ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 17 การรักษาที่ทำเอาแทบคลั่ง
ห้องนอนใหญ่บนชั้นสองมีระเบียงกว้างเปิดรับวิวแม่น้ำฮว่านฮวากว้างไกล บรรยากาศเงียบสงบเป็นส่วนตัว
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เยี่ยจือก็ตรงดิ่งไปรูดผ้าม่านระเบียงปิดสนิททุกบาน ก่อนหันมากำชับลั่วหยาง “ปิดประตูด้วยค่ะ”
ลั่วหยางดึงสติกลับมา รีบหันไปงับบานประตูลงกลอน
ประตูหน้าต่างปิดตาย ผ้าม่านทึบแสงรูดปิดสนิท ภายในห้องพลันตกอยู่ในความมืดมิด
ชายหนุ่มคลำหาสวิตช์เตรียมเปิดไฟ ทว่าเสียงของหญิงสาวกลับดังขัดขึ้นมาท่ามกลางความมืด “อย่าเพิ่งเปิดค่ะ”
ลั่วหยางชะงัก ชักมือกลับ “พี่เยี่ย ไม่เปิดไฟแล้วผมจะรักษายังไงล่ะครับ”
“ระ… รอเดี๋ยวนึง ค่อยเปิดนะคะ” น้ำเสียงของเยี่ยจือสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด
ท่ามกลางความมืดมิด เสียงสวบสาบของเสื้อผ้าที่ถูกปลดเปลื้องดังแว่วมากระทบโสตประสาท
แม้จะมองไม่เห็น แต่ลั่วหยางรู้เต็มอกว่าหญิงสาวกำลังทำอะไร ความคิดเริ่มเตลิดเปิดเปิงจนทำตัวไม่ถูก ทว่า ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ บ้าบอเจ้ากรรม ดันทะลึ่งทำงานเอาตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน! ทั้งเสียงสวบสาบ กลิ่นกายหอมกรุ่น และทุกจังหวะการขยับตัว ถูกส่งตรงเข้าประมวลผลในสมองอย่างแม่นยำ ก่อตัวเป็นภาพจำลองคมชัดระดับโฟร์เค ชนิดที่ไม่ต้องลืมตาก็เห็นทะลุปรุโปร่งไปถึงไหนต่อไหน!
“พร้อมแล้วค่ะ… เปิดไฟได้เลย” เสียงหวานใสเอ่ยอนุญาต
ลั่วหยางกดสวิตช์ ภายในห้องพลันสว่างวาบ
เยี่ยจือนอนเอนกายอยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว ร่างอรชรถูกซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มไหมบางเบา ใบหน้าสวยจัดแดงซ่านดุจกลีบดอกท้อ ผิวพรรณขาวอมชมพูระเรื่อซับสีเลือดฝาด ภายใต้แสงไฟสาดส่อง ผิวเนื้อเนียนละเอียดของเธอยิ่งดูนุ่มเด้งราวกับเยลลี่ บอบบางจนแทบจะบีบน้ำออกมาได้
ลั่วหยางสูดลมหายใจลึก พยายามสะกดกลั้นจินตนาการวาบหวามและแรงกระตุ้นพลุ่งพล่านในอกให้สงบ ก่อนจะก้าวไปหยุดยืนข้างเตียง
สี่ตาประสานกัน นัยน์ตาของทั้งคู่สะท้อนภาพของกันและกัน… ต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในความเงียบงัน
บรรยากาศชวนให้ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ! นี่มันใช่การสบตาระหว่างหมอกับคนไข้ที่ไหน มองมุมไหนก็เหมือนคู่สามีภรรยากำลังส่งซิกก่อนร่วมหอลงโรงชัดๆ!
“ผะ… ผมจะเริ่มแล้วนะครับ” ลั่วหยางโพล่งทำลายความเงียบ ทว่าพอหลุดปากไปก็แทบอยากจะตบปากตัวเอง… ประโยคบ้าอะไรวะเนี่ย กำกวมชะมัด!
“ต้องใช้เวลา… นานแค่ไหนคะ” เยี่ยจือถามกลับ แต่พอสิ้นประโยค หญิงสาวก็เพิ่งตระหนักว่าคำถามมันชวนคิดลึกสุดกู่ ใบหน้าสวยแดงเถือกลามไปถึงหลังหู
“เอ่อ… ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ประมาณสิบกว่านาทีครับ”
“งะ… งั้นก็ไม่นานเท่าไหร่ ขะ… เข้ามาเลยค่ะ” เอาเข้าจริง เยี่ยจือลนลานสติแตกยิ่งกว่าลั่วหยางเสียอีก
ลั่วหยางยื่นมือไปจับขอบผ้าห่ม ผ้าไหมผืนบางเฉียบแทบไร้น้ำหนัก ทว่าเขากลับรู้สึกเหมือนกำลังยกหินหนักเป็นตัน ฝ่ามือสั่นเทาจนแทบไม่มีแรงเลิกมันขึ้น
ขอบผ้าห่มถูกร่นขึ้นทีละนิด ทว่าวินาทีที่สัดส่วนเย้ายวนกำลังจะปรากฏสู่สายตา เยี่ยจือก็ตะครุบขอบผ้าห่มกดทับไว้แน่น “เดี๋ยวก่อน... ฉะ… ฉันเปิดเองดีกว่า”
ลั่วหยางพยักหน้ารับรัวๆ รีบปล่อยมือทันที
เยี่ยจือกำขอบผ้าห่มแน่น ฟันขาวขบเม้มริมฝีปากอิ่ม หญิงสาวชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะรวบรวมความกล้าทั้งหมด รูดผ้าห่มขึ้นคลุมโปงมิดหัว เปิดทางให้พื้นที่เป้าหมายปรากฏแก่สายตาอย่างโจ่งแจ้ง!
ลั่วหยางตัวแข็งทื่อเป็นหินในเสี้ยววินาที สภาพไม่ต่างจากสัตว์ป่าที่โดนไฟหน้ารถสาดอัดใส่หน้าตอนกลางคืน ช็อกตาค้าง ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว
“คะ… คุณกำลังทำอะไรอยู่” เยี่ยจือไม่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหว จึงร้องถามออกมาจากใต้ผ้าห่มด้วยความใจคอไม่ดี
ลั่วหยางสะดุ้งสุดตัว วิญญาณเพิ่งกลับเข้าร่าง รีบตอบตะกุกตะกัก “ผะ… ผมกำลังเตรียมตัวก่อนลงมือรักษาน่ะครับ!”
“ระ… รักษาได้อย่างเดียวนะ” น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นสะท้าน
“ก็ต้องรักษาอยู่แล้วสิ มะ… ไม่งั้นจะให้ผมทำอะไรล่ะ!” สมองของลั่วหยางรวนจนกู่ไม่กลับแล้ว
“ห้ามทำอย่างอื่นเด็ดขาดเลยนะ… โอ๊ย รีบๆ เริ่มสักทีเถอะ!” ความอับอายบ้าบอนี่ทำเอาเยี่ยจือแทบคลั่ง สติสัมปชัญญะพังพินาศจนเรียบเรียงคำพูดไม่ถูก
ลั่วหยางสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ มือขวารวบรวมสมาธิชูสองนิ้วตั้งกระบวนท่า ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ ก่อนจะกดทาบลงบนจุดที่เป็นก้อนเนื้ออย่างแม่นยำ
หมอหนุ่มสะดุ้งเฮือก คนไข้สาวก็กระตุกเกร็งไปทั้งร่าง!
นี่คือการปฐมพยาบาลที่หฤโหดและสูบพลังงานที่สุดตั้งแต่เขาเรียนจบแพทย์มา!
ตอนรักษาซ่งเหม่ยฉีกับหลิวโย่วสุ่ย เขาแทบไม่ต้องวอร์มอัป แค่แตะปุ๊บก็เข้าสู่สภาวะพร้อมรบปั๊บ ทว่าครั้งนี้สมาธิกลับแตกกระเจิง ไม่ใช่เพราะหาตำแหน่งจุดไม่เจอ แต่เป็นเพราะ ‘พลังวิญญาณ’ ดันดื้อด้านไม่ยอมฟังคำสั่ง เอาแต่วิ่งพล่านไปกระจุกตัวอยู่ตรงจุดกึ่งกลางลำตัว… สรุปคือพังพินาศสุดๆ!
กว่าจะเรียกสติและเข้าสู่สภาวะการรักษาได้อย่างแท้จริงก็ปาเข้าไปหลายนาที ประกายแสงสีใสบริสุทธิ์สายหนึ่งพุ่งทะลักออกจากร่องนิ้วของดัชนีแพทย์ไท่ชู ก่อตัวพุ่งทะลวงเข้าสู่ก้อนเนื้อของเยี่ยจือราวกับเข็มเล่มเล็กที่ไร้ซุ่มเสียง
อาการเต้านมคัดตึง หรือก้อนเนื้อที่เต้านม มีต้นตอจากตับอุดกั้น ส่งผลให้เลือดคั่งจับตัวเป็นก้อน การรักษาตามศาสตร์แพทย์แผนจีนจึงเน้นทะลวงตับ ปรับสมดุลลมปราณ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และสลายก้อนเนื้อให้ยุบตัว ส่วนแพทย์แผนปัจจุบันมักอัดยาฮอร์โมน ยาไอโอดีน หรือยาทาม็อกซิเฟน ควบคู่กับวิตามินเสริมเพื่อปรับสมดุล
แต่ความรู้พวกนั้นลั่วหยางโยนทิ้งลงหม้อไปหมดแล้ว! เพราะ ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังวิญญาณคือโอสถทิพย์ชั้นยอด นอกจากจะซ่อมแซมเซลล์ประสาทที่เสียหาย หากยกระดับถึงจุดหนึ่งยังครอบจักรวาล ทั้งต้านอักเสบ ระงับปวด กระตุ้นเลือดลม และสลายก้อนเนื้อแข็ง… ขอแค่สองนิ้ว เขาก็ขยี้ขีดจำกัดของวงการแพทย์ทั้งแผนจีนและแผนปัจจุบันจนแหลกละเอียด!
แม้จะเป็นวิชาแพทย์โบราณของจอมขมังเวท แต่ว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ มันคือการแทรกแซงด้วยพลังงานบริสุทธิ์ เทคโนโลยีของมนุษย์ยุคนี้ยังห่างชั้นเกินกว่าจะเอื้อมถึง
ก้อนเนื้อที่จับตัวแข็งในอกเยี่ยจือกำลังค่อยๆ ละลายหายไปราวกับหิมะโดนแดดแผดเผา หญิงสาวสัมผัสได้เพียงความอุ่นซ่านแผ่กระจาย ไร้ซึ่งความเจ็บปวดหรืออึดอัดโดยสิ้นเชิง
ยี่สิบนาทีผ่านไป ลั่วหยางก็ถอนนิ้วยุติการรักษา อันที่จริงกระบวนการนี้ควรจะจบเร็วกว่านี้มาก แต่เพราะช่วงแรกเขาเสียเวลาไปกับการดึงสมาธิเตลิดเปิดเปิงกลับมา
“สะ… เสร็จหรือยังคะ” เสียงหวานดังอู้อี้ลอดมาจากใต้ผ้าห่ม
“เรียบร้อยครับ” ชายหนุ่มตอบ
เดิมทีเขาตั้งใจจะหันหลังเปิดทางให้หญิงสาวสวมเสื้อผ้า ทว่าเยี่ยจือกลับพรวดพราดสะบัดผ้าห่มออกแล้วผุดลุกขึ้นนั่งดื้อๆ!
สี่ตาประสานกันอีกระลอก มวลอากาศภายในห้องพลันแข็งค้าง!
ไร้ซึ่งถ้อยคำเอื้อนเอ่ย ทว่าต่างฝ่ายต่างสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆ สนามแม่เหล็กลี้ลับดึงดูดให้ร่างของทั้งสองค่อยๆ โน้มเข้าหากัน ระยะห่างถูกร่นลงทีละมิลลิเมตร ริมฝีปากเกือบจะแนบชิดกันอยู่รอมร่อ…
กริ๊ง! กริ๊ง! ทว่าจู่ๆ เสียงริงโทนโทรศัพท์ของลั่วหยางก็แผดลั่นทำลายบรรยากาศจนยับเยิน!
ลั่วหยางสะดุ้งเฮือกสุดตัว รีบหดคอถอยฉากกลับมาแทบไม่ทัน
เยี่ยจือรีบมุดตัวกลับเข้าใต้ผ้าห่มเป็นพัลวัน คราวนี้หล่อนไม่ได้คลุมโปง แต่ใบหน้าสวยจัดนั้นแดงเถือกไปทุกตารางนิ้วจนหาพื้นที่สีขาวไม่เจอ
ลั่วหยางล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าจอปรากฏชื่อ ‘หยางหลง’ เพื่อนร่วมชั้นสมัยวิทยาลัยแพทย์ ชายหนุ่มเลิกคิ้วประหลาดใจ
“ผะ… ผมขอรับสายก่อนนะ”
“รับเถอะค่ะ” เยี่ยจือช้อนตาขึ้นมองชายหนุ่ม ภายใต้แสงไฟ โครงหน้าหล่อเหลาคมคายประดุจนายแบบไฮเอนด์ช่างเจริญหูเจริญตา มองกี่ครั้งก็ไม่มีเบื่อ
ลั่วหยางลุกพรวด สาวเท้าออกไปรับสายที่ระเบียง
“ฮัลโหล ลั่วหยาง แกทำอะไรอยู่วะ” เสียงของหยางหลงดังทะลุลำโพงออกมา
“ฉันกำลัง…” ลั่วหยางปรายตาชำเลืองมองหญิงสาวที่ซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม ก่อนจะรีบเบรกตัวเอง “นอนอยู่ มีธุระอะไรเปล่าวะ”
ทว่าในใจกลับกำลังขบคิดถึงอีกปัญหาใหญ่: แล้วทำไมพี่เขาถึงยังไม่ยอมลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าอีกเนี่ย!
“จะมานอนบ้าอะไรตอนนี้ ออกมาปาร์ตี้ดิวะ!” หยางหลงยังคงคอนเซปต์เดิม เอะอะโวยวายไม่เคยแคร์โลก
“เอ่อ… ไม่ไปหรอกวะ” ลั่วหยางลอบมองเยี่ยจืออีกรอบ
“ฉันจะบอกอะไรให้นะเว้ย อู่เซิ่งหลาน ดาวมหา’ลัยรุ่นพวกเราเพิ่งกลับมาจากเซี่ยงไฮ้ แล้วเธอก็เจาะจงเลยนะว่าอยากเจอแก! แกจะมาทำตัวกร่อยแบบนี้ไม่ได้ รีบตามมาเลย เดี๋ยวส่งโลเคชันให้ ถ้าไม่มา… ต่อไปนี้ขาดกัน ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าเพื่อน!” พ่นจบประโยค ไอ้อ้วนหยางหลงก็ชิงกดตัดสายทิ้งดื้อๆ
ลั่วหยางกำโทรศัพท์แน่น มุมปากกระตุกยิก จะมาอ้างความเป็นพี่เป็นน้องบ้าบออะไร ไร้สาระสุดๆ ก็แค่เพื่อนร่วมห้องพักสมัยเรียนที่พอคุยกันถูกคอแค่นั้นเอง!
แล้วไอ้เรื่องดาวมหา’ลัยอู่เซิ่งหลานอะไรนั่นอีก จริงอยู่ที่หล่อนสวยหยดย้อย แต่ตลอดเวลาหลายปีในรั้วมหา’ลัย หล่อนคุยกับเขานับคำได้ไม่ถึงสิบประโยคด้วยซ้ำ ไอ้ที่บอกว่าดาวคณะเจาะจงอยากเจอเขา… ให้ตายก็ไม่มีทางเชื่อ!
แต่ถึงอย่างนั้น… เขากลับอยากคว้าโอกาสนี้ชิ่งหนีไปให้พ้นๆ เพราะขืนเขายังรั้งอยู่ต่อล่ะก็…
เปอร์เซ็นต์ตบะแตกสูงปรี๊ด! และถ้าเผลอข้ามเส้นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเยี่ยจือขึ้นมาจริงๆ ตัวเขาเสวยสุขแน่ แต่ตัวหญิงสาวล่ะจะทำยังไง? เงื่อนไขในพินัยกรรมที่ซ่งตงซานทิ้งไว้ระบุชัดเจนว่า หากหล่อนแต่งงานใหม่ สิทธิ์ดูแลซ่งเหม่ยฉีจะตกเป็นของซ่งไห่ชางทันที มิหนำซ้ำยังต้องสูญเสียอำนาจบริหารบริษัทชิงซานเอเนอร์จีไปจนหมดสิ้น
พอคิดถึงความจริงข้อนี้ อารมณ์พลุ่งพล่านของลั่วหยางก็ดับวูบ เยือกเย็นลงในพริบตา
“เอ่อ… พอดีเพื่อนสมัยเรียนมีธุระด่วนให้ผมไปหาน่ะครับ ผมคงต้องขอตัวก่อน” ลั่วหยางตัดสินใจเด็ดขาด เขาจะเห็นแก่ตัวทำลายชีวิตหล่อนไม่ได้
ประกายความผิดหวังพาดผ่านนัยน์ตาคู่สวยของเยี่ยจือ ทว่าใบหน้าหวานกลับคลี่ยิ้มบาง “ไปเถอะค่ะ… ถ้าคุณไม่ออกไป ฉันก็ไม่กล้าลุกมาแต่งตัวเหมือนกัน”
ประโยคนั้นเรียกสติลั่วหยางกลับมาเต็มร้อย ชายหนุ่มลนลานสับเท้าจ้ำพรวดไปที่ประตูทันที
จังหวะนั้น โลเคชันจากหยางหลงก็เด้งเข้าโทรศัพท์พอดี… ภัตตาคารปู้เซียงจวี ดันตั้งอยู่ข้างหมู่บ้านจินต๋าโส่วฝู่นี่เอง เดินเท้าแค่สิบนาทีก็ถึง
“ลั่วหยางคะ” เสียงหวานรั้งเอาไว้
ลั่วหยางใจเต้นตึกตัก หันขวับกลับไปมอง “พี่เยี่ย… มีอะไรอีกเหรอครับ”
“ไกลหรือเปล่า ให้ฉันขับรถไปส่งไหมคะ”
“ไม่ไกลครับ ภัตตาคารปู้เซียงจวี อยู่ข้างหมู่บ้านนี่เอง เดินไปแป๊บเดียวก็ถึง”
“ดื่มให้น้อยๆ หน่อยนะคะ” น้ำเสียงของหญิงสาวอ่อนโยนละมุนละไม ชวนให้หัวใจฟูฟ่อง
“ครับ” ลั่วหยางรับคำ ไม่กล้ารั้งอยู่ต่อ รีบเปิดประตูเผ่นแน่บออกไปทันที
ทันทีที่บานประตูปิดสนิท เยี่ยจือก็สะบัดผ้าห่มออก นิ้วเรียวขาวเนียนค่อยๆ จิ้มลงบนหน้าอกบริเวณที่เพิ่งผ่านการรักษาอย่างระมัดระวัง
“หายไปแล้วจริงๆ… เขาทำได้ยังไงกัน” เยี่ยจือพึมพำ ตื่นตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตา ภายในหัวตอนนี้ถูกยึดครองด้วยภาพลักษณ์ของชายหนุ่มคนนั้น ทั้งกลิ่นอายความลึกลับเหนือสามัญสำนึก และใบหน้าหล่อเหลาบาดใจนั่นอีก
ไม่รู้ว่าเผลอจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปถึงเรื่องอะไร จู่ๆ หญิงสาวก็คว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงมิดหัวอีกรอบ เสียงกรี๊ดอู้อี้ดังลอดออกมาจากใต้ผืนผ้า
“อายจะตายอยู่แล้ว! โอย… น่าอายที่สุดเลย!”