ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 25 หน้าตาน่ะคนอื่นเขาให้มา
“ไสหัวไป… ตายซะ” สือเฟยยังคงพึมพำประโยคเดิมซ้ำซาก น้ำเสียงแหบพร่ากดต่ำ แผ่รังสีอำมหิตเยียบเย็นทะลุถึงกระดูก
ลั่วหยางหรี่ตาลง เปลี่ยนคำถามใหม่ทันที “แกเป็นตัวอะไร แล้วต้องการอะไร”
“อ๊าก!” สือเฟยแผดเสียงร้องลั่นปานสัตว์ร้ายคลุ้มคลั่ง สองมือสองเท้าออกแรงกระตุกเกร็งดิ้นพล่านอย่างบ้าคลั่ง
กึก… กึก… กึก!
โครงเตียงเหล็กสั่นสะเทือนเสียดสีจนเกิดเสียงดังกึกกักบาดหู ผนังบ้านพักชั่วคราวบางเฉียบจนเก็บเสียงไม่อยู่ คนด้านนอกย่อมได้ยินชัดเจนทุกความเคลื่อนไหว
“น้องชาย ข้างในเกิดอะไรขึ้น” เสียงของหลัวจู้ดังแทรกขึ้นมา หมอนี่ไม่ได้เดินไปไหนไกล พอได้ยินเสียงโครมครามก็รีบพุ่งพรวดกลับมาทันที
โดนขัดจังหวะเอาดื้อๆ ในเสี้ยววินาทีสำคัญ ลั่วหยางชักสีหน้าเล็กน้อยก่อนจะดึงมือกลับมา “ไม่มีอะไรครับ คนป่วยแค่ฟื้นแล้ว”
ทว่าประตูห้องกลับถูกผลักผางเข้ามา หลัวจู้ก้าวอาดๆ เข้ามาด้านใน
วินาทีนั้นเอง สือเฟยที่ดิ้นพล่านเมื่อครู่กลับปิดตาลง แล้วทิ้งตัวหลับลึกไปในชั่วพริบตา
หลัวจู้ปรายตามอง “น้องชาย ต่อให้คุณจะเป็นคนที่เบื้องบนส่งมา แต่พวกเรามีหน้าที่รับผิดชอบความปลอดภัยของทั้งคนป่วยและตัวคุณ การรักษามันใจร้อนทำส่งเดชไม่ได้หรอกนะ”
“ผมทราบดีครับ เขาไม่เป็นไร และผมก็สบายดี” ลั่วหยางตอบเสียงเรียบ
หลัวจู้จ้องจับผิด “แล้วตกลงคุณค้นพบอะไรบ้างไหม”
ลั่วหยางคร้านจะเสวนา เขาหมุนตัวเดินออกไปหน้าตาเฉย
“เรื่องแค่นี้ทำเป็นปิดบังงั้นสิ” หลัวจู้ลอบสบถในใจ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาย่อมเจือแววประชดประชันชัดเจน
“ครับ ความลับ” ลั่วหยางตัดบทดื้อๆ
แววตาของหลัวจู้ฉายความดูแคลนออกมาไม่ปิดบัง ในสายตาเขา ไอ้หมอเด็กเมื่อวานซืนคนนี้ไม่ได้รู้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอก ก็แค่แกล้งทำตัวลึกลับกลบเกลื่อนความไร้น้ำยา ถ้าไม่ติดป้ายว่าเป็น ‘คนของเบื้องบน’ เขาคงด่าเปิงไล่ตะเพิดไปตั้งนานแล้ว
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เจ้าหน้าที่ชุดป้องกันก็ระดมฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อใส่ลั่วหยางตั้งแต่หัวจรดเท้า หลัวจู้ที่เดินตามหลังมาติดๆ ก็รับอานิสงส์โดนฉีดพ่นอัดกำแพงไปด้วย พอจัดการฆ่าเชื้อเสร็จสิ้น หม่าจงหัวกับเยี่ยอี้หมิงก็รีบรุดเข้ามาหาทันที
“เสี่ยวลั่ว หาสาเหตุของโรคเจอหรือยัง” หม่าจงหัวถามหน้าดำหน้าแดงด้วยความร้อนรน
“เกือบแล้วครับ ผมขอตรวจคนป่วยเพิ่มอีกสักคนสองคนเพื่อยืนยันข้อสันนิษฐาน” ลั่วหยางตอบนิ่งๆ
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา แต่คุณพอบอกผมคร่าวๆ ก่อนได้ไหมว่าสาเหตุคืออะไรกันแน่” หม่าจงหัวร้อนใจจนแทบทนรอไม่ไหว
ลั่วหยางยิ้มมุมปาก “ผู้อำนวยการหม่า ผมเข้าใจว่าคุณกำลังร้อนใจ ถ้าผมมั่นใจเมื่อไหร่ จะรีบแจ้งคุณเป็นคนแรกเลยครับ”
“ตกลง… หัวหน้าแผนกหลัว รบกวนคุณพาเสี่ยวลั่วไปดูคนป่วยเตียงอื่นต่อทีนะ” หม่าจงหัวหันไปสั่ง
สีหน้าของหลัวจู้มืดครึ้มลงทันตาเห็น หม่าจงหัวเป็นแค่ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่เจ้านายสายตรงของเขาสักหน่อย ยิ่งบวกกับความหมั่นไส้ลั่วหยางเป็นทุนเดิม เขาจึงทำหูทวนลม ยืนนิ่งไม่หือไม่อือ
“ไม่เป็นไรครับ ผมเดินไปเองได้” ลั่วหยางตัดรำคาญ
หลัวจู้รีบกลับลำแทบไม่ทัน “เดี๋ยวผมพาไปเองดีกว่า คุณไม่คุ้นสถานที่ ข้อมูลคนป่วยก็ไม่มีอยู่ในมือ” พูดจบก็เดินนำหน้าพาลั่วหยางตรงไปยังห้องผู้ป่วยถัดไป
ผู้ป่วยคนที่สองเป็นหญิงสาวอายุน้อย ใบหน้ารูปไข่จิ้มลิ้มพริ้มเพรา ชื่อของเธอคือ ไป๋จิ้ง… สมชื่อจริงๆ ผิวพรรณของเธอขาวผ่องดุจหิมะ อายุเพียงยี่สิบสี่ปี ดูทรงคงเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ
แต่ปัญหาคือคราวนี้หลัวจู้ดันไม่ยอมมุดหัวออกไปรอข้างนอก หมอนี่เอาแต่ยืนกอดอกจ้องจับผิดลั่วหยางตาเป็นมัน ทำเอาชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจ
“หัวหน้าแผนกหลัวครับ รบกวนออกไปรอข้างนอกจะได้ไหมครับ” ลั่วหยางเอ่ยปากอย่างสุภาพ
แต่หลัวจู้กลับยืนกรานหน้าตาย “ผมมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งตัวคุณและคนป่วย ขอยืนสังเกตการณ์อยู่ตรงนี้คงไม่รบกวนอะไรมั้งครับ”
ลั่วหยางฉีกยิ้มเย็นชา นัยน์ตาแฝงแววเชือดเฉือน “ชายชราที่ยืนอยู่ข้างนอกนั่นคือผู้เฒ่าเยี่ยอี้หมิงครับ ท่านเป็นถึงอดีตผู้นำระดับสูงที่เอ็นดูผมมาก แถมยังซี้ปึกกับนายกเทศมนตรีของพวกคุณด้วย ผมเห็นคุณทำงานแข็งขันจนถูกชะตาจริงๆ… เอาแบบนี้ไหม เดี๋ยวผมออกไปกระซิบบอกผู้เฒ่าเยี่ย ให้ท่านฝากฝังชื่อคุณกับนายกเทศมนตรีสักหน่อย จะได้เอ่ยปาก ‘ชื่นชม’ การทำงานของคุณแบบจัดเต็มไปเลย ดีไหมครับ”
“…เอ่อ ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวผมออกไปรอข้างนอกดีกว่า” หลัวจู้หน้าถอดสี ลนลานหมุนตัวก้าวฉับๆ ออกจากห้องไปแทบไม่ทัน
หมดเสี้ยนหนามเกะกะสายตาสักที ลั่วหยางไม่รอช้า ขยับปลายนิ้ววาด ‘ตราประทับวิญญาณ’ ลงบนหน้าผากเนียนละเอียดของไป๋จิ้งอย่างว่องไว ก่อนจะเร่งพลังจิตกระตุ้นการทำงานของมันทันที…
ด้านนอกบ้านพักชั่วคราว
“ผู้อำนวยการหม่าครับ สรุปหมอลั่วนั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลระดับสูงที่ไหนเหรอครับ” ระหว่างที่รอ หลัวจู้ก็ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่
“เสี่ยวลั่วคือ ‘หมอเทวะ’ ที่ท่านอดีตผู้นำเชิญตัวมาเองกับมือ” หม่าจงหัวตอบเรียบๆ
หลัวจู้เบิกตาโพลง ช็อกจนแทบตาถลน “หมอเทวะ? ไอ้เด็กนั่นเพิ่งจะยี่สิบกว่าๆ เองนะ จะเป็นไปได้ยังไง…”
แต่พอสมองประมวลผลถึงสถานะระดับบิ๊กของเยี่ยอี้หมิง คำสบประมาทก็พลันถูกกลืนกลับลงคอไปดื้อๆ คนระดับอดีตผู้นำพามาด้วยตัวเอง ย่อมต้องมีแบ็กอัปไม่ธรรมดา ขืนเขายังปากดีไปตั้งข้อสงสัยส่งเดช มีหวังได้โดนนายกเทศมนตรีเมืองลั่วเฉิงเรียกไป ‘ชื่นชม’ จนหน้าที่การงานดับวูบแน่
ตัดภาพมาภายในห้องกักโรค
ตราประทับวิญญาณบนหน้าผากไป๋จิ้งค่อยๆ เลือนหายไป เสียงละเมอท่องมนตราขมังเวทของเธอเงียบลงทันที เพียงไม่กี่วินาทีร่างบางก็เข้าสู่ห้วงนิทรา หน้าอกอวบอิ่มภายใต้ชุดผู้ป่วยกระเพื่อมขึ้นลงแผ่วเบา จังหวะหายใจกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
อาการของไป๋จิ้งเหมือนกับสือเฟยทุกประการ ไม่ผิดเพี้ยน ทว่าเนื้อหาของ ‘มนตราขมังเวท’ ที่เธอท่องออกมากลับเป็นคนละท่อน
“หรือว่าคนป่วยแต่ละคนจะถูกฝังมนตราเอาไว้คนละส่วน ทีมโบราณคดีที่เกิดเรื่องมีทั้งหมดแปดคน ก็เท่ากับมีมนตราแปดท่อน... ถ้าเอามาประกอบกันทั้งหมด มันจะไม่กลายเป็นมหาอาคมบทที่สมบูรณ์หรอกเหรอ” ลั่วหยางขมวดคิ้วประเมินความเป็นไปได้ในหัว ขณะผลักประตูเดินออกจากห้องกักโรค
หม่าจงหัวรีบจ้ำอ้าวเข้ามาดักหน้า “เสี่ยวลั่ว ตกลงว่ายังไงบ้าง”
ลั่วหยางเรียบเรียงข้อมูลในหัวครู่หนึ่ง “ผู้อำนวยการหม่า ผมพอจะมองภาพรวมออกแล้วครับ คนของทีมโบราณคดีน่าจะไปสัมผัสโดนโบราณวัตถุชิ้นพิเศษบางอย่างในหลุมบูชายัญเข้า จนถูกพลังลึกลับบางอย่างเล่นงาน... ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากลงไปตรวจสอบหลุมบูชายัญที่เกิดเรื่องดูสักหน่อยครับ”
“เอ่อ… เรื่องนั้น” หม่าจงหัวอึกอัก สีหน้าฉายแววกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ท้ายที่สุดแล้วลั่วหยางก็เป็นแค่คนนอก ไม่มีสถานะทางราชการใดๆ มารองรับ ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งทีมแพทย์เฉพาะทางที่เบื้องบนส่งมาสนับสนุนด้วยซ้ำ เอาเข้าจริงที่เขายอมหิ้วลั่วหยางเข้ามาลึกถึงในนี้ได้ ก็เพราะเห็นแก่หน้าเยี่ยอี้หมิงล้วนๆ แต่การที่จู่ๆ ชายหนุ่มจะขอลงไปเหยียบพื้นที่ขุดค้นระดับชาติหน้าตาเฉย นี่มันข้ามหน้าข้ามตาและผิดกฎระเบียบเกินไปจริงๆ
“เดี๋ยวก่อนนะครับ หมอลั่ว ที่คุณอ้างว่าคนป่วยได้รับผลกระทบจากโบราณวัตถุ… มันหมายความว่ายังไงกันแน่” หลัวจู้แทรกขึ้นมาทันที
ลั่วหยางปรายตามอง “การวินิจฉัยเบื้องต้นของพวกคุณคือการติดเชื้อไวรัส เพียงแต่มันเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่พวกคุณยังหาคำตอบไม่ได้ ถูกต้องไหมครับ”
“แล้วมันไม่ใช่หรือไงล่ะครับ” หลัวจู้สวนกลับอย่างไม่ยอมลดละ
“พวกคุณวินิจฉัยจากอาการภายนอก มันก็ไม่แปลกหรอกครับที่จะคิดแบบนั้น แต่ความจริงคือมันไปคนละเรื่องเลย” ลั่วหยางอธิบายเสียงเรียบ “สิ่งที่ผมเจอคือ… มันมี ‘คลื่นพลังงาน’ บางอย่างแทรกแซงเข้าไปในสมองของผู้ป่วย พลังงานนี้มีคุณสมบัติในการทำลายล้างก็จริง แต่มันไม่มีคุณสมบัติในการแพร่เชื้อหรือติดต่อสู่คนอื่นแน่นอน ถ้าพวกคุณยังไม่เชื่อ จะลองเอาสัตว์ทดลองมาปล่อยไว้ในห้องดูก็ได้”
“คิดจะให้ลองก็ลองง่ายๆ งั้นสิ” หลัวจู้สบถอุบอิบในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
ในสายตาเขา ลั่วหยางก็แค่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ชอบทำตัวอวดรู้ ไม่มีสิทธิ์อะไรมาหักล้างผลการวินิจฉัยของหัวหน้าแผนกอย่างเขา แถมยังมาพ่นเรื่องเพ้อเจ้ออย่างคลื่นพลังงานแทรกแซงสมองอะไรนั่นอีก นี่มันหลอกลวงต้มตุ๋นกันชัดๆ!
“ผู้อำนวยการหม่า พาผมไปดูหลุมบูชายัญเถอะครับ” ลั่วหยางยืนกราน ในใจเขามีลางสังหรณ์รุนแรงว่า ภายใต้หลุมขุดค้นแห่งนั้นจะต้องมีโบราณวัตถุที่เชื่อมโยงกับวิชาขมังเวทซ่อนอยู่แน่ๆ แถมอานุภาพของมันยังรุนแรงระดับมหาศาล จนเขาคันไม้คันมือแทบทนรอไปดูให้เห็นกับตาไม่ไหว
หม่าจงหัวนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาว “เสี่ยวลั่ว ข้อเสนอเรื่องเอาสัตว์มาทดสอบมันก็ฟังดูเข้าท่าอยู่หรอกนะ แต่ไอ้ทฤษฎีคลื่นพลังงานแทรกแซงสมองอะไรนั่น… มันฟังดูหลุดโลกเกินไปหน่อย อีกอย่าง หลุมบูชายัญไม่ใช่สถานที่สาธารณะที่นึกอยากจะเดินเข้าไปก็เข้าได้ ผมต้องทำเรื่องขออนุญาตจากเบื้องบนตามขั้นตอน เอาแบบนี้ดีไหม พรุ่งนี้ทีมผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศก็จะเดินทางมาถึงแล้ว พวกเรารอดูความเห็นจากทีมผู้เชี่ยวชาญกันก่อนเถอะ ตกลงไหม”
ลั่วหยางปรายตามองเยี่ยอี้หมิง ชายชราเอาแต่ยืนนิ่งไม่หือไม่อือ ไม่ได้แสดงท่าทีจะออกหน้าช่วยพูดให้แม้แต่น้อย ความเงียบนั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกลอบผิดหวังอยู่ลึกๆ แต่เขาก็พอจะเข้าใจเจตนา ท้ายที่สุดแล้วผู้เฒ่าเยี่ยก็วางมือจากอำนาจไปแล้ว การถ่อมาถึงนี่ก็แค่อยากจะช่วยแก้ปัญหาด้วยความหวังดี ล้วนไม่อยากใช้อำนาจบาตรใหญ่ก้าวก่ายงานของคนอื่นจนกลายเป็นเรื่องวุ่นวายบานปลาย
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่คุณสบายใจเลยครับ เดี๋ยวผมทิ้งเบอร์ติดต่อไว้ให้ ถ้าทีมผู้เชี่ยวชาญของคุณหมดปัญญาแก้ปัญหาเมื่อไหร่ ค่อยโทรเรียกผมกลับมาจัดการให้ก็แล้วกัน” ลั่วหยางเว้นจังหวะ นัยน์ตาสงบนิ่งจับจ้องอีกฝ่าย ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ผู้อำนวยการหม่า มีประโยคหนึ่งที่ผมต้องขอพูดให้ชัดเจนตรงนี้… ที่ผมยอมถ่อมาช่วยถึงที่นี่ ก็เพราะเห็นแก่หน้าผู้เฒ่าเยี่ยล้วนๆ แต่ถ้ามีครั้งหน้า… ผมจะไม่ลงมือรักษาให้ฟรีๆ อีกแล้วนะครับ”
อุตส่าห์หวังดีมาช่วยแท้ๆ แค่ขอลงไปดูหลุมขุดค้นดันมาเล่นแง่กฎระเบียบใส่ ในเมื่อไม่คิดจะเปิดใจคุยกันด้วยเหตุผล… เขาก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าใครอีกต่อไปเหมือนกัน!