไปหวังจะคว้ามือเธอไว้ ทว่าเยี่ยจือกลับไหวตัวทัน หญิงสาวซ่อนมือทั้งสองข้างไพล่ไว้ด้านหลัง แล้วแอ่นอกยืดตัวเผชิญหน้าดื้อๆ
คราวนี้ลั่วหยางถึงกับเบรกหัวทิ่ม ขืนเขาก้าวต่ออีกแค่คืบเดียว ด่านแรกที่ต้องปะทะก็คือ ‘ป้อมปราการแฝด’ ทรงสะบึมที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้านั่นแหละ
“พี่เยี่ย ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่รับเงิน แล้วทำไมยังจะยัดเยียดให้อีก” เขาพยายามหว่านล้อม
เยี่ยจือเชิดหน้าเถียงกลับ “ก็ก่อนหน้านี้คุณบอกเองว่าให้รักษาเหม่ยฉีให้หายก่อนแล้วค่อยว่ากัน ฉันไม่ได้ให้มากมายอะไร แค่สองล้าน... ยังไงคุณก็ต้องรับไว้”
ลั่วหยางหน้ามืด ตัดสินใจไม่สนสี่สนแปดอีกต่อไป เขาพุ่งพรวดประชิดตัว สอดมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของเธอ แล้วยัดบัตรใบนั้นกลับคืนลงไปดื้อๆ
ทว่าเนื้อผ้าด้านในกระเป๋ากางเกงกลับไม่ได้ลื่นปรื๊ดอย่างที่คิด ปลายนิ้วของเขาดันทะลุไปสะดุดเข้ากับเส้นใยบางอย่าง… แถมยังสัมผัสได้ถึงความนุ่มเนียนของผิวเนื้อโดยตรง
เยี่ยจือตัวแข็งทื่อเป็นหิน คาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะกล้าจู่โจมมุกนี้ พวงแก้มของเธอร้อนผ่าวแดงซ่าน
ลั่วหยางช็อกตาตั้ง รีบชักมือกลับราวกับโดนไฟดูด
หญิงสาวกัดริมฝีปาก ทำท่าจะล้วงเอาบัตรออกมาอีกรอบ ลั่วหยางไม่อยากยืดเยื้อให้เสียจังหวะ จึงรีบชิงตัดบท
“พี่เยี่ย เอาแบบนี้ ถ้าพี่อยากจะให้อะไรตอบแทนจริงๆ ยกหน้ากากสำริดใบนั้นให้ผมก็พอ”
เยี่ยจือถอนหายใจ คลี่ยิ้มขมขื่น “เอาแบบนั้นก็ได้… เดี๋ยวฉันไปหยิบมาให้”
ลั่วหยางยืนมองแผ่นหลังของหญิงสาวตาค้าง ทรวดทรงของเธอโค้งเว้าเย้ายวนใจ โดยเฉพาะบั้นท้ายอวบอิ่มที่ตึงแน่นอยู่ในกางเกงเข้ารูป… ทรงสวยราวกับลูกพีชชั้นดี แผ่กลิ่นอายหอมกรุ่นชวนให้มัวเมาดั่งสุรารสเลิศ
สุราดีต่อให้ซุกซ่อนอยู่ก้นตรอกลึกเพียงใด… ย่อมส่งกลิ่นยั่วยวนให้คนอยากตามไปลิ้มลอง
จังหวะนั้น เยี่ยจือพลันเหลียวหลังกลับมามอง ลั่วหยางสะดุ้งโหยง รีบเบือนหน้าหลบสายตาทำทีเป็นมองเพดาน
หญิงสาวหันกลับไปทางเดิม ทว่ามุมปากอิ่มกลับลอบระบายรอยยิ้มพอใจ
หลังวุ่นวายมาตลอดทั้งวัน ในที่สุดบ้านใหม่ในหมู่บ้านจินต๋าโส่วฝู่ก็ถูกจัดแจงจนเข้าที่เข้าทาง
ลั่วหยางเพิ่งซึ้งกระจ่างใจก็วันนี้ ว่าการย้ายบ้านมันมีเรื่องจุกจิกมหาศาลขนาดไหน ถ้าไม่มีผู้หญิงละเอียดอ่อนมาคอยช่วยจัดการ งานนี้คงเละไม่เป็นท่า
มื้อค่ำจบลงด้วยอาหารง่ายๆ แต่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่น
หลังมื้อค่ำ เยี่ยจือช่วยเก็บกวาดถ้วยชาม แถมยังอาสาเดินเข้าครัวไปล้างจานให้ ลั่วหยางเกรงใจสุดขีด รีบเดินตามเข้าไปติดๆ
“พี่เยี่ย ไม่ต้องครับ พี่เป็นแขกนะ จะให้มาล้างจานได้ยังไง เดี๋ยวผมจัดการเอง”
“จานแค่ไม่กี่ใบ ล้างแป๊บเดียวก็เสร็จ คุณออกไปอยู่เป็นเพื่อนเหม่ยฉีข้างนอกเถอะ ไปๆ อย่ามายืนเกะกะ” เยี่ยจือไม่ฟังเสียง ดันแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มไล่ออกจากห้องครัวดื้อๆ
ลั่วหยางเดินกลับมาที่ห้องนั่งเล่น ประจวบเหมาะกับที่เห็นซ่งเหม่ยฉีสะพายกระเป๋าเป้ใบจิ๋ว เดินเตาะแตะเข้าไปในห้องนอนห้องหนึ่ง เขาเลิกคิ้วสงสัย จึงเดินตามเข้าไปดู
เด็กน้อยกวาดสายตาสำรวจรอบห้อง พยักหน้าหงึกๆ วางมาดผู้ใหญ่ “อื้อ… ถือว่าไม่เลวเลยนะเนี่ย”
พอหางตาเหลือบไปเห็นชายหนุ่ม เด็กน้อยก็เอ่ยเจื้อยแจ้ว “อ๊ะ คุณลุงลั่วมาพอดีเลย หนูมีเรื่องจะตกลงด้วยหน่อยค่ะ”
ลั่วหยางกอดอกพิงขอบประตู “เรื่องอะไรครับคนเก่ง”
“นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ห้องนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของหนูแล้ว ต่อไปถ้าลุงจะเข้ามาต้องเคาะประตูก่อน เข้าใจไหมคะ หนูเป็นผู้หญิง ส่วนลุงเป็นผู้ชาย… เรื่องแบบนี้ต้องรู้จักระมัดระวังตัวให้ดี” ซ่งเหม่ยฉีเทศนาเป็นฉากๆ ด้วยท่าทางขึงขัง
ลั่วหยางถึงกับใบ้กิน
ตอนแรกเขานึกว่าเด็กน้อยแค่เล่นขายของ ทว่าวินาทีต่อมา เธอกลับรูดซิปกระเป๋าเป้ หยิบแปรงสีฟัน แก้วน้ำลายการ์ตูน และผ้าขนหนูผืนเล็กออกมา แล้วหอบของทั้งหมดเดินเตาะแตะมุ่งหน้าไปทางห้องน้ำหน้าตาเฉย
“นี่หนู… จะค้างที่นี่จริงๆ เหรอเนี่ย” ลั่วหยางอ้าปากค้าง
ซ่งเหม่ยฉีพยักหน้าหงึกๆ ตอบอย่างมั่นใจ “แหงสิคะ”
ลั่วหยางเตรียมจะเบรก แต่คิดไปคิดมา… เถียงกับเด็กแก่แดดคนนี้ไปก็ป่วยการเปล่า
ทว่าแม่หนูน้อยกลับยิงประโยคเด็ดตอกหน้าเขาเข้าให้อีกดอก “คุณลุงลั่วคะ ลุงน่ะต้องเร่งเครื่องทำคะแนนให้ไวกว่านี้หน่อยนะคะ หนูไม่อยากย้ายเข้ามาอยู่แบบไม่มีสถานะหรอกนะ… ถ้าลุงมืดแปดด้านจริงๆ ก็สะกิดบอกหนูได้เลย เดี๋ยวหนูจะชงโอกาสงามๆ ให้เอง”
ลั่วหยางนวดขมับตึบๆ ยัยเด็กนี่ไปจำบทละครหลังข่าวเรื่องไหนมาพูดเนี่ย!
“ลั่วหยาง เหม่ยฉี… อยู่ไหนกันคะ” เสียงของเยี่ยจือดังแว่วมาจากโถงทางเดิน
ลั่วหยางรีบสาวเท้ากลับมาที่ห้องนั่งเล่น “เหม่ยฉีทำอะไรอยู่เหรอคะ” เยี่ยจือถามพลางเช็ดมือที่เปียกชื้น
ลั่วหยางปั้นหน้าไม่ถูก จำต้องสารภาพความจริง “เหม่ยฉีบอกว่าจะค้างที่นี่ครับ ตอนนี้กำลังจัดแปรงสีฟันกับแก้วน้ำอยู่ในห้องน้ำ… ผม…”
ผมหมดปัญญาจะรับมือแล้ว พี่ช่วยมาลากลูกสาวตัวแสบของพี่กลับไปทีเถอะ
“ถ้าอย่างนั้น… ก็ให้แกค้างที่นี่แหละค่ะ” เยี่ยจือตอบกลับหน้าตาเฉย
ลั่วหยางสตั๊นไปสามวิ เขาเป็นไอ้หนุ่มพรหมจรรย์ ส่วนเธอเป็นแม่ม่ายเรือพ่วงที่กำลังจะหอบลูกสาวมาค้างอ้างแรมในบ้านของเขา… ขืนใครมาเห็นเข้า จะให้ตีความความสัมพันธ์นี้ว่ายังไง!
เยี่ยจือเห็นท่าทางของเขาก็หลุดหัวเราะคิกคัก “ทำไมทำหน้าพิลึกแบบนั้นล่ะคะ แอบคิดอกุศลอะไรอยู่หรือเปล่า”
ลั่วหยางสะดุ้ง ร้อนตัวลนลาน “ปะ… เปล่านะครับ ไม่ได้คิดอะไรเลยสักนิด”
“พรุ่งนี้ฉันต้องบินไปดูงานที่เหมืองน่ะค่ะ รบกวนคุณช่วยเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้สักสองวันได้ไหม ให้แกค้างที่นี่แหละ… จะรบกวนเกินไปหรือเปล่าคะ”
“ได้ครับ ไม่มีปัญหา”
“นี่คุณ… ฉันไม่ใช่คนที่ค้างที่นี่สักหน่อย จะทำหน้าลนลานตกใจทำไม”
ลั่วหยางชักจะตามอารมณ์แม่ม่ายทรงเสน่ห์คนนี้ไม่ทัน
“นี่พี่… จะกลับแล้วเหรอครับ”
“ทำไมคะ… ไม่อยากให้ฉันกลับงั้นเหรอ” เยี่ยจือก้าวเข้ามาประชิด จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม
คำถามแสนธรรมดา ทว่าลั่วหยางกลับจุกอยู่ในลำคอ ควานหาคำตอบไม่เจอ บรรยากาศรอบตัวพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงัน มวลอากาศอบอวลไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้
“เอ่อ… จริงสิ ฉันลืมบอกคุณไปเรื่องหนึ่ง” เยี่ยจือทำลายความเงียบ “ตอนที่คุณกำลังรักษาหลิวโย่วสุ่ย ฉันแวบไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลมา… แล้วก็แจ็กพอตแตกตามที่คุณบอกเป๊ะ ฉันเป็นภาวะเต้านมคัดตึงจริงๆ ด้วย หมอจ่ายยามาให้กินดูอาการ แต่ฉัน… ฉันไม่อยากเอาพวกฮอร์โมนเข้าร่างกาย ฉันเลยอยากมาปรึกษาคุณ ก็คุณเคยบอกเอาไว้ว่า… คุณจัดการเรื่องนี้ให้ฉันได้”
ท้ายประโยค น้ำเสียงของเยี่ยจือแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ใบหน้าสวยจัดซับสีเลือดฝาดจนแดงก่ำ
ลั่วหยางเริ่มใจเต้นไม่เป็นจังหวะ “ผม… ผมเคยพูดไว้แบบนั้นจริงๆ เอาเป็นว่า ถ้าพี่ไม่รังเกียจ ผมจัดการสลายก้อนเนื้อนั่นให้พี่ได้เลยนะ”
“ต้องลงมีดผ่าตัดไหมคะ แล้วมันจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้หรือเปล่า” หญิงสาวถามด้วยความกังวล
“เรื่องนั้นหมดห่วงได้เลยครับ” ลั่วหยางชูสองนิ้วขึ้นมาตั้งเป็นกระบวนท่า ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ “ขอแค่มีไอ้นี่… ก็เอาอยู่แล้ว”
ใบหน้าสวยของเยี่ยจือปรากฏร่องรอยความรู้สึกพิลึกพิลั่น สายตาเหลือบมองนิ้วของเขา “นี่… สองนิ้วของคุณมันครอบจักรวาล ทำได้ทุกอย่างเลยงั้นเหรอคะ”
ลั่วหยางคลี่ยิ้มมั่นใจ “เชื่อมือผมเถอะ ไม่ต้องพึ่งมีดหมอ ไม่ต้องทนกลืนยาขมๆ แน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้น… เข้าไปในห้องคุณเถอะค่ะ” เยี่ยจือก้มหน้าหนีสายตา พวงแก้มแดงจัดยิ่งกว่าลูกตำลึงสุก
ลั่วหยางใจเต้นกระหน่ำรัว “เข้าไป… ในห้องผมเหรอครับ”
เยี่ยจือกวาดสายตามองซ้ายทีขวาที ขัดเขินจนแทบจะม้วนตัว “หรือว่า… คุณอยากจะให้ทำตรงนี้ล่ะคะ”
“งะ… งั้นเข้าไปในห้องผมก็แล้วกันครับ”
ลั่วหยางกลืนน้ำลายลงคอ ขืนปล่อยให้ซ่งเหม่ยฉีผลีผลามเปิดประตูออกมาจ๊ะเอ๋ตอนที่เขากำลัง ‘ลงมือรักษา’ หน้าอกแม่ของเธอเข้า… มีหวังเด็กน้อยได้มโนเตลิดเปิดเปิงไปยันดาวอังคารแน่
ดูเหมือนเยี่ยจือจะมีความกังวลแบบเดียวกันเป๊ะ เธอจึงจงใจเดินไปตะโกนบอกลูกสาวหน้าห้อง
“เหม่ยฉี เดี๋ยวคุณลุงลั่วจะรักษาอาการป่วยให้แม่นะลูก หนูอาบน้ำแปรงฟันแล้วเข้านอนไปก่อนได้เลยนะ”
ซ่งเหม่ยฉีชะโงกหน้าออกมาตอบรับอย่างว่าง่าย “ค่า… หม่าม้ากับคุณลุงไปทำธุระกันเถอะ ต้องมีความสุขกันมากๆ นะจ๊ะ ไม่ต้องห่วงหนูหรอก”
ลั่วหยางปรายตามองเด็กแก่แดดแวบหนึ่ง นึกค่อนขอดในใจ… ยัยเด็กแสบ ตัวแค่นี้รู้ด้วยเหรอว่าความสุขที่ผู้ใหญ่เขาทำกันมันคืออะไรน่ะฮะ!
เยี่ยจือแสร้งกระแอมไอแก้เก้อ “ลั่วหยาง… เราไปกันเถอะค่ะ”
“อ้อ… ครับ”
ลั่วหยางเดินตามแผ่นหลังเย้ายวนของแม่ม่ายสาวไปติดๆ
ลับหลังผู้เป็นแม่ ซ่งเหม่ยฉีก็แอบชูนิ้วโป้งกดไลก์ให้ลั่วหยางรัวๆ ใบหน้าจิ้มลิ้มฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี ลั่วหยางเห็นดังนั้นจึงหันไปกดเสียงต่ำกระซิบขู่
“เหม่ยฉี… เดี๋ยวพรุ่งนี้ลุงจะไปเหมาแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์มาฝากหนูสักสิบเล่มเลยดีไหม”
ซ่งเหม่ยฉี “…”
รอยยิ้มแป้นแล้นเมื่อครู่… ค่อยๆ หุบลงจนจางหายไปในพริบตา