ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 20 ไม่ใช่โง่ แต่เลวจากสันดานต่างหาก -บทที่ 21 ไอเดียบรรเจิด
อู่เซิ่งหลานตกใจกลัวจนหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
หยางหลงเองก็ขวัญหนีดีฝ่อ สองขาอ่อนปวกเปียกสั่นเป็นเจ้าเข้า
มีเพียงลั่วหยางที่ยังคงความเยือกเย็น ทว่าลึกๆ เขาก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่
จังหวะนั้น ไอ้หนุ่มลายสักเต็มแขนก็ปรี่เข้ามาหา ถ่มน้ำลายใส่หน้าหานเซ่าคุนอย่างจัง “ไอ้เวรเอ๊ย ผู้หญิงของฉันแกยังกล้าหยาม… ซัดเหล้าไปกี่แก้วถึงได้กร่างคับจอขนาดนี้วะ!”
เสลดก้อนโตพุ่งแหมะเข้ากลางหน้าหานเซ่าคุนพอดิบพอดี ความเหนียวหนืดของมันไหลย้อยปิดตาไปข้างหนึ่งอย่างน่าสมเพช
อู่เซิ่งหลานเพิ่งดึงสติกลับมาได้ สัญชาตญาณสั่งให้เธอรีบควักโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมกดรอยสาย 110
“ถ้าแกกล้ากดโทร... ฉันเอาตายแน่” ไอ้หนุ่มทรงดังโงะชี้หน้าขู่ฟ่อ รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน
มือเรียวบางสั่นระริก โทรศัพท์ร่วงหลุดมือหล่นกระแทกพื้นเสียงดังแกรก
หยางหลงที่เมื่อครู่ยังขาสั่นพั่บ จู่ๆ ก็อยากสวมบทฮีโร่หน้าสิ่วหน้าขวาน ทะเล่อทะล่าเอาตัวเข้ามาบังหน้าอู่เซิ่งหลานไว้
“ละ… ลูกพี่ นี่มันต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ เพื่อนผมทำตัวไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ผมขอเป็นตัวแทนขอโทษก็แล้วกัน ลูกพี่เห็นแก่หน้าผมสักครั้ง… ปล่อยให้เรื่องนี้มันจบๆ ไปเถอะครับ”
ไอ้หนุ่มดังโงะตวาดเสียงเหี้ยม “แกมันสวะตัวไหนวะ จะให้ฉันเห็นแก่หน้าแกเนี่ยนะ ถุย… เสนอหน้ามาหาตีนแท้ๆ”
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือหนาตบฉาดเข้าที่หน้าหยางหลงเต็มแรง พริบตาเดียวรอยนิ้วมือสีแดงเถือกก็ปูดบวมช้ำ มันโดนตบไปแล้วยังมองไม่ทันด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายใช้มือข้างไหนลงมือ
ลั่วหยางกลับมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวทะลุปรุโปร่ง หากคิดจะสกัดกั้น ด้วยระยะประชิดแค่นี้ เขาเพียงยกมือขึ้นก็ปัดป้องได้สบาย แต่ปัญหาคือ… ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาต้องทำแบบนั้น หยางหลงอุตส่าห์เสนอหน้าสวมบทฮีโร่พิทักษ์สาวงามตัดหน้าไปแล้ว เขาจะหน้าด้านไปแย่งซีนฉกชิงความดีความชอบของมันได้ยังไง
ไอ้หนุ่มดังโงะกระชากคอเสื้อหยางหลงฉับพลัน ก่อนจะออกแรงเหวี่ยงเต็มเหนี่ยว ร่างผอมแห้งเซถลาไปชนกระแทกโต๊ะอาหาร จานซาซิมิทูน่าครีบน้ำเงินร่วงคว่ำ เนื้อปลาแล่บางเฉียบราคาสูงลิ่วกระจายเกลื่อนพื้น
“น้องสาว… มารู้จักกันหน่อยไหม” ไอ้หนุ่มดังโงะจ้องโลมเลียอู่เซิ่งหลานด้วยสายตาหื่นกระหาย มุมปากแสยะยิ้มหยาบโลน
“กะ… แกถอยไปนะ” อู่เซิ่งหลานขวัญหนีดีฝ่อ นัยน์ตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา พร้อมจะปล่อยโฮได้ทุกเมื่อ
ไอ้หนุ่มดังโงะสาวเท้าคุกคามเข้าหาหญิงสาว หยางหลง จางไป๋ และหานเซ่าคุน ทั้งสามตัวผู้ได้แต่เบิกตาดูเหตุการณ์อย่างขี้ขลาด ไม่กล้าแม้แต่จะขยับปากห้ามสักครึ่งคำ
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ฝ่ามือหนึ่งพุ่งคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อด้านหลังของไอ้กุ๊ยทรงดังโงะ ก่อนจะออกแรงกระชากร่างมันจนปลิวกระเด็นถอยหลัง
ลั่วหยางลงมือแล้ว
ไอ้หนุ่มนี่จะตบตีไอ้เพื่อนผู้ชายสามตัวนั้นยังไง เขาคร้านจะใส่ใจ พ่อแม่ไม่สั่งสอน ก็ปล่อยให้ตีนสังคมกระทืบสั่งสอนซะบ้าง แต่ถ้ามันคิดจะล้ำเส้นมารังแกผู้หญิงอย่างอู่เซิ่งหลาน… เขาคงปล่อยผ่านไม่ได้ อู่เซิ่งหลานทิ้งความประทับใจที่ดีไว้ให้เขาไม่น้อย หากปล่อยให้เธอถูกย่ำยีโดยยืนดูดาย มันจะไม่กลายเป็นว่าเขาสันดานระยำยิ่งกว่าไอ้ขี้ขลาดสามตัวนั้นอีกหรือไง
ไอ้หนุ่มดังโงะเซถอยไปสองก้าวถึงตั้งหลักได้ มันจ้องหน้าลั่วหยางด้วยความตกตะลึง ที่มันไม่ลงมือกับลั่วหยางตั้งแต่แรก เป็นเพราะหมอนี่เอาแต่ยืนเงียบเชียบ มันจึงนึกว่าเป็นแค่ไอ้กระจอกที่กลัวจนหัวหด ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ จะกล้าพลิกมาเป็นฝ่ายเปิดฉากซัดมันตรงๆ
“แกวอนหาที่ตายนักใช่มั้ย” ไอ้หนุ่มดังโงะคว้าเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งขึ้นมา ง้างสุดแขนหมายฟาดกบาลให้แหลก
“พวกคุณทำอะไรกันน่ะ” เสียงของโจวซินฝูดังแทรกมาจากระยะที่ห่างออกไปพอสมควร
“ไสหัวไป ไม่ใช่กงการอะไรของพวกแก” เสียงลูกน้องนักเลงตะคอกกลับอย่างดุดัน
ตามมาด้วยเสียงยื้อยุดฉุดกระชากด่าทอกันลั่นทางเดิน ลั่วหยางมองไม่เห็นสถานการณ์ภายนอก แต่โสตประสาทภายใต้ ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ กลับดักจับคลื่นเสียงและจำลองภาพได้อย่างแม่นยำ ฝูงคนกำลังยืนออขวางทางเดินโซนวีไอพี ครึ่งหนึ่งคือลิ่วล้อรอยสัก อีกครึ่งคือพนักงานของปู้เซียงจวี เขาแยกแยะได้กระทั่งว่า… พนักงานร้านเอาแต่แหกปากโวยวายเสียงดัง ทว่ามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าพุ่งเข้าไปประจันหน้าผลักอกกับนักเลงตัวจริง
เรื่องพรรค์นี้เข้าใจได้ พนักงานร้านอาหารก็แค่คนหาเช้ากินค่ำ จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปงัดข้อกับพวกนักเลงหัวไม้ ที่สำคัญ… ใครมันจะโง่เอาชีวิตไปทิ้งเพื่อแลกกับเงินเดือนแค่ไม่กี่พันหยวน
ไอ้หนุ่มดังโงะง้างเก้าอี้พุ่งทะยานเข้าใส่ หมายปลิดชีพ
ลั่วหยางตวัดมือขวาสวนกลับ นิ้วชี้และนิ้วกลางกางแยกสิบห้าองศา รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด สองนิ้วนั้นพุ่งกระแทกทะลวงเข้าเบ้าตาทั้งสองข้างของอีกฝ่ายอย่างจัง
“อ๊าก” ไอ้หนุ่มดังโงะแผดเสียงโหยหวนราวกับหมูโดนเชือด สัญชาตญาณสั่งให้มันทิ้งเก้าอี้ลงพื้น ยกสองมือกุมตาดิ้นพล่านเซถอยหลัง
ไอ้หนุ่มลายสักสะดุ้งโหยง ไอ้ดังโงะคือมือขวาสายบวกที่เก่งที่สุด มันถึงหนีบติดตัวไว้ใช้งานตลอด ใครจะไปคิดว่าแค่กระบวนท่าเรียบง่ายของหมอนี่ จะสยบหมาบ้าของมันได้ชะงัดแบบม้วนเดียวจบ
เพื่อนร่วมรุ่นทั้งสี่คนเบิกตาโพลง หันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ในความทรงจำตลอดห้าปีในรั้วมหา’ลัย ลั่วหยางไม่เคยมีปากเสียงกับใครเลยสักครั้ง เรื่องชกต่อยยิ่งไม่ต้องพูดถึง แล้วจู่ๆ ไอ้เด็กเรียนคนนี้มันกลายร่างเป็นยอดฝีมือบู๊แหลกตาใสตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ไอ้หนุ่มดังโงะฝืนลืมตาที่บวมเป่งราวกับลูกมะนาว วิสัยทัศน์พร่ามัวแทบมองอะไรไม่เห็น ทว่าสัญชาตญาณดิบเถื่อนถูกปลุกปั่นจนทะลุขีดจำกัด มันล้วงคว้ามีดสปริงพับคมกริบออกมาจากกระเป๋า พุ่งพรวดเข้าใส่พร้อมแหกปากคำรามราวกับหมาบ้า “ฉันจะฆ่าแก”
ลั่วหยางตวัดมือสวนอีกระลอก ยังคงเป็นมือขวา และยังเป็นนิ้วชี้กับนิ้วกลางกางทำมุมสิบห้าองศา พุ่งทะลวงเบ้าตาทั้งสองข้างของศัตรูซ้ำรอยเดิมอย่างแม่นยำ
ดัชนีแพทย์ไท่ชู… ตำรับบรรเทาโรคตาเฉพาะทางเปิดทำงาน!
“อ๊ากกก” มันแผดเสียงกรีดร้องสยดสยองยิ่งกว่าเดิม คราวนี้ดวงตามืดมิดบอดสนิท มือที่กำมีดสปริงได้แต่กวัดแกว่งฟันลมสะเปะสะปะอย่างบ้าคลั่ง
ลั่วหยางเกรงว่าคมมีดจะพลาดไปโดนอู่เซิ่งหลาน จึงคว้าข้อมือหญิงสาวที่กำลังยืนตัวแข็งทื่อ กระชากให้ถอยร่นหลบรัศมีอันตรายออกมาสองก้าว
ไอ้หนุ่มดังโงะพุ่งเหยียบเข้ากับชิ้นปลาดิบซาซิมิบนพื้น เท้าลื่นไถลเสียหลักล้มกระแทกพื้นเสียงดังอั้ก คราวนี้นอนขดตัวคุดคู้อย่างหมดสภาพ สองมือกุมตาแน่น ร้องครวญครางด้วยความทรมานแสนสาหัส
ไอ้หนุ่มลายสักเพิ่งดึงสติกลับเข้าร่าง มันจ้องเขม็งหรี่ตาประเมินสถานการณ์ เอ่ยเสียงเย็นชาดุดัน “น้องชาย… แกเป็นใครมาจากไหนกันแน่วะ”
จังหวะนั้นเอง กลุ่มกุ๊ยนักเลงหลายคนก็กรูเข้ามาสมทบด้านหลังลูกพี่ แต่ละคนจ้องเขม็งมาที่ลั่วหยางด้วยรังสีอำมหิต พร้อมจะพุ่งเข้ารุมสกรัมหมาหมู่ได้ทุกเมื่อ
ภายในใจลั่วหยางแอบหวั่นกระแสอันตรายอยู่บ้าง แต่ใบหน้ากลับเคลือบด้วยความนิ่งสงบเยือกเย็น เขาโยนคำถามตอกกลับไปนิ่มๆ “หลิวโย่วสุ่ย… แกรู้จักหรือเปล่า”
สิ้นชื่อหลิวโย่วสุ่ย สีหน้าไอ้หนุ่มลายสักพลันแปรเปลี่ยน มันหรี่ตาถามหยั่งเชิง “ทำไม… แกรู้จักงั้นเหรอ”
ปฏิกิริยานั้นไม่รอดพ้นสายตาคมกริบ ลั่วหยางลอบระบายลมหายใจผ่อนคลายความตึงเครียด “ไม่ได้แค่รู้จักหรอกนะ แค่ฉันโทรกริ๊งเดียว… ก็เรียกประธานของพวกแกมาที่นี่ได้สบายๆ”
ไอ้หนุ่มลายสักระเบิดเสียงหัวเราะเยาะ “แกคิดว่าตัวเองเป็นใครวะ โทรกริ๊งเดียวจะสั่งประธานหลิวถ่อมาหาแกได้เนี่ยนะ ฝันกลางวันอยู่หรือไง”
ลิ่วล้อปลายแถวยกแขนลายพร้อยชี้หน้าตวาดกร้าว “แกขู่ใครอยู่วะ คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นพวกฉันจับแกหักขาแน่”
พวกลิ่วล้อขยับตัว เตรียมพุ่งเข้าตะลุมบอน
ลั่วหยางเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้กังวล “ถ้าพวกแกคันไม้คันมืออยากจะรุมจริงๆ รอฉันต่อสายแป๊บเดียว… ก็คงไม่ขาดใจตายหรอกมั้ง”
ไอ้หนุ่มลายสักกางแขนออก เป็นสัญญาณเบรกพวกลูกน้อง ชั่วพริบตาลั่วหยางก็กดวิดีโอคอลหาเบอร์หลิวโย่วสุ่ยเรียบร้อย
แต่ความฉิบหายดันไปตกอยู่ที่หานเซ่าคุน ไอ้ตัวเสือกที่คลุกคราบน้ำมันจนตัวมันแผลบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา แสร้งสวมบทเพื่อนผู้หวังดีสุดหัวใจ “ลั่วหยาง แกเลิกแอ็กอาร์ตซะทีเถอะ ฉันรู้จักไส้พุงแกดี ประธานหลิวทรงอิทธิพลขนาดนั้น คนอย่างแกจะไปมีปัญญารู้จักได้ยังไง เลิกดันทุรังแล้วรีบก้มหัวขอโทษลูกพี่เขาซะ ควักตังค์จ่ายค่ารักษาไป เรื่องมันจะได้จบๆ”
ลั่วหยางปรายตามองหานเซ่าคุนด้วยความสมเพช… ไอ้เวรนี่ไม่ได้โง่หรอก แต่มันเลวจากสันดานต่างหาก
หานเซ่าคุนรีบสลับโหมดปั้นหน้ายิ้มประจบประแจงทันควัน “พี่ชายครับ ผมขอเป็นตัวแทนขอโทษแทนน้องชายผมด้วยนะครับ ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด… ลูกพี่ตีราคามาได้เลยครับ”
วิดีโอคอลเชื่อมต่อสำเร็จ หลิวโย่วสุ่ยปรากฏตัวในชุดนอน ท่าทางงัวเงียเพิ่งตื่น
“หมอเทวะลั่ว… โทรมาดึกป่านนี้ มีธุระด่วนอะไรหรือเปล่าครับ”
อีกฝ่ายยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านี่คือการวิดีโอคอล นับว่าโชคดีที่ไม่มีแม่สาวทรงโตนอนเปลือยอยู่ข้างๆ ไม่งั้นคงได้กลายเป็นไลฟ์ฉากสยิวขวัญประดับวงการแน่
ลั่วหยางพุ่งเข้าประเด็นไม่อ้อมค้อม “ประธานหลิว พอดีผมเจอเรื่องวุ่นวายนิดหน่อย คนพวกนี้น่าจะเป็นลูกน้องคุณ ลองดูหน้าหน่อยสิครับว่ารู้จักไหม… ทักทายกันสักหน่อย”
ชายหนุ่มพลิกหน้าจอสมาร์ตโฟน หันกล้องไปจ่อหน้าไอ้กุ๊ยลายสักที่ยืนคุมเชิงอยู่
“อ้าว นี่คุณเปิดวิดีโอคอลเลยเหรอเนี่ย ให้ตายเถอะ” หลิวโย่วสุ่ยขยับโทรศัพท์ออกห่างเล็กน้อย พลางยกมือขยี้ตา
ทางฝั่งไอ้หนุ่มลายสัก พอเห็นหน้าคนในจอ มันก็ช็อกจนแทบไม่เชื่อสายตา รีบชะโงกหน้าเข้ามาเพ่งดูใกล้ๆ คราวนี้ชัดเต็มสองตา… คนในสายคือประธานหลิวตัวจริงเสียงจริง ร่างของมันแข็งทื่อราวกับถูกสาป ประจวบเหมาะกับที่หลิวโย่วสุ่ยเหลือบมาเห็นหน้ามันในจอพอดี คิ้วของมาเฟียใหญ่ขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
“ปะ… ประธานหลิว” ไอ้หนุ่มลายสักขวัญกระเจิง รีบโค้งคำนับพับเอวใส่หน้าจอโทรศัพท์อย่างลนลาน
พวกลิ่วล้อด้านหลังต่างลุกลี้ลุกลน โค้งคำนับพับเอวตามกันเป็นแถวราวกับโดมิโน สิ่งที่จะสยบอำนาจมืดได้… ก็มีแต่อำนาจมืดที่เหนือกว่านี่แหละ
“เกิดเรื่องระยำอะไรขึ้น” น้ำเสียงของหลิวโย่วสุ่ยแผ่รังสีอำมหิตเยียบเย็น
ไอ้หนุ่มลายสักรีบสารภาพเสียงสั่น เจียมเนื้อเจียมตัวสุดขีด “ประธานหลิว คือบริษัทการเงินของเรามาจัดงานสังสรรค์น่ะครับ ผมเลยพา… เอ้ย ผมพาทีมงานมาเลี้ยงข้าว แล้วดันมีไอ้เวรที่ไหนไม่รู้มาลวนลามผู้หญิงของผม พนักงานผมโกรธจัดก็เลยไล่กระทืบมันมาจนถึงนี่ ไม่นึกเลยว่าเพื่อนประธานหลิวจะอยู่ที่นี่ด้วย… เลยเกิดการกระทบกระทั่งกันนิดหน่อยครับ”
หลิวโย่วสุ่ยตอกกลับเสียงเย็นเยียบ “หมอเทวะลั่วเป็นสหายคนสำคัญของฉัน แกไปเหยียบตาปลาเขายังไง ก็หาวิธีทำให้เขาคลายโกรธเอาเองก็แล้วกัน… แต่ถ้าหมอเทวะลั่วไม่ยอมยกโทษให้ งานนี้คงเป็นฉันที่ต้องถ่อไปขอโทษด้วยตัวเอง”
สิ้นประโยคเด็ดขาดของบิ๊กบอส ไอ้หนุ่มลายสักก็ง้างมือตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ จากนั้นก็กระหน่ำตบซ้ายขวารัวๆ ไม่ยั้งมือ ปากก็พร่ำขอความเมตตา “หมอเทวะลั่ว ผมตาบอดไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ ขอความกรุณาช่วยระงับโทสะด้วยเถอะครับ”
หานเซ่าคุนอ้าปากค้าง ช็อกจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง มันรู้ดีว่าหลิวโย่วสุ่ยคือใคร นั่นคือมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลคุมถิ่นเสฉวนตะวันตกเชียวนะ หมอตกอับอย่างลั่วหยางมีบารมีอะไรไปตีซี้ระดับนั้นได้ ตอนแรกมันฟันธงว่าลั่วหยางแค่แอบอ้างชื่อมาเฟียใหญ่มาขู่ มันถึงได้กระโดดออกโรงแฉ หวังยืมมือพวกนักเลงกระทืบลั่วหยางให้จมดิน แต่ใครจะไปคิดว่า…
ตัวตลก… ก็ยังคงเป็นมันเองอีกตามเคย
ลั่วหยางเอื้อมมือไปรั้งข้อมือไอ้หนุ่มลายสักไว้ “พอได้แล้ว คุยกันรู้เรื่องก็พอ”
ไอ้หนุ่มลายสักพยักหน้ารัวๆ นัยน์ตาทอประกายซาบซึ้งใจราวกับได้เกิดใหม่
“หมอเทวะลั่ว… หายโกรธหรือยังครับ” หลิวโย่วสุ่ยเอ่ยถามจากในจอ
“หายโกรธแล้วครับ ไม่มีอะไรแล้ว” ลั่วหยางตอบกลับ
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีครับ ผมจะนอนล่ะ อย่าลืมข้อตกลงระหว่างเราด้วยล่ะครับ” หลิวโย่วสุ่ยหาวหวอด ก่อนจะกดตัดสายไป
ลั่วหยางเก็บโทรศัพท์ยัดใส่กระเป๋า ใบหน้าของไอ้หนุ่มลายสักประดับด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอเต็มพิกัด “หมอเทวะลั่วครับ ช่วยให้เกียรติผมสักหน่อย ผมขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงเหล้าคุณสักสองสามแก้ว เป็นการไถ่โทษจะได้ไหมครับ”
ลั่วหยางส่ายหน้า “ผมดื่มมาเยอะแล้ว เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน”
จังหวะที่พูด ชายหนุ่มก็จงใจเบนสายตาพยักพเยิดไปทางหานเซ่าคุนเล็กน้อย
ไอ้หนุ่มลายสักชะงักไปเสี้ยววิ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างรู้ใจทันควัน เป็นนักเลงหากินมาจนป่านนี้ ไต่เต้าขึ้นมาเป็นถึงระดับหัวหน้าแก๊งทวงหนี้ ถ้าไม่มีไหวพริบอ่านสีหน้าคนออก มันจะรอดมาถึงจุดนี้ได้ยังไง
ลั่วหยางสำทับอีกประโยค “งั้นเอาตามนี้แหละ ผมกับเพื่อนผู้หญิงยังมีธุระต้องไปทำต่อ ขอตัวก่อนก็แล้วกัน”
“ได้ครับ ได้เลย หมอเทวะลั่วเดินทางปลอดภัยนะครับ” ไอ้หนุ่มลายสักโค้งตัวส่งแขกอย่างนอบน้อม
ลั่วหยางคว้าข้อมืออู่เซิ่งหลาน ลากเธอเดินออกจากห้องไปทันที หยางหลง จางไป๋ และหานเซ่าคุนเพิ่งได้สติ รีบขยับเท้าหมายจะเดินตามหลังออกไป แต่กลับถูกไอ้หนุ่มลายสักและบรรดา ‘พนักงาน’ ของมัน กางแขนบล็อกทางถีบยันกลับเข้าห้องไปซะก่อน
“ลั่วหยาง แล้วพวกเซ่าคุนล่ะ…” อู่เซิ่งหลานเหลียวหลังกลับไปมอง ในใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
ลั่วหยางปล่อยมือจากเธอ “ไปลวนลามผู้หญิงของเขา ก็ต้องอยู่เคลียร์อธิบายให้ชัดเจนสิ… ถ้าเธอคิดว่ามีปัญญาเกลี้ยกล่อมพวกมันได้ จะเดินกลับไปช่วยหานเซ่าคุนเคลียร์ก็ได้นะ”
และในวินาทีนั้นเอง จากห้องวีไอพีเบื้องหลังก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนของหานเซ่าคุน หยางหลง และจางไป๋ ดังทะลุกำแพงออกมาอย่างสยดสยอง
เดิมทีอู่เซิ่งหลานคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอได้ยินเสียงนั้นก็ขวัญผวาจนตัวสั่นสะท้าน ถ้อยคำถูกกลืนหายลงคอไปจนหมด ตอนนี้เธอรู้แค่ว่า… ต้องสับเท้าเดินตามลั่วหยางไปให้เร็วที่สุดเท่านั้น
ท้องฟ้ายามราตรีของปาเฉิงปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก
ลั่วหยางชะงักฝีเท้าลงตรงสุดปลายทางเท้า
อู่เซิ่งหลานเหลียวมองเบื้องหลัง ทว่าป้ายภัตตาคารปู้เซียงจวีถูกกลืนหายไปในความมืดหมดแล้ว “ลั่วหยาง… พวกนั้นจะเป็นอะไรไหม ฉันว่าโทรแจ้งตำรวจดีกว่า” น้ำเสียงเธอเจือความกังวล
ทว่ายังไม่ทันล้วงโทรศัพท์ รถตำรวจสองคันก็เปิดไซเรนกรีดร้องดังลั่น เหยียบคันเร่งฉิวเฉียดร่างพวกเขาพุ่งตรงไปยังภัตตาคารอย่างรวดเร็ว
อู่เซิ่งหลานชะงักมือ “ดูเหมือนจะมีคนแจ้งแล้ว”
ลั่วหยางทอดสายตามองแสงไซเรนจนลับตา โยนเรื่องบัดซบพวกนี้ทิ้งจากสมองอย่างถาวร ไอ้พวกหยางหลง จางไป๋ หรือหานเซ่าคุนจะโดนกระทืบปางตายแค่ไหน... ไม่ใช่กงการอะไรของเขา
“เอาจริงๆ ฉันเข้าใจนะว่าทำไมเมื่อกี้คุณถึงปล่อยพวกนั้นทิ้งไว้… สิ่งที่พวกเขาทำมันทุเรศเกินไปจริงๆ” อู่เซิ่งหลานมองสถานการณ์ทะลุปรุโปร่งมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่เพิ่งหาจังหวะพูดได้
ลั่วหยางแค่นหัวเราะ “พวกมันอยากเหยียบหัวฉันโชว์พาวเวอร์ ฉันไม่ถือสาหรอก เพราะสันดานพวกมันก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร แต่การที่คิดจะยืมมือพวกกุ๊ยมากระทืบฉัน… ฉันไม่ใช่พ่อพระ ทำไมต้องยื่นมือไปช่วยคนที่กะจะเอาฉันให้ตายด้วย ขืนช่วย… เขาไม่ได้เรียกว่าคนดีหรอก เขาเรียกไอ้โง่”
หญิงสาวพยักหน้ารับ เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
“จริงสิ… เธอเองก็รู้สันดานสามตัวนั้นดี แถมยังรู้จุดประสงค์ที่พวกมันเรียกออกมา แล้วทำไมยังฝืนมานั่งร่วมโต๊ะอีก” เขาโยนคำถาม
อู่เซิ่งหลานไหวไหล่เบาๆ “ฉันบอกไปแล้วไง บริษัทส่งมาบุกเบิกตลาดแถบนี้ พวกนั้นก็พอมีเส้นสายอยู่บ้าง ปาร์ตี้คอนเนกชันแบบนี้เลี่ยงยากจะตาย แต่ฉันก็ระวังตัวตลอด นายไม่สังเกตเหรอว่าฉันจิบไวน์ไปแค่นิดเดียวเอง”
“วันหลังก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน เอาล่ะ ฉันต้องกลับแล้ว” ลั่วหยางตัดบทดื้อๆ
นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความช็อก “นี่นาย… จะทิ้งฉันไว้ตรงนี้เนี่ยนะ”
เพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาหมาดๆ แถมคุณชายลั่วก็เพิ่งโชว์สเตปเทพกระชากเธอพ้นขุมนรก บรรยากาศค่ำคืนนี้… ต่อให้ไม่เหยียบคันเร่งมิดไมล์สานสัมพันธ์ แต่อย่างน้อยมันก็ควรมีโมเมนต์ฟินๆ ตามสไตล์พระเอกนางเอกสิ ใครจะไปคิดว่าหมอนี่จะทิ้งดาวคณะไว้ข้างถนนหน้าตาเฉย ขืนฉากนี้หลุดไปอยู่ในซีรีส์ มีหวังคนดูแห่ส่งใบมีดโกนไปปาดคอผู้กำกับแน่
ขนาดหนังผู้ใหญ่ฝั่งเกาะ เขายังไม่ดำเนินเรื่องขัดใจคนดูเบอร์นี้เลย
ลั่วหยางเลิกคิ้ว ย้อนถามซื่อบื้อ “ทำไมล่ะ จะให้ช่วยเรียกแท็กซี่ให้เหรอ”
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ข่มความคันไม้คันมืออยากพุ่งไปทุบอกกว้างๆ นั่น ก่อนจะปั้นหน้าเขินอาย ส่งสายตาอ่อยเบอร์สุด “ก็นายบอกเองว่าบ้านอยู่แถวนี้… ไม่คิดจะชวนฉันไปนั่งพัก ดื่มน้ำชา หรือทำอะไรสักหน่อยเหรอ”
“ดึกป่านนี้แล้ว ฉันง่วง ไว้คราวหน้าเถอะ” ลั่วหยางปัดตกข้อเสนออย่างไร้เยื่อใย
อู่เซิ่งหลาน “…”
วินาทีที่ชายหนุ่มคว้าข้อมือลากเธอหลบรัศมีอันตรายในภัตตาคาร หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบหลุดจากขั้ว วาดภาพไปไกลว่าเขาต้องเป็นสุภาพบุรุษผู้แข็งแกร่งและอบอุ่น… แต่ที่ไหนได้ ธาตุแท้มันคือไอ้ท่อนไม้ไร้ความรู้สึก ทื่อยิ่งกว่าเสาไฟฟ้าริมทาง
“งั้นแยกกันตรงนี้นะ ลาก่อน” ว่าจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไปหน้าตาเฉย แม้แต่เงาแท็กซี่ยังไม่คิดจะโบกให้
ทิ้งให้อู่เซิ่งหลานยืนอ้าปากค้างอยู่ใต้ต้นพู่ระหง ปล่อยสายลมเย็นยะเยือกพัดผมปลิวสยาย… โคตรจะเคว้งคว้าง
ร่างแกร่งถูกกลืนหายไปกับความมืดมิดยามราตรี
ขืนเขาชวนอู่เซิ่งหลานเข้าบ้านก็ฉิบหายสิ ถ้าเดาไม่ผิด ป่านนี้เยี่ยจือกับซ่งเหม่ยฉียังคงสิงอยู่ในวิลล่า ขืนหิ้วสาวสวยแปลกหน้าเข้าบ้านกลางดึก เยี่ยจือจะมองเขาเป็นตัวอะไร แล้วเด็กน้อยอย่างเหม่ยฉีจะคิดยังไง
แค่นึกถึงใบหน้าเยี่ยจือ กระแสความอบอุ่นก็ไหลบ่าท่วมท้นในอก ทว่า… ภาพวินาทีที่หญิงสาวสะบัดผ้าห่มผุดลุกขึ้นนั่ง ดันแทรกพรวดเข้ามาในสมองโดยไม่ได้นัดหมาย ดีเทลส่วนเว้าส่วนโค้งคมชัดระดับโฟร์เค กระแสความอบอุ่นพลันแปรสภาพเป็นก้อนถ่านเพลิงร้อนระอุ แผดเผาลุกลามไปทั่วสรีระเบื้องล่างอย่างเงียบงัน
สัญชาตญาณดิบเถื่อนเบื้องล่างของผู้ชาย บางครั้งมันก็ชอบกบฏต่อสมองส่วนบน… แถมหลายครั้ง มันยังยึดอำนาจสั่งการไปซะดื้อๆ
หมู่บ้านจินต๋าโส่วฝู่ วิลล่าหมายเลขสิบสาม
แสงไฟจากตัวบ้านยังคงสว่างไสวทะลุความมืด
ลั่วหยางสาวเท้าผ่านสวนหย่อม ทว่าพอก้าวถึงหน้าบานประตู เขากลับชะงักกึก ใจหนึ่งโหยหาอยากเจอหน้าเยี่ยจือ… แต่อีกใจกลับหวาดกลัวที่จะต้องเผชิญหน้า
สมัยก่อน เพื่อบ่มเพาะ ‘กายาจิตขมังเวท’ ให้บรรลุ ต่อให้แฟนเก่าอย่างเหลียงหงมานอนทอดสะพานเปลื้องผ้าอยู่ตรงหน้า เขาก็ไม่เคยแตะต้องเธอแม้แต่ปลายก้อย จิตใจแน่วแน่ดุจหินผา ทว่าตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว กายาจิตขมังเวทบรรลุขั้นสุด ไม่จำเป็นต้องรักษาพรหมจรรย์งี่เง่านั่นอีก... ซ้ำร้าย ร่างกายกลับอ่อนไหวต่อสิ่งเร้าจนเข้าขั้นอันตราย เขาหวั่นใจจริงๆ ว่าขืนผลักประตูเข้าไปเจอหน้าเธอตอนนี้ อาจจะคุมตัณหาที่อัดอั้นมานานนับปีไม่อยู่ จนเผลอหน้ามืดทำเรื่องล้ำเส้น
ตื๊ด… ตื๊ด…
เสียงโทรศัพท์กรีดร้องขัดจังหวะความคิดฟุ้งซ่าน
ลั่วหยางสะดุ้งเล็กน้อย ล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ สายเรียกเข้าจากเยี่ยจือ
เขาปัดหน้าจอกดรับทันที “ฮัลโหลครับ…”
ปลายสายชิงยิงคำถามด้วยความร้อนรน “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ฉันเพิ่งวางสายจากโจวซินฝู… ให้ฉันไปหาไหม”
ลั่วหยางจุดรอยยิ้มอบอุ่นที่มุมปาก “ผมไม่เป็นไร เคลียร์จบหมดแล้ว ตอนนี้ยืนอยู่หน้าประตูบ้านนี่แหละครับ”
เสียงถอนหายใจโล่งอกดังแว่วมา “ดีแล้วค่ะ เมื่อกี้ทำเอาฉันใจหายใจคว่ำหมด”
ลั่วหยางผลักบานประตูเข้าไป ด้านในเงียบกริบ ไร้ซึ่งเงาคน
“จริงสิ ฉันเห็นว่ามันดึกแล้ว เลยพาเหม่ยฉีกลับมานอนที่บ้านก่อน พรุ่งนี้เช้าฉันค่อยไปส่งแกให้คุณ… สะดวกไหมคะ”
ชายหนุ่มรู้สึกโหวงในอกเล็กน้อย ทว่าความกดดันที่แบกไว้เมื่อครู่ก็ปลิวหายวับไปพร้อมกัน “ไม่มีปัญหาครับ พี่วางใจได้เลย”
“ฉันลางานที่โรงเรียนอนุบาลให้เหม่ยฉีหนึ่งอาทิตย์ คุณแค่ช่วยดูแลเรื่องกินก็พอ อ้อ… ถ้าไม่รบกวนเกินไป ช่วยฝังเข็มรักษาแกซ้ำอีกรอบ แล้วทำกายภาพบำบัดให้ด้วยนะคะ ขาแกจะได้หายสนิทไวๆ”
“ได้ครับ สบายมาก” ก่อนหน้านี้เขาแอบนึกสงสัย ว่าทำไมเยี่ยจือไม่ฝากลูกไว้กับตายาย ดันหอบมาทิ้งไว้กับเขาทั้งวัน พอได้ยินเหตุผลข้อนี้… ก็กระจ่างแจ้งทันที
“เอ่อ คือว่า…” ปลายสายอึกอัก คล้ายมีคำพูดติดอยู่ที่ริมฝีปาก
“อะไรเหรอครับ”
“ไม่มีอะไรค่ะ คุณรีบพักผ่อนเถอะ ราตรีสวัสดิ์” สิ้นประโยค สายก็ถูกตัดทิ้ง
ลั่วหยางลดโทรศัพท์ลง มองหน้าจอที่ดับมืด เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าเยี่ยจือมีเรื่องสำคัญอัดอั้นอยากจะพูด… แต่ไม่รู้ทำไมถึงเลือกกลืนมันกลับลงคอไป
เมื่อทิ้งตัวลงบนเตียง ชายหนุ่มก็หยิบหน้ากากสำริดโบราณออกมา
ปลายนิ้วชี้จำแลงเป็นพู่กัน รีดเร้นพลังวิญญาณแทนน้ำหมึก… วาดลวดลาย ‘ตราประทับวิญญาณ’ ขึ้นกลางอากาศจนเป็นรูปเป็นร่าง
รัศมีแสงสีเขียวมรกตเจิดจ้าสาดส่อง แผ่กลิ่นอายลี้ลับพิศวงซึมลึกถึงกระดูก ชั่วพริบตาเดียว จิตสำนึกของเขาก็ถูกกระชากดูดเข้าไปในมิติเร้นลับ ลำแสงสีทองศักดิ์สิทธิ์ทอดตัวลงมาจากฟากฟ้า และเบื้องหน้านั้น… ปรมาจารย์อิ๋งหมา กำลังร่ายรำท่วงท่าพิลึกพิลั่นหน้าตาเฉย
ลั่วหยางเพ่งพินิจภาพตรงหน้า สมองแล่นฉิวขบคิดประเมินสถานการณ์
เส้นทางที่เขาเลือกเดินตอนนี้ คือการสวมบท ‘ปรมาจารย์’ ระดับสูง ผู้คนที่ต้องพัวพันล้วนเป็นอภิมหาเศรษฐีและผู้ทรงอิทธิพลคับถิ่น การจะรับมือกับเสือสิงห์กระทิงแรดพวกนี้… ลำพังวิชาแพทย์อย่างเดียวไม่มีทางรอด ก่อนหน้านี้ก็ต้องงัดข้อกับตาเฒ่าซ่งไห่ชาง คืนนี้ยังต้องปะทะกับกุ๊ยทวงหนี้ การใช้ ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ ทะลวงเบ้าตา… เอาไว้สยบพวกกระจอกตัวสองตัวมันก็พอไหว แต่ถ้าเจอลิ่วล้อหมาหมู่แห่กันมาเป็นโขลง… กระบวนท่าเดียวมันเอาไม่อยู่
ในเมื่อเป็นแบบนี้… ทำไมไม่ดัดแปลง ‘ระบำสื่อวิญญาณ’ ของปรมาจารย์อิ๋งหมา ให้กลายเป็น ‘วิทยายุทธ์ขมังเวท’ ซะเลยล่ะ ตัวเขามี ‘กายาจิตขมังเวท’ ผนวกกับสภาวะเหนือสัมผัสและพลังวิญญาณอันแกร่งกล้า หากนำท่วงท่าร่ายรำมาประยุกต์บิดแกนใหม่… เขาก็ผงาดเป็นยอดฝีมือสายบู๊ที่ไร้เทียมทานได้สบายๆ
ไอเดียบรรเจิดสุดขีดผุดวาบขึ้นในหัวประดุจประกายไฟ
เงาร่างของปรมาจารย์อิ๋งหมาในมิติสลายวับไป
ลั่วหยางผุดลุกขึ้นยืน ภาพการร่ายรำของปรมาจารย์ฉายซ้ำวนเวียนในสมอง ชายหนุ่มเริ่มขยับร่างกายร่ายรำตามรอยอดีต เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มจดจำและจับจังหวะได้ เขาก็บิดแกนกระบวนท่า ดัดแปลงความเชื่องช้าให้เกรี้ยวกราด… หล่อหลอมการร่ายรำลี้ลับ ให้กลายเป็นทักษะสังหารเด็ดขาดในแบบฉบับของตัวเอง!