ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 23 ซานซิงตุย
รถเก๋งหงฉีคันเก่าแล่นออกจากเมืองปาเฉิง มุ่งหน้าสู่ลั่วเฉิง เมืองเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก หากพูดชื่อเมืองนี้ คนทั่วไปคงส่ายหน้าไม่รู้จัก แต่ถ้าเอ่ยชื่อ ‘ซานซิงตุย’ รับรองว่าใครต่อใครต้องร้องอ๋อ
และเป้าหมายที่เยี่ยอี้หมิงลากเขามาช่วยจัดการ ก็อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ซานซิงตุยนี่เอง
“คุณลุงเยี่ย เล่าสถานการณ์คร่าวๆ ให้ฟังหน่อยสิครับ ไปถึงหน้างานผมจะได้ไม่งง” ลั่วหยางเอ่ยถาม เมื่อครู่ออกเดินทางกันค่อนข้างฉุกละหุก เวลาบนรถนี่แหละเหมาะสำหรับซักไซ้ไล่เลียงที่สุด
เยี่ยอี้หมิงประคองพวงมาลัยไปพลางตอบไปพลาง “ผอ.พิพิธภัณฑ์คนปัจจุบันชื่อหม่าจงหัว เคยเป็นลูกน้องเก่าลุงเอง เจ้านี่เป็นคนซื่อสัตย์มือสะอาด สนิทกันมานาน เมื่อวานเขามาทำธุระที่ปาเฉิงเลยแวะมาเยี่ยม พร้อมกับเล่าเรื่องแปลกๆ เรื่องหนึ่งให้ฟัง”
ชื่อเสียงของซานซิงตุยเต็มไปด้วยกลิ่นอายความลี้ลับอยู่เป็นทุนเดิม ต่อมอยากรู้อยากเห็นของลั่วหยางจึงทำงานทันที “เรื่องแปลกที่ว่าคืออะไรครับ?”
ชายสูงวัยเรียบเรียงความคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ช่วงนี้ซานซิงตุยกำลังขุดค้นหลุมบูชายัญแห่งใหม่ โบราณวัตถุข้างในมีไม่เยอะหรอก แต่มันประหลาด รูปแบบไม่เหมือนพวกเครื่องสำริดที่เคยขุดเจอก่อนหน้านี้เลย ที่แย่กว่านั้นคือ… ทีมผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีที่ลงพื้นที่ ดันพากันล้มป่วยกะทันหันระหว่างทำงาน แถมอาการยังสาหัสปางตายกันทั้งนั้น”
ลั่วหยางขมวดคิ้ว “อาการป่วยแบบไหนครับ?”
“เรื่องนี้ลุงก็ไม่แน่ใจ เอาไว้ไปถึงแล้วค่อยให้เสี่ยวหม่าเล่ารายละเอียดให้ฟังอีกทีก็แล้วกัน”
“สรุปว่างานนี้ ผอ.หม่าตั้งใจเชิญผมไปรักษาใช่ไหมครับ?” ลั่วหยางต้องเช็กสถานะตัวเองให้ชัวร์ก่อน
“ตอนเสี่ยวหม่าเล่าปัญหาให้ฟัง ลุงเป็นคนออกปากเสนอชื่อเราเองแหละ บอกว่าให้ลองมาดูอาการเผื่อจะช่วยอะไรได้ หมอนั่นก็ตกลง”
ลั่วหยางฟังจบก็แอบถอนหายใจในอก คุณตาวัยเกษียณคนนี้ช่างอัธยาศัยดีเป็นแม่พระซะจริง รับปากส่งเดชไปแบบนี้ แล้วเขาจะไปทวงค่ารักษาจากใครได้ล่ะ เรื่องเงินนี่แหละปัญหาใหญ่สุด รักษาซ่งเหม่ยฉีจนหายขาด เยี่ยจือก็ไม่ได้จ่ายสักแดง เขาได้แค่หน้ากากสำริดมาอันเดียว ส่วนเคสมาเฟียหลิวโย่วสุ่ยก็ได้คฤหาสน์หรูมาเป็นของกำนัล สรุปง่ายๆ ว่าตอนนี้สถานะของเขาคือ ‘หมอเทวะผู้มีคฤหาสน์ร้อยล้าน แต่ยากจนข้นแค้นจนแทบจะกินดินประทังชีวิต’
เมื่อรถแล่นมาถึงพิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย เยี่ยอี้หมิงก็พาลั่วหยางเดินฝ่าเข้าทางประตูพนักงานโดยไม่ต้องเสียเวลาซื้อตั๋ว ลั่วหยางกะจะแฉลบไปเดินดูของในโถงจัดแสดงสักหน่อย แต่คนแก่กลับจ้ำอ้าวลากเขาตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของหม่าจงหัวแบบไม่ยอมให้แวะพักหายใจ
หม่าจงหัวเป็นชายวัยเกือบห้าสิบ รูปร่างผอมบาง ผิวขาว สวมแว่นตากรอบดำ ท่าทางดูเป็นปัญญาชนคงแก่เรียนเต็มขั้น
พอผลักประตูเข้าไปเจอหน้า เยี่ยอี้หมิงก็ยิงเข้าประเด็นทันที “เสี่ยวหม่า ลุงพาหมอเทวะลั่วมาให้แล้ว ทำความรู้จักกันไว้สิ”
หม่าจงหัวชะงักกึก สายตาจ้องมองลั่วหยางอย่างประหลาดใจ “ท่านอดีตหัวหน้าครับ หมอเทวะที่ว่า… หนุ่มขนาดนี้เลยเหรอครับ?”
เยี่ยอี้หมิงขมวดคิ้วฉับ “หนุ่มแล้วมันทำไม เสี่ยวหม่า ความคิดแกนี่ล้าหลังสุดๆ เดี๋ยวนี้มันยุคของคนหนุ่มสาวแล้ว หมอเทวะลั่วเขามีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ของจริงไม่ต้องอิงอายุโว้ย”
ผอ.หม่ารีบละล่ำละลักแก้ตัว “อย่าเพิ่งโกรธสิครับ ผมไม่ได้หมายความในแง่ร้าย แค่ผิดคาดไปหน่อยเท่านั้นเอง”
ลั่วหยางยื่นมือออกไปทักทาย “สวัสดีครับ ผอ.หม่า”
หม่าจงหัวจับมือตอบตามมารยาท “เชิญนั่งก่อนครับท่านอดีตหัวหน้า เชิญครับหมอเทวะลั่ว”
ชายหนุ่มยิ้มบาง “คำว่าหมอเทวะผมมิกล้ารับหรอกครับ ต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งสอง เรียกผมว่าเสี่ยวลั่วก็พอ”
“งั้นผมขอเสียมารยาทเรียกเสี่ยวลั่วก็แล้วกัน นั่งพักกันก่อน เดี๋ยวผมไปชงชามาให้” หม่าจงหัวเอ่ยอย่างเกรงใจ
ลั่วหยางตัดบท “ไม่ต้องลำบากชงชาหรอกครับ ผอ.หม่าพาผมไปดูอาการคนป่วยเลยดีกว่า”
“ไม่ต้องรีบร้อน ดื่มชาก่อนค่อยว่ากันครับ” แต่อีกฝ่ายกลับยืนกราน พลางหยิบกระปุกใบชาเดินไปที่ตู้กดน้ำ
ลั่วหยางกวาดสายตาสำรวจห้องทำงานไปพลางๆ ก่อนจะชะงักเมื่อสายตาไปสะดุดเข้ากับรูปถ่ายใบหนึ่งบนผนัง
มันคือรูปถ่ายหน้ากากสำริดโบราณ ลักษณะตาโปน จมูกใหญ่ ใบหูกางแปลกประหลาดคล้ายกับจอกสุราที่ใช้ในพิธีเซ่นไหว้ยุคจ้านกั๋ว ลั่วหยางหรี่ตาลง หน้ากากของปรมาจารย์อิ๋งหมาที่เขาครอบครองอยู่ มีความคล้ายคลึงกับหน้ากากในรูปนี้อย่างน่าประหลาด ขาดก็แค่ใบหูสองข้างเท่านั้น หากจับมาเติมหูเข้าไป ดีกรีความเหมือนคงแทบจะลอกพิมพ์เดียวกันมา
สมองของชายหนุ่มเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว ประวัติศาสตร์ของอารยธรรมซานซิงตุยถูกบันทึกว่าเก่าแก่ยิ่งกว่าราชวงศ์เซี่ย ทว่าปรมาจารย์อิ๋งหมาเป็นบุคคลในยุคก่อนราชวงศ์ฉิน ซึ่งมีอายุราวๆ สองพันกว่าปี ทำไมหน้ากากสองอันนี้ถึงเชื่อมโยงกันได้ หรือว่าปรมาจารย์อิ๋งหมาจะสืบทอดมรดกอะไรบางอย่างมาจากอารยธรรมสูโบราณ? ถ้าเป็นแบบนั้น… นั่นไม่เท่ากับว่าอารยธรรมซานซิงตุยเองก็มีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมของขมังเวทหรอกหรือ? สายเลือดจอมขมังเวทบรรพกาลเกี่ยวข้องอะไรกับที่นี่กันแน่?
ปริศนาพวกนี้ชวนให้ขบคิดจนปวดหัว
หม่าจงหัวยกชามะลิกรุ่นควันสองแก้วมาเสิร์ฟ ก่อนจะเอ่ยตัดบท “เสี่ยวลั่ว นั่งจิบชารอตรงนี้สักครู่นะครับ ผมขอตัวไปคุยธุระกับท่านอดีตหัวหน้าแป๊บเดียว”
ลั่วหยางพยักหน้ารับเงียบๆ
“ท่านอดีตหัวหน้า เชิญทางนี้ครับ” หม่าจงหัวผายมือเชิญเยี่ยอี้หมิงไปที่ประตู
เยี่ยอี้หมิงหน้าตึงขึ้นมาทันที “มีธุระอะไรทำไมถึงพูดตรงนี้ไม่ได้?”
“โธ่ ไม่เสียเวลาท่านหรอกครับ ออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่า” หม่าจงหัวคะยั้นคะยอแล้วเดินนำออกไป
ชายสูงวัยจำใจเดินตามออกไป เสียงฝีเท้าของคนทั้งสองค่อยๆ ห่างออกไปตามทางเดินจนเงียบสนิท
มุมปากของลั่วหยางกระตุกยิ้ม เขาเพ่งสมาธิเดินพลังวิญญาณ ดำดิ่งเข้าสู่ ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ ของกายาจิตขมังเวทในเสี้ยววินาที
ประสาทการได้ยินถูกขยายขอบเขตจนทะลุกำแพง เสียงฝีเท้าที่หายไปเมื่อครู่กลับมาดังก้องในโสตประสาทชัดเจนแจ๋วแหวว ไม่นานนักเสียงนั้นก็หยุดลง ก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มขึ้น
“เสี่ยวหม่า ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่ เวลาของเสี่ยวลั่วมีค่านะ ลุงเอาหน้าแก่ๆ ไปค้ำประกันถึงลากตัวเขามาได้ แล้วแกเล่นทิ้งให้แขกนั่งรอเก้อในห้องแบบนี้ มันเสียมารยาท!” เสียงของเยี่ยอี้หมิงกดต่ำแฝงความหงุดหงิด
“ท่านครับ… ที่ผมต้องลากตัวท่านออกมาคุย ก็เรื่องเสี่ยวลั่วนี่แหละ เด็กเมื่อวานซืนขนาดนั้น จะไปเป็นหมอเทวะได้ยังไง?”
“ที่ลีลาลากออกมาข้างนอก คือจะพูดเรื่องแค่นี้?” น้ำเสียงของเยี่ยอี้หมิงเริ่มมีน้ำโห
“อย่าเพิ่งของขึ้นสิครับ ผมแค่เป็นห่วงท่าน ท่านโดนไอ้เด็กนั่นหลอกเอาหรือเปล่า?”
“เหลวไหล! ลุงบอกแกไปแล้วไงว่าหลานสาวลุงโดนรถชนขาเป๋สองข้าง ตระเวนรักษามาทั่วประเทศยังไม่หาย แต่พอเสี่ยวลั่วลงเข็ม แค่ไม่กี่วันหลานลุงกลับมาวิ่งปร๋อได้ แกจะให้ลุงอธิบายยังไงอีกฮะ!”
“นั่นมันอาจจะแค่ฟลุกก็ได้นะครับ สมัยนี้พวกสิบแปดมงกุฎมันวางยาสร้างสเตตัสหลอกตาคนเก่งจะตาย…”
เยี่ยอี้หมิงโกรธจัดจนฟิวส์ขาด “ไร้สาระ! ถ้ารู้ว่าแกจะดูถูกคนแบบนี้ ลุงไม่พาเขามาให้เสียเวลาหรอก ที่อุตส่าห์แบกหน้าไปเชิญเขามาก็เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้แก ไม่ใช่มาฟังแกพล่ามหาว่าเขาเป็นมิจฉาชีพ! วันหลังแกไม่ต้องโผล่หน้าไปเยี่ยมลุงแล้วนะ เห็นหน้าแล้วหงุดหงิด!”
หม่าจงหัวหน้าถอดสี รีบไกล่เกลี่ย “ใจเย็นครับท่าน ผมก็แค่อยากเตือนให้ระวังตัว ไม่ได้มีเจตนาอื่นเลย ในเมื่อท่านการันตีขนาดนี้ ผมก็คงพูดอะไรไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมพาเขาไปดูคนป่วยเดี๋ยวนี้แหละครับ”
“มันก็ต้องแบบนี้สิวะ”
“เอ่อ… ยังมีอีกเรื่องที่ผมต้องรายงานไว้ก่อน ขืนปิดไว้เดี๋ยวท่านจะพาลด่าผมอีก”
“เรื่องอะไรอีก?”
“ผู้บริหารระดับเมืองส่งเรื่องขอความช่วยเหลือไปเบื้องบนแล้วครับ ตอนนี้ทางศูนย์กลางกำลังรวมตัวผู้เชี่ยวชาญตั้งทีมเฉพาะกิจ ผมเดาว่าพรุ่งนี้น่าจะเดินทางมาถึง”
“ก็ช่างหัวทีมเฉพาะกิจสิ เป้าหมายของเราคือรีบแก้ปัญหาให้จบก่อนก็พอ”
“ใช่ครับๆ ท่านพูดถูกที่สุด”
“เลิกเลียได้แล้ว กลับไปที่ห้อง” เสียงฝีเท้าของคนทั้งสองดังขึ้นอีกครั้ง มุ่งหน้ากลับมาทางเดิม
ลั่วหยางดึงกระแสวิญญาณกลับคืนสู่จุดตันเถียน สภาวะเหนือสัมผัสคลายตัวลงอย่างรวดเร็ว ประสาทสัมผัสทุกอย่างกลับคืนสู่ความปกติอย่างแนบเนียน
วินาทีที่ได้ยินหม่าจงหัวด่าว่าเขาเป็นสิบแปดมงกุฎ ลั่วหยางแทบจะลุกพรวดเดินสะบัดก้นกลับบ้านไปซะเดี๋ยวนั้น แต่พอเหลือบไปเห็นรูปถ่ายหน้ากากสำริดบนผนัง บวกกับข้อสันนิษฐานในหัวที่สลัดไม่หลุด ก้นของเขาก็เหมือนถูกทากาวตราช้างติดหนึบกับโซฟาไปโดยปริยาย
คนนอกไม่มีทางได้เฉียดกรายเข้าใกล้โบราณวัตถุระดับชาติพวกนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้าเขาอาศัยเส้นสายของหม่าจงหัวกับพวกนักโบราณคดีที่กำลังนอนป่วยเป็นผัก เขาอาจจะได้ตั๋ววีไอพีเข้าไปถึงพื้นที่ขุดค้น บางที… เขาอาจจะเจอเบาะแสอะไรที่เชื่อมโยงกับมรดกขมังเวทของอิ๋งหมาก็ได้
เสียงบานประตูเปิดออก หม่าจงหัวกับเยี่ยอี้หมิงเดินกลับเข้ามาในห้องทำงาน คราวนี้ ผอ.หม่าปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม เลิกอ้อมค้อมให้เสียเวลา
“เสี่ยวลั่ว ถ้าคุณพร้อมแล้ว เดี๋ยวผมจะพาไปดูคนป่วยตอนนี้เลย”
ลั่วหยางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “พร้อมเสมอครับ ผอ.หม่า”