ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 18 ตัวตลกกลับเป็นฉันเองซะงั้น
พนักงานเสิร์ฟเดินนำลั่วหยางมาถึงหน้าห้องวีไอพี ขาพ้นขอบประตู เสียงหัวเราะครื้นเครงก็ดังลอดออกมา บรรยากาศด้านในดูคึกคักไม่เบา
บานประตูถูกผลักออก พนักงานเสิร์ฟโค้งตัวผายมือเชิญด้วยท่วงท่ามืออาชีพ
ลั่วหยางสาวเท้าก้าวเข้าไปด้านใน
ในห้องมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วสี่คน ชายสามหญิงหนึ่ง ทั้งหมดล้วนเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตา ชายสามคนคือเพื่อนร่วมห้องสมัยมหา’ลัย คนแรกคือ ‘หยางหลง’ ไอ้หนุ่มร่างผอมเกร็งชาวเมืองลั่วเฉิง ปัจจุบันเป็นเถ้าแก่โรงงานผลิตประตูหน้าต่างอะลูมิเนียม คนที่สองคือ ‘จางไป๋’ ไอ้หน้ากลมผิวขาวซีดยิ่งกว่าผู้หญิง พ่อแม่เป็นหมอโรงพยาบาลรัฐ แถมที่บ้านยังเปิดร้านขายยาสาขาใหญ่ ส่วนคนที่สามคือ ‘หานเซ่าคุน’ รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน หน้าตาหล่อเหลาเอาการ สมัยเรียนควงผู้หญิงเปลืองที่สุดในรุ่นจนได้ฉายาว่า ‘นักร้อยดาบ’
ส่วนหญิงสาวเพียงคนเดียวคือ ‘อู่เซิ่งหลาน’ ผิวพรรณขาวผ่อง ใบหน้ารูปไข่จิ้มลิ้ม เวลายิ้มมีลักยิ้มสองข้างดูมีเสน่ห์ สมัยนั้นผู้ชายที่ตามจีบเธอต่อแถวยาวเป็นหางว่าว ข่าวลือคาวๆ หนาหูจนแยกไม่ออกว่าอันไหนจริงอันไหนมั่ว แต่ที่แน่ๆ… เธอคือดาวคณะตัวท็อปอย่างไม่ต้องสงสัย
ทันทีที่เขาปรากฏตัว สายตาทั้งสี่คู่พลันพุ่งตรงมาหยุดอยู่ที่เขาเป็นจุดเดียว
ลั่วหยางจุดรอยยิ้มบางเบา “ไม่ได้เจอกันนาน วันนี้ลมอะไรหอบพวกนายมารวมตัวกันได้”
“มาๆ นั่งตรงนี้” หยางหลงกวักมือเรียก พลางเลื่อนเก้าอี้ตัวข้างๆ ออกมารอ
ลั่วหยางไม่ปฏิเสธ ทรุดตัวลงนั่งข้างอีกฝ่าย
อาหารบนโต๊ะพร่องไปกว่าครึ่ง ตรงกลางมีเหล้าเจี้ยนหนานชุนรุ่นตงฟางหงตั้งอยู่หนึ่งขวด ขนาบด้วยไวน์แดงไม่คุ้นหูอีกขวด ประเมินจากสายตาน่าจะขวดละหลายร้อยหรืออาจแตะหลักพันหยวน
มองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่ง ไอ้เพื่อนกลุ่มนี้ไม่ได้กะจะชวนเขามาตั้งแต่แรก คงแค่นั่งก๊งเหล้ากันจนกรึ่มแล้วบังเอิญมีใครสักคนหลุดปากพูดชื่อเขาขึ้นมา หยางหลงถึงได้ต่อสายตรงเรียกเขามาเป็นตัวประกอบ
“มาสายนะเว้ย ต้องโดนปรับหนึ่งแก้ว” จางไป๋คว้าขวดตงฟางหงมารินให้ “เหล้าชั้นดีเลยนะ พวกเราอุตส่าห์กั๊กไว้ให้แกโดยเฉพาะ”
ถ้อยคำดูดีแต่แฝงเจตนาเหยียดหยันชัดเจน... สื่อกลายๆ ว่าลำพังคนอย่างลั่วหยางคงไม่มีปัญญาซื้อเหล้าแพงๆ แบบนี้กิน
ลั่วหยางขี้เกียจใส่ใจ เขาเพียงพยักหน้ารับ “ขอบใจ”
หานเซ่าคุนจุดบุหรี่ฮว๋าจื่อ พ่นควันสีเทาลอยคลุ้ง พลางกวาดตามองลั่วหยางตั้งแต่หัวจรดเท้า น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยเอ่ยขึ้น “ลั่วหยาง ได้ข่าวว่าแกคว้าโควตาตามศาสตราจารย์หวังไปทำที่โรงพยาบาลจื้อเทียนนี่ เท่าที่รู้มา… สวัสดิการที่นั่นดีกว่าโรงพยาบาลรัฐเป็นทุ่ง แกนี่มันแน่จริงๆ ว่ะ ทำยังไงถึงประจบจนศาสตราจารย์หวังโปรดปรานได้ขนาดนั้น”
อู่เซิ่งหลานเอ่ยแทรก “เรื่องแค่นี้ยังต้องถามอีกเหรอ ผลการเรียนลั่วหยางท็อปฟอร์มมาตลอด ไม่ที่หนึ่งก็ที่สอง ศาสตราจารย์หวังไม่หนีบเขาไปแล้วจะหนีบใคร”
ลั่วหยางยกแก้วเหล้าขึ้นเตรียมดื่ม ทว่าปลายนิ้วกลับชะงัก วางมันลงที่เดิม
“แต่บังเอิญฉันได้ข่าวแว่วๆ มาอีกว่า… แกเพิ่งโดนโรงพยาบาลจื้อเทียนเฉดหัวทิ้ง สรุปมันยังไงกันแน่วะ” หานเซ่าคุนยิงคำถามจี้จุด
ลั่วหยางกระจ่างแจ้งในวินาทีนั้น… ที่แท้ไอ้พวกนี้เรียกเขามา ก็ไม่ได้กะจะรำลึกความหลังอะไร แต่ตั้งใจเอาเขามาเป็นแท่นเหยียบเพื่อโชว์พาวเวอร์ เรียกร้องความสนใจจากอู่เซิ่งหลานต่างหาก
เป็นไปตามคาด อู่เซิ่งหลานเบิกตาขึ้นเล็กน้อย “ลั่วหยาง… นี่เรื่องจริงเหรอ”
ลั่วหยางพยักหน้ารับหน้าตาย “เพิ่งลาออกเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ไม่ได้โดนไล่ออก ฉันเขียนใบลาออกเอง”
“อ้าว… แล้วตอนนี้แกทำงานอะไร” จางไป๋ปั้นหน้าห่วงใยเสแสร้ง
ลั่วหยางตอบเรียบๆ “ถึงจะลาออกแล้ว แต่ก็ยังรับรักษาคนไข้อยู่นะ ตีซะว่าเป็นหมอฟรีแลนซ์ก็แล้วกัน”
“โหย สมกับเป็นหัวกะทิของรุ่นจริงๆ ดูมันสรรหาคำพูดเข้าสิ โคตรจะดูดีมีระดับ… ฟรีแลนซ์” หยางหลงระเบิดหัวเราะลั่น ตบไหล่ลั่วหยางฉาดใหญ่ “พี่น้อง เอางี้ ที่นั่งหัวโด่กันอยู่ตรงนี้ก็คนกันเองทั้งนั้น ถ้าแกตกระกำลำบากก็อ้าปากบอก พวกเราช่วยได้ก็ยินดีช่วยอยู่แล้ว”
ลั่วหยางนั่งฟังด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ถ้อยคำเสแสร้งพวกนี้ช่างจืดชืดและน่ารำคาญสิ้นดี ในใจเริ่มนึกเสียดายเวลาที่อุตส่าห์ทิ้งเยี่ยจือมานั่งทนฟังพวกขี้แพ้โอ้อวด… โคตรจะไร้สาระ
“ลั่วหยาง… เอางี้ แกมาเป็นหมอนั่งประจำที่ร้านขายยาฉันสิ ซี้ปึ้กอย่างพวกเรา ฉันให้เงินเดือนแกหมื่นหยวนสบายๆ เลยเอ้า” จางไป๋ฉวยโอกาสโชว์รวยเต็มที่ ใบหน้าอิ่มเอมไปด้วยความเย่อหยิ่ง “พ่อแม่ฉันก็เป็นหมออยู่โรงพยาบาลฮว๋าซี ร้านขายยาฉันตั้งอยู่หน้าประตูโรงพยาบาลพอดีเป๊ะ เดือนที่แล้วฟันยอดขายทะลุสองล้านเบาะๆ ปีหน้ากะจะเปิดเพิ่มอีกสักสองสาขา”
ลั่วหยางแค่นยิ้มหยันในใจ แค่เปิดร้านขายยาก็ทำมากร่างคับโลก… โลกแคบแค่นี้เองสินะ
อู่เซิ่งหลานปรายตามองจางไป๋แวบหนึ่ง
“ใครตั้งกฎวะว่าจบแพทย์แล้วต้องเป็นหมอ วันๆ ขลุกอยู่แต่กับคนป่วย ประสาทจะแดกเอาเปล่าๆ ลั่วหยาง… แกมาทำที่โรงงานฉันดีกว่า พ่อเพิ่งโยนโรงงานประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมมาให้ดูแล ฉันกำลังขาดมือขวาเก่งๆ อยู่พอดี” หยางหลงมีหรือจะยอมน้อยหน้า รีบแย่งซีนอวดบารมีทันควัน
สายตาของอู่เซิ่งหลานเลื่อนไปหยุดที่ร่างของหยางหลง
หานเซ่าคุนหัวเราะหึ สวนขึ้นหน้าตาเฉย “บ้านฉันไม่ได้เปิดโรงงาน แล้วก็ไม่ได้เปิดร้านขายยา… มีแค่เส้นสายนิดๆ หน่อยๆ ตอนนี้ฉันทำอยู่บริษัทการยาสูบ พอดีท่านประธานเป็นสหายรบเก่าพ่อฉัน ท่านเลยเอ็นดูเป็นพิเศษ ลั่วหยาง… ถ้าแกอยากเข้าบริษัทการยาสูบ ฉันกระดิกนิ้วเอ่ยปากคำเดียว ก็ยัดแกเข้าทำงานได้สบาย”
อู่เซิ่งหลานตวัดสายตากลับมามองหานเซ่าคุนเป็นรอบที่สาม
ลั่วหยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ชีวิตฉันตอนนี้ก็ปกติดี ขอบใจพวกนายมากที่อุตส่าห์เดือดร้อนแทน”
“ทำเป็นหยิ่งไปได้ว่ะ” จางไป๋เหลือบเห็นแก้วเหล้าของลั่วหยางที่ยังปริ่มขอบ จึงรีบจิกกัด “รีบๆ กระดกสิวะ เหล้าแก้วนี้ราคาปาไปตั้งหลายร้อย”
ลั่วหยางหยิบแก้วขึ้นมาหมุนเล่นในมือ เอ่ยเสียงเรียบ “งั้น… ดื่มให้ชีวิตมหา’ลัยของพวกเรา”
ทว่าทั้งโต๊ะ… มีเพียงอู่เซิ่งหลานคนเดียวที่ยอมยกแก้วไวน์แดงขึ้นมาจิบเบาๆ ตามมารยาท
ลั่วหยางกระดกเหล้ารวดเดียวหมดแก้ว ทว่าคราวนี้กลับไม่มีหมาตัวไหนเสนอหน้ารินเพิ่มให้เขาอีก
ไส้พุงของพวกมัน ลั่วหยางมองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่ง สมัยเรียนเขาคือคนที่คะแนนท็อปสุด แถมยังหล่อเหลาที่สุด เป็นจุดศูนย์กลางความเพอร์เฟกต์ในสายตาอาจารย์และเพื่อนร่วมรุ่นอย่างไร้ข้อกังขา การที่ไอ้สามตัวนี้จงใจเหยียบย่ำเขาให้จมดิน ก็แค่พยายามจะสื่อสารกับอู่เซิ่งหลานว่า… เห็นไหม เรียนเก่งแล้วไง หล่อแล้วกินได้ไหม สุดท้ายคุณค่าของผู้ชายมันวัดกันที่ฐานะและอำนาจต่างหาก
รู้ทันสันดาน แต่ลั่วหยางก็คร้านจะเสวนาด้วย ประสบการณ์ถูกเหลียงหงหักหลัง ผนวกกับการได้เห็นธาตุแท้เน่าเฟะของหวังซุ่นลี่ หล่อหลอมให้เขาเย็นชาและมองสัจธรรมความบัดซบของมนุษย์ได้ทะลุปรุโปร่ง การที่ไอ้สามตัวนี้พยายามเบ่งกล้ามโชว์รวยเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้หญิง ในสายตาเขา… มันคือพฤติกรรมโคตรโลว์คลาสของพวกขี้แพ้
“ลั่วหยาง… เอางี้ไหม นายมาทำที่บริษัทฉันสิ ฉันทำอยู่บริษัทผลิตเครื่องมือแพทย์ เพิ่งถูกส่งมาบุกเบิกตลาดแถบนี้พอดี บุคลิกนายดูดีมีระดับนะ ถ้านายไม่รังเกียจ… เริ่มจากพนักงานขายก่อนก็ได้” อู่เซิ่งหลานยื่นข้อเสนอ
ลั่วหยางยิ้มบางๆ “ขอบใจมาก แต่ชีวิตฉันตอนนี้โอเคดีแล้วจริงๆ ถ้าวันไหนตกอับขั้นสุด ค่อยบากหน้าไปขอให้ช่วยก็แล้วกัน”
“เอ้า กินเหล้ากันต่อสิวะ” หยางหลงปรายตามองลั่วหยางอย่างสมเพช
ลั่วหยางเอื้อมมือไปคว้าขวดตงฟางหง ทว่ากลับเบาหวิว “อ้าว… เหล้าหมดแล้วนี่”
จางไป๋ฉวยจังหวะทำหน้าใหญ่ใจโตทันที “ลั่วหยาง แกเดินไปเรียกพนักงานให้เอามาเพิ่มอีกขวดไป มื้อนี้ฉันเป็นเจ้ามือเอง ตงฟางหงสั่งมากระดกให้ยับไปเลย ไม่อั้นเว้ย”
ลั่วหยางผุดลุกขึ้นยืนตามนั้น เขาตั้งใจจะออกไปสั่งเหล้าให้ แล้วค่อยฝากพนักงานเข้ามาบอกลาว่ามีธุระด่วนต้องขอตัว
ทว่ายังไม่ทันขยับตัว บานประตูห้องวีไอพีกลับถูกผลักออกกว้าง พนักงานเสิร์ฟเจ็ดแปดคนเดินเรียงแถวเข้ามาในห้อง นำขบวนโดยชายในชุดเชฟใหญ่ระดับหัวป่าก์ พร้อมรถเข็นอาหารคันโตที่ตามหลังมาติดๆ
คนทั้งโต๊ะรวมถึงลั่วหยางชะงักงัน งงเป็นไก่ตาแตกกับสถานการณ์อลังการตรงหน้า
ผู้จัดการร้านรูปร่างสูงโปร่งเดินตามเข้ามาสมทบ โค้งคำนับด้วยท่วงท่าสง่างาม
“คุณผู้ชายและคุณผู้หญิงทุกท่าน เถ้าแก่ของเราตั้งใจส่งเชฟใหญ่มาปรุงอาหารมื้อท็อปคลาสให้พวกท่านชมกันสดๆ วัตถุดิบเนื้อวากิวส่งตรงจากญี่ปุ่น ผสานทูน่าครีบน้ำเงินจากมหาสมุทรแอตแลนติก นอกจากนี้… เถ้าแก่ยังมอบเครื่องดื่มสุดพิเศษมาให้อีกสองขวด ขวดแรกคือเจี้ยนหนานชุนบ่มสามสิบปี และอีกขวดคือไวน์แดงวินเทจจากไร่ในฝรั่งเศสครับ”
“นี่เถ้าแก่ของพวกนาย… คงไม่ใช่สหายรบเก่าพ่อฉันอีกคนหรอกนะ” หานเซ่าคุนสมกับฉายานักร้อยดาบ เรื่องหน้าหนาแอ็กอาร์ตโชว์สาวขอให้บอก
หยางหลงกับจางไป๋หันขวับไปจ้องหน้าหานเซ่าคุนโดยไม่ได้นัดหมาย
สหายรบพ่อแกกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลกเลยหรือไง ทำไมไม่ให้พ่อแกเหาะขึ้นสวรรค์ไปเลยวะ
“แล้วเถ้าแก่พวกนายเป็นใครกัน” จางไป๋รีบแทรก หาช่องชุบตัวเอาหน้าให้ตัวเองบ้าง “บางทีอาจเป็นคนไข้ที่พ่อแม่ฉันเพิ่งรักษาหาย แหม… เล่นใหญ่เบอร์นี้เกรงใจแย่เลย”
สีหน้าหยางหลงเจื่อนสนิท ใจจริงก็อยากหาซีนอวดบารมีบ้าง แต่ขืนอ้างว่าระดับเถ้าแก่ภัตตาคารหรูเคยไปสั่งทำบานหน้าต่างอะลูมิเนียมกิ๊กก๊อกที่โรงงานเขา… มันก็กระดากปากเกินรับไหว
อู่เซิ่งหลานเอ่ยปาก “ถ้าไม่รบกวนเกินไป ช่วยเชิญเถ้าแก่ของพวกคุณมาทำความรู้จักหน่อยได้ไหมคะ พวกเราจะได้ขอบคุณต่อหน้า”
สมกับเป็นผู้หญิงทำงานสายการตลาด วิธีคิดชั้นเชิงเหนือกว่าพวกสวะขี้โม้ลิบลับ
“ด้วยความยินดีครับ ผมจะรีบไปเรียนเชิญเถ้าแก่เดี๋ยวนี้” ผู้จัดการร้านค้อมศีรษะรับคำก่อนหมุนตัวเดินออกไป
พนักงานเสิร์ฟกรูเข้ามาเคลียร์ซากอาหารบนโต๊ะอย่างฉับไว ปูผ้าผืนใหม่เอี่ยม พร้อมเปลี่ยนชุดจานชามช้อนส้อมให้ใหม่ยกเซต
เชฟใหญ่เริ่มลงมือปรุงอาหารโชว์สดๆ ท่วงท่าลื่นไหลชำนาญการ สมฐานะเชฟมือทองประจำภัตตาคารหรู
จู่ๆ หยางหลงก็นึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง หัวเราะร่วนพลางเอ่ยแซว “เซิ่งหลาน... งานใหญ่อลังการเบอร์นี้ คงไม่ใช่ฝีมือ… แฟนเธอหรอกนะ”
สายตาของจางไป๋และหานเซ่าคุนตวัดขวับไปรวมที่อู่เซิ่งหลานทันที ในใจแอบร้อนรุ่ม ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง ความหวังที่จะโปรยเสน่ห์จีบดาวคณะคงต้องพับเก็บถาวร บารมีคนกระเป๋าหนักระดับนี้… ไม่ใช่สิ่งที่กระจอกอย่างพวกมันจะงัดข้อสู้ได้เลย
อู่เซิ่งหลานเม้มปากยิ้มหวาน “พวกนายอย่ามาพูดจาเลอะเทอะ ฉันไม่รู้จักเถ้าแก่ภัตตาคารนี้สักหน่อย แล้วตอนนี้… ฉันก็ยังไม่มีแฟนด้วย”
ใบหน้าของหยางหลง จางไป๋ และหานเซ่าคุน พลันฉีกยิ้มกว้างอย่างลืมตัว… งานนี้ยังมีหวังเว้ย
ทว่าจังหวะนั้นเอง ผู้จัดการร้านที่เพิ่งเดินออกไปก็กลับเข้ามา พร้อมเดินนำหน้าชายวัยกลางคนผู้ทรงภูมิ ทว่าใบหน้านั้นกลับดูแปลกตา… ไม่มีใครในห้องนี้คุ้นหน้าเขาสักคน
ชายวัยกลางคนก้าวพ้นขอบประตู กวาดสายตามองรอบห้องปราดหนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าตรงดิ่งไปหาลั่วหยางโดยไม่ลังเล
หานเซ่าคุนรีบเด้งตัวลุกพรวด ฉีกยิ้มประจบสอพลอพลางยื่นมือออกไปรอเชกแฮนด์ “คุณอาครับ ผมหานเซ่าคุน ไม่ทราบว่าคุณอาคือ…”
ทว่าชายวัยกลางคนกลับเดินเบี่ยงหลบหานเซ่าคุนไปหน้าตาเฉย ไม่แม้แต่จะปรายตามองหรือยื่นมือตอบ เขาก้าวไปหยุดยืนเคียงข้างลั่วหยาง แผ่นหลังที่ยืดตรงเมื่อครู่ค้อมต่ำลงเก้าสิบองศา ใบหน้าท้วมฉีกยิ้มประจบเอาใจจนแก้มแทบปริ “คุณลั่วครับ… ผมไม่ทราบล่วงหน้าเลยว่าท่านจะให้เกียรติมาเยือน ขาดตกบกพร่องต้อนรับไม่ดี ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ครับ”
เพื่อนร่วมรุ่นทั้งสี่ชีวิต... ชายสามหญิงหนึ่ง ช็อกตาตั้งอ้าปากค้างกันถ้วนหน้า
โดยเฉพาะหานเซ่าคุนที่ยังยืนเก้อค้างในท่ารอจับมือ สีหน้าของมันในตอนนี้… โคตรจะดูไม่ได้
ปั้นหน้าแอ็กอาร์ตข่มคนอื่นมาตั้งนาน... ที่แท้ตัวตลกในห้องนี้กลับเป็นฉันเองซะงั้น