ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 24 อาการป่วยสุดแสนพิสดาร
หม่าจงหัวนำทางลั่วหยางกับเยี่ยอี้หมิงหลบฉากออกทางประตูหลังของพื้นที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ มุ่งหน้าลัดเลาะไปตามถนนสายเล็กๆ นอกเมือง
“เสี่ยวหม่า ตกลงจะพาพวกเราไปไหน” เยี่ยอี้หมิงเอ่ยถาม
เป็นคำถามที่ตรงใจลั่วหยางพอดี ตอนแรกเขาคิดว่าจุดหมายคือโรงพยาบาล ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับมีแต่ที่ดินรกร้างว่างเปล่า มองไปไกลลิบๆ ถึงจะเห็นบ้านพักเกษตรกรตั้งห่างกันเป็นหย่อมๆ ไม่มีวี่แววของสถานพยาบาลเลยแม้แต่น้อย
“พวกเราสงสัยว่ามันอาจเป็นโรคติดต่อร้ายแรงครับ ในเมื่อยังหาสาเหตุไม่ได้ เลยไม่มีใครกล้าเสี่ยงส่งตัวเข้าโรงพยาบาลใหญ่ ทางเทศบาลจึงสั่งระดมพลสร้างบ้านพักชั่วคราวขึ้นมาเมื่อคืนนี้เพื่อกักบริเวณพวกเขาทั้งหมด” หม่าจงหัวชี้มือไปยังกลุ่มหลังคาสังกะสีสีฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางดงหญ้ารกทึบ “ตรงนั้นแหละครับ โรงพยาบาลประชาชนลั่วเฉิงส่งทีมแพทย์เฉพาะทางมาประจำการแล้ว งานกักกันโรคอยู่ในความดูแลของพวกเขา เดี๋ยวผมเข้าไปประสานงานให้เอง”
ลั่วหยางสอดขึ้นมา “มีคนป่วยทั้งหมดกี่คน แล้วอาการเป็นยังไงบ้างครับ”
“แปดคนครับ อาการเหมือนกันหมด” หม่าจงหัวตอบหน้าเครียด “ร้อยละเก้าสิบคือหลับลึกไม่ได้สติ แต่ที่แปลกคือสัญญาณชีพทุกอย่างดันปกติสมบูรณ์ พอฟื้นขึ้นมาก็จะคลุ้มคลั่ง พูดจาเพ้อเจ้อฟังไม่ได้ศัพท์ สภาพจิตใจแปรปรวนอย่างหนัก”
“แล้วที่ว่าเพ้อ… พวกเขาพูดว่าอะไรบ้าง” ลั่วหยางไล่ต้อน
หม่าจงหัวส่ายหน้าจนปัญญา “เอาแต่งึมงำอยู่ในลำคอ ไม่มีใครฟังออกหรอกครับ”
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตกักโรค บ้านพักชั่วคราวสิบกว่าหลังตั้งเรียงรายเป็นสามแถวตอนลึก รอบนอกถูกปิดล้อมด้วยรั้วตาข่ายเหล็กหนาแน่น ซ้ำยังมีกล้องวงจรปิดติดตั้งตีกรอบไว้ทุกมุมมอง
หน้าทางเข้ามีป้อมยามตั้งตระหง่าน บุคลากรทางการแพทย์ในชุดป้องกันเชื้อโรคนั่งประจำการอยู่ด้านใน หม่าจงหัวก้าวเข้าไปเจรจาอยู่ครู่สั้นๆ ประตูเหล็กก็ถูกปลดล็อกให้พวกเขาผ่านเข้าไป
หม่าจงหัวเดินนำไปยังบ้านพักหลังแรก พลางหันมาลอบกำชับ “เสี่ยวลั่ว เดี๋ยวจะมีคนพาคุณเข้าไปข้างใน ยังไงก็ต้องสวมชุดป้องกันแล้วก็ทำตามกฎของที่นี่อย่างเคร่งครัดนะ”
ลั่วหยางพยักหน้ารับคำ
“ฉันเข้าไปดูด้วยไม่ได้หรือไง” เยี่ยอี้หมิงเอ่ยถาม ความอยากรู้อยากเห็นของชายชราพลุ่งพล่านไม่เบา
หม่าจงหัวรีบเบรกตัวโก่ง “ท่านครับ เสี่ยวลั่วยังหนุ่ม ร่างกายแข็งแรงต้านทานโรคได้ แต่ท่านอายุขนาดนี้แล้ว ขืนเข้าไปเสี่ยงแล้วเป็นอะไรขึ้นมา ผมรับผิดชอบไม่ไหวหรอกครับ พวกเรารออยู่ข้างนอกนี่แหละปลอดภัยสุด”
เยี่ยอี้หมิงมีสีหน้าขัดใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมถอยไม่ดึงดันให้มากความ
ไม่กี่อึดใจต่อมา ‘หลัวจู้’ หัวหน้าแผนกโรคติดต่อของโรงพยาบาลประชาชนลั่วเฉิง ผู้รับผิดชอบคุมเขตกักโรคก็เดินเข้ามาประกบ หลังจากลั่วหยางสวมชุดป้องกันมิดชิดแล้ว อีกฝ่ายก็รับช่วงนำทางมุ่งหน้าสู่ห้องผู้ป่วยด้านในทันที
ภายในห้อง ชายวัยกลางคนนอนนิ่งสนิทอยู่บนเตียง ป้ายประวัติหัวเตียงระบุชื่อ
‘สือเฟย’ อายุ 42 ปี
สายตาของลั่วหยางกวาดมองอย่างรวดเร็ว ข้อมือและข้อเท้าของสือเฟยถูกสายรัดพันธนาการตรึงติดกับโครงเตียงเหล็กอย่างแน่นหนา กันไม่ให้เจ้าตัวดิ้นหลุดเวลาคลุ้มคลั่ง
“น้องชาย ระวังตัวด้วย ถ้าไม่จำเป็นอย่าไปแตะต้องตัวเขาเด็ดขาด หมอนี่เวลาฟื้นขึ้นมาจะก้าวร้าวแล้วก็อาละวาดหนักมาก” หลัวจู้กำชับเสียงเข้ม
“เข้าใจแล้วครับ” ลั่วหยางตอบเรียบๆ
หลัวจู้หมุนตัวเตรียมจะก้าวออกไป แต่พอถึงหน้าประตูกลับชะงักเท้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ “ว่าแต่น้องชาย คุณถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลไหนเนี่ย”
ลั่วหยางเหยียดยิ้มเย็นชา “ความลับครับ”
หลัวจู้อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่นัยน์ตาจะฉายแววเกรงอกเกรงใจขึ้นมาทันตาเห็น นึกไปไกลว่านี่คงเป็นคนของหน่วยงานลับเบื้องบน “อ้อ… เข้าใจแล้วครับ เชิญคุณตามสบายเลย ผมขอตัวไปรอข้างนอกก่อน”
ประตูห้องถูกปิดงับลงสนิท
ลั่วหยางปรับลมหายใจให้สงบ ก่อนจะเพ่งสมาธิพินิจสือเฟยอย่างละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว
สีผิวของชายวัยกลางคนดูเป็นปกติ ไม่มีร่องรอยเส้นเลือดดำคล้ำของการถูกพิษ จังหวะหายใจสม่ำเสมอ พลังชีพจรก็เต้นเป็นจังหวะหนักแน่น ไม่ได้มีทีท่าอ่อนแรงแม้แต่น้อย
หลังการประเมินด้วยตาเปล่า ข้อสรุปเดียวที่ลั่วหยางสัมผัสได้คือ… สือเฟยก็แค่คนร่างกายกำยำที่กำลังหลับสนิท สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์เต็มร้อย ไม่ได้มีเค้าโครงของคนที่กำลังป่วยหนักปางตายเลยสักนิด
สมองของลั่วหยางแล่นปรู๊ด เขาตัดสินใจดึง ‘พลังวิญญาณ’ ในร่างออกมากระตุ้นการทำงานของ ‘กายาจิตขมังเวท’ ดึงตัวเองเข้าสู่ ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ ทันที
หากเปรียบวิชากายาจิตขมังเวทเป็นเครื่องยนต์ พลังวิญญาณก็คือเทอร์โบชาร์จเจอร์ชั้นยอด ในยามปกติเครื่องยนต์ย่อมเดินเบาตามรอบ แต่ทันทีที่เทอร์โบถูกจุดระเบิด ประสาทสัมผัสทั้งหมดจะถูกรีดเร้นจนทะลุขีดจำกัดของมนุษย์
ทว่า ต่อให้กวาดตามองผ่านสภาวะเหนือสัมผัส ลั่วหยางก็ยังหาความผิดปกติไม่เจอ ไม่มีการติดเชื้อ ไม่มีรอยโรค สภาพร่างกายของคุณลุงคนนี้จัดอยู่ในเกณฑ์สมบูรณ์แบบจนน่าหงุดหงิด
พรึ่บ!
สือเฟยที่นอนนิ่งเบิกตาโพลงขึ้นมากะทันหัน!
ในเสี้ยววินาทีนั้น ประกายแสงสีเขียวเข้มสว่างวาบพาดผ่านรูม่านตาของเขา มันรวดเร็วและจางหายไปในพริบตา ต่อให้ใช้เครื่องมือแพทย์ที่ล้ำสมัยที่สุดก็ไม่มีทางจับภาพได้ทัน แต่ภายใต้สภาวะเหนือสัมผัสของลั่วหยาง แสงสีเขียวอัปมงคลนั่นกลับถูกตอกตรึงอยู่ในสายตาอย่างชัดเจน
ลั่วหยางสะท้านเยือกในอก ในที่สุดก็หาต้นตอเจอสักที
เพียงแต่สาเหตุที่แท้จริง มันไม่ได้อยู่ในขอบเขตของ ‘ศาสตร์การแพทย์’ แต่มันอยู่ในดินแดนของ ‘วิชาขมังเวท’ ต่างหาก
“โฮก!” สือเฟยแผดเสียงคำรามกึกก้องปานสัตว์ป่า ใบหน้าบิดเบี้ยวเกร็งกระตุก ฉายแววดุร้ายอำมหิตจนน่าขนลุก
ลั่วหยางหรี่ตาลง ลองหยั่งเชิงดู “คุณสือครับ คุณรู้สึกปวดตรงไหนหรือเปล่า”
สิ้นเสียงคำถาม ร่างท่อนบนของสือเฟยก็กระตุกเฮือก เด้งพรวดขึ้นจากเตียงอย่างรุนแรง! ทว่าดีดตัวขึ้นมาได้แค่คืบเดียวก็ถูกสายรัดกระชากดึงรั้งเอาไว้ หมอนั่นออกแรงดิ้นพล่านบ้าคลั่งจนโครงเตียงเหล็กส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะฉีกขาด
“คุณสือ ใจเย็นก่อน ผมมาช่วยคุณ บอกมาสิว่าไปจับโดนอะไรมา” ลั่วหยางใช้น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงพลังกดดัน หลอกล่อให้อีกฝ่ายยอมคายความลับ
ดูเหมือนจะได้ผล… หลังจากคำรามอย่างบ้าคลั่งไปอีกสองระลอก สือเฟยก็เริ่มนิ่งลง ริมฝีปากขยับมุบมิบ เปล่งเสียงอ้อแอ้ฟังไม่ได้ศัพท์ลอยออกมาตามไรฟัน
แม้เสียงนั้นจะแหบพร่าและอู้อี้แค่ไหน แต่ประสาทการได้ยินระดับทะลุขีดจำกัดของลั่วหยางกลับดักจับมันไว้ได้ทุกพยางค์ ทว่าพอสมองประมวลผลข้อความทั้งหมด นัยน์ตาของเขาก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
สิ่งที่หลุดออกจากปากสือเฟย ไม่ใช่ภาษาจีนกลาง และไม่ใช่ภาษาถิ่นของภูมิภาคไหน... แต่มันคือการร่าย ‘มนตราขมังเวท’
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ลั่วหยางใช้ ‘วิชาประทับวิญญาณบรรพกาล’ ถอดจิตเข้าไปในมิติความทรงจำของหน้ากากใบนั้นนับครั้งไม่ถ้วน ทุกครั้งปรมาจารย์อิ๋งหมาจะร่ายรำท่วงท่าประหลาดพร้อมกับสวดมนตราขมังเวทกรอกหูเขาอยู่เสมอ เขาจึงคุ้นเคยกับท่วงทำนองลึกลับและอักขระโบราณพวกนี้จนซึมเข้ากระดูก แค่ฟังผ่านหูพยางค์เดียวก็จำได้ขึ้นใจ
คำถามคือ… นักโบราณคดีที่วันๆ เอาแต่ขุดดิน จะไปเอาวิชาท่องมนตราขมังเวทมาจากไหน
ไม่กี่อึดใจต่อมา ลั่วหยางก็จับสังเกตได้ว่า มนตราที่สือเฟยกำลังท่องวนไปวนมานั้นมันแหว่งวิ่นไม่สมบูรณ์ เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของมหาอาคมระดับสูงเท่านั้น
ลั่วหยางขยับเข้าไปประชิดหัวเตียง ยื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า รวบรวมพลังไว้ที่ปลายนิ้วแล้วใช้วิชา ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ ตวัดวาดอักขระลึกลับลงบนหน้าผากของสือเฟยอย่างรวดเร็ว… นั่นคือ ‘ตราประทับวิญญาณ’
ดัชนีแพทย์ไท่ชูบวกรวมกับสภาวะเหนือสัมผัสของกายาจิตขมังเวท ถือเป็นไม้ตายก้นหีบที่ทำให้ลั่วหยางผยองในวงการแพทย์ได้อย่างไร้คู่แข่ง แต่ในฐานะผู้สืบทอดสายเลือดจอมขมังเวท วิชาอาคมก็เป็นอาวุธที่ขาดไม่ได้เช่นกัน แม้ในเส้นทางสายมืดนี้เขาจะยังเป็นแค่มือใหม่หัดขับ และมีเพียง ‘วิชาประทับวิญญาณบรรพกาล’ เป็นเครื่องมือชิ้นเดียวในคลังแสง… แต่เขาก็อยากจะลองของดูสักตั้ง
ประเมินจากสถานการณ์ตรงหน้า สือเฟยโดน ‘พลังงานร้าย’ เข้าสิงเกินเก้าในสิบส่วนแน่ๆ ดังนั้น หากเขาใช้ตราประทับวิญญาณพุ่งเข้าไปกระแทกพลังงานนั้นโดยตรง มันจะต้องแสดงปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงออกมา และเขาก็จะอาศัยช่องโหว่นั้นล้วงเอาเบาะแสทั้งหมด เพื่อหาทางขุดรากถอนโคนมันทิ้งซะ
โชคดีที่บ้านพักชั่วคราวหลังนี้เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ จึงยังไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดด้านใน ขืนมีตาที่สามจับจ้องอยู่ เขาคงไม่กล้าเปิดเผยวิชาขมังเวทโต้งๆ แบบนี้แน่
ปลายนิ้วตวัดจบเส้นสุดท้ายอย่างสมบูรณ์แบบ ทันทีที่กระแสพลังวิญญาณถูกอัดฉีดเข้าไป อักขระสีเขียวเข้มก็เรืองแสงเด่นหราอยู่กลางหน้าผากของสือเฟย
วินาทีนั้นเอง ประกายแสงสีเขียวในรูม่านตาของคนป่วยก็ปะทุวาบขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราด ใบหน้าที่เคยสงบลงกลับมาบิดเบี้ยวเหยเกน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
“ไสหัวไป… ตายซะ!” สือเฟยอ้าปากคำรามเสียงแหบพร่า
ได้ผลจริงๆ ด้วย
ลั่วหยางข่มความตื่นเต้นที่ปะทุขึ้นในอก นัยน์ตาสาดประกายดุดัน ก่อนจะเค้นเสียงเยียบเย็นกดดันกลับไป “แก… เป็นตัวอะไร”