ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 27 กอบโกยอย่างสมเหตุสมผล
กริ๊ง…
ลั่วหยางเพิ่งจะจัดการมื้อเช้าให้ซ่งเหม่ยฉีเสร็จ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชายหนุ่มปรายตามองหน้าจอ ชื่อที่ปรากฏคือหม่าจงหัว เป็นไปตามคาด… ผ่านไปแค่วันเดียว ผู้อำนวยการหน้าบางก็ทนไม่ไหวต้องบากหน้ามาขอร้องเขาจนได้
ลั่วหยางปัดหน้าจอกดรับสาย “สวัสดีครับ ผู้อำนวยการหม่า”
“เสี่ยวลั่ว พอจะมีเวลาว่างสักหน่อยไหม” ปลายสายส่งเสียงทักทาย
ลั่วหยางกรอกเสียงเรียบเฉย “ผู้อำนวยการหม่ามีธุระอะไรกับผมเหรอครับ”
“โธ่เอ๊ย เสี่ยวลั่ว คุณอย่าเพิ่งเคืองกันสิ เรื่องคราวก่อนที่ผมห้ามไม่ให้คุณลงไปในหลุมบูชายัญ ผมเองก็ลำบากใจ เบื้องบนเขามีกฎระเบียบชัดเจน ถึงผมจะเป็นผู้อำนวยการก็ใช่ว่าจะตัดสินใจได้ทุกเรื่องหรอกนะ”
“ผู้อำนวยการหม่าคิดมากไปแล้วครับ ผมเข้าใจดี ไม่เป็นไรหรอก”
หม่าจงหัวรีบเข้าประเด็น “งั้นผมขอพูดตามตรงเลยแล้วกัน ครั้งนี้ทางเราพร้อมจะทำตามเงื่อนไขของคุณทุกอย่าง ไม่ว่าคุณอยากจะดูอาการคนไข้คนไหน หรืออยากจะลงไปสำรวจหลุมบูชายัญก็ทำได้เลย เรื่องค่าเหนื่อยก็คุยกันได้ ผมขอแค่คำยืนยันคำเดียว… คุณรักษาผู้เชี่ยวชาญพวกนั้น แล้วถอนรากถอนโคนต้นตอของปัญหาทั้งหมดได้ใช่ไหม”
“ไม่มีปัญหาครับ” ลั่วหยางตอบสั้นๆ แต่หนักแน่น
“เยี่ยม งั้นพวกเราค่อยไปคุยรายละเอียดกันที่หน้างานนะ”
“เดี๋ยวเจอกันครับ” ลั่วหยางตัดสาย
ซ่งเหม่ยฉีเงยหน้าจิ้มลิ้มขึ้นมาจ้องตาแป๋ว “คุณลุงลั่วจะออกไปทำงานแล้วเหรอคะ”
ลั่วหยางพยักหน้าพลางลูบหัวเด็กน้อย “ใช่แล้ว เดี๋ยวลุงโทรเรียกคุณยายมาอยู่เป็นเพื่อนหนูดีไหม”
“ไม่เอาค่ะ หนูอยากไปเที่ยวกับคุณลุง” ยัยหนูตัวน้อยส่ายหัวดิก ปฏิเสธทันควัน
ติ๊งต่อง!
เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขัดจังหวะพอดี
ซ่งเหม่ยฉีรีบพุ่งหลาวไปมุดหน้าซุกหมอนบนโซฟาทันที ปากก็ร้องงอแง “หนูไม่เอาคุณยาย หนูไม่เอาคุณยาย…”
โบราณว่าเกลียดอะไรมักจะได้อย่างนั้น ลั่วหยางเดินออกไปเปิดประตูก็เห็นเจี่ยงเสียนหรงยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน พร้อมกับเยี่ยอี้หมิงผู้เป็นสามี
ลั่วหยางเผยรอยยิ้มกว้าง มาได้จังหวะพอดีเป๊ะ งานนี้ช่วยประหยัดค่าแท็กซี่ไปได้ตั้งเยอะ
หลายวันมานี้ซ่งเหม่ยฉีกินนอนอยู่บ้านเขาสบายใจเฉิบ แถมแม่หนูน้อยยังช่างเลือกกิน ทำเอากระเป๋าสตางค์ที่แฟบเป็นทุนเดิมอยู่แล้วของเขายิ่งแห้งกรอบเป็นใบไม้ผุ ค่าแท็กซี่สำหรับเขาในตอนนี้ถือเป็นภาระระดับชาติที่ไม่อยากแบกรับอีกต่อไป
หนึ่งชั่วโมงต่อมา รถเก๋งหงฉีคันเก่าก็แล่นมาจอดเทียบหน้าพิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย
หม่าจงหัวชะเง้อคอรออยู่ที่ประตูใหญ่นานแล้ว ทันทีที่เห็นรถเป้าหมาย เขาก็รีบสาวเท้าเข้ามาต้อนรับ
ลั่วหยางก้าวลงจากรถ ยิงคำถามเข้าประเด็นทันที “ผู้อำนวยการหม่า อาการของทีมผู้เชี่ยวชาญเป็นยังไงบ้างครับ”
“ไปคุยกันที่ห้องทำงานเถอะ” สีหน้าของหม่าจงหัวดูตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งสามคนก้าวเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของผู้อำนวยการ
หม่าจงหัวจัดการปิดประตูลงกลอน น้ำเสียงที่เปล่งออกมาหนักอึ้ง “เมื่อวานนี้ มีผู้เชี่ยวชาญจากทีมสนับสนุนของเมืองเอกล้มป่วยไปอีกคนแล้ว สถานการณ์ตอนนี้วิกฤตมาก”
นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้เขาลนลานตามตัวลั่วหยางมาด่วนจี๋ ขนาดผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าที่เบื้องบนส่งมายังเสร็จไวรัสปริศนาตัวนี้ สถานการณ์กำลังบานปลายไปกันใหญ่ ไม่ใช่แค่ตัวเขาที่ร้อนรน แม้แต่ผู้บริหารระดับสูงของเมืองลั่วเฉิงเองก็แทบนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้วเหมือนกัน
เยี่ยอี้หมิงทนฟังไม่ไหว “แล้วจะมัวรออะไรอยู่อีกล่ะ เสี่ยวลั่ว งานนี้คงต้องพึ่งฝีมือคุณแล้วนะ”
ลั่วหยางกลับยืนฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งท่าทีตอบรับหรือกระตือรือร้นใดๆ
หม่าจงหัวสังเกตเห็นท่าทีนั้นก็บรรลุธรรมทันที “อ้อ ผมเข้าใจแล้ว เสี่ยวลั่ว… คุณเสนอตัวเลขมาได้เลย ต้องการเท่าไหร่”
ลั่วหยางไม่พูดพร่ำทำเพลง ชูนิ้วชี้ขึ้นมาเพียงนิ้วเดียว
“หนึ่งหมื่นเหรอ” หม่าจงหัวลองหยั่งเชิง
ลั่วหยางส่ายหน้าเบาๆ
“หรือว่าหนึ่งแสน” หม่าจงหัวขยับเพดานขึ้นอีก
“ไม่ใช่หนึ่งแสนครับ… แต่เป็นหนึ่งล้าน” ลั่วหยางเอ่ยเสียงเรียบ
“หา!” หม่าจงหัวสะดุ้งเฮือก ตาเบิกโพลงกับตัวเลขหกหลักปลายๆ ที่พุ่งพรวดขึ้นมา
ลั่วหยางยังคงรักษามาดนิ่ง “นี่ผมเรียกแค่พอเป็นพิธีเพราะเห็นแก่หน้าคุณลุงเยี่ยหรอกนะครับ ระดับปรมาจารย์อย่างผม ถ้าเรียกค่าตัวน้อยกว่านี้มันจะดูไม่สมฐานะ ผมคงยอมทุบป้ายทองของตัวเองทิ้งไม่ได้หรอก”
เยี่ยอี้หมิงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองชายหนุ่มข้างกาย แววตานั้นเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงราวกับเพิ่งค้นพบอีกด้านของว่าที่ลูกเขย
ไอ้ลูกเขยคนนี้ไม่ได้แค่ใช้มีดฟันราคา… แต่มันใช้ขวานจามลงกลางกบาลชัดๆ!
ตาเฒ่าอย่างเขามองคนผิดไปจริงๆ สินะ
“หนึ่งล้านมันสูงไปหน่อย ผมต้องขออนุมัติจากเบื้องบนก่อน ขอเวลาผมโทรศัพท์แป๊บเดียวนะ” หม่าจงหัวคว้าโทรศัพท์แล้วรีบหมุนตัวเดินออกไปคุยนอกห้อง
ทันทีที่ประตูปิดลง เยี่ยอี้หมิงก็ลดเสียงกระซิบถาม “เสี่ยวลั่ว นายฟันราคาแรงไปหน่อยหรือเปล่า”
“คุณลุงเยี่ยครับ ยุคนี้พวกสตรีมเมอร์นั่งไลฟ์สดชั่วโมงเดียวก็โกยเงินเป็นแสนเป็นล้านแล้ว ไหนจะพวกดาราไปเดินโชว์ตัวในรายการวาไรตี้ ฟันค่าตัวหลักสิบล้านกันเป็นว่าเล่น ปรมาจารย์อย่างผมลงมือเสี่ยงชีวิตแก้ปัญหาระดับวิกฤตเมืองแบบนี้ แลกกับเงินแค่หนึ่งล้าน… ถือว่าถูกเหมือนให้เปล่าเลยนะครับ”
“มันก็จริงของนายว่ะ ดาราเล่นหนังเรื่องนึงฟันค่าตัวกันตั้งหลายสิบล้าน นายเก็บแค่ล้านเดียวดูถูกไปเลยจริงๆ” ชายชราพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะชะงักเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ “ว่าแต่นายไม่ใช่ ‘หมอเทวะ’ หรอกเหรอ ทำไมถึงอัปเกรดเป็น ‘ปรมาจารย์’ ไปซะได้ล่ะ”
ลั่วหยางยิ้มกริ่มมุมปาก “คำว่าปรมาจารย์… มันครอบคลุมขอบเขตการรับงานได้กว้างกว่าไงครับ”
เยี่ยอี้หมิง “…”
ประตูห้องทำงานถูกผลักออกอีกครั้ง หม่าจงหัวเดินสีหน้าผ่อนคลายกลับเข้ามา
“เสี่ยวลั่ว เบื้องบนไฟเขียวแล้วนะ แต่ผมต้องร่างสัญญากับคุณไว้เป็นหลักฐาน คุณต้องแก้ปัญหาให้ลุล่วงถึงจะเบิกเงินได้ และถ้าเกิดมีคนไข้เป็นอันตรายขึ้นมาระหว่างการรักษา… คุณต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด”
“ไม่มีปัญหา” ลั่วหยางรับคำท้าทันควัน
ส่วนหนึ่งเพราะเขามั่นใจในฝีมือตัวเองเกินร้อย แต่อีกส่วนที่สำคัญกว่าคือ ‘เงิน’ ขืนไม่มีเงินล้านก้อนนี้หล่นทับ อย่าว่าแต่จะเลี้ยงดูปูเสื่อซ่งเหม่ยฉีเลย แม้แต่ตัวเขาเองก็คงต้องไปขุดดินประทังชีวิตในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แน่
หม่าจงหัวจัดการร่างสัญญาด้วยลายมือ ลั่วหยางกวาดสายตาอ่านก่อนจะสั่งให้เพิ่มเงื่อนไขไปอีกข้อ… ‘ระหว่างที่เขาลงมือรักษาและลงพื้นที่สำรวจหลุมบูชายัญ ห้ามมีสุนัขตัวไหนเข้ามาก้าวก่ายหรือรบกวนเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น’
เมื่อจรดปากกาเซ็นสัญญาเสร็จสรรพ หม่าจงหัวก็ไม่รอช้า รีบเดินนำลั่วหยางกับเยี่ยอี้หมิงตรงดิ่งไปยังห้องกักตัวชั่วคราวทันที
ระหว่างที่ใกล้จะถึงโซนกักตัว เงาร่างของชายหญิงคู่หนึ่งก็เดินสวนทางมา
แม้จะอยู่ห่างออกไปร่วมห้าสิบเมตร แต่สายตาของลั่วหยางกลับคมกริบจนเห็นใบหน้าของทั้งคู่ชัดเจน… จางไป๋กับนางพยาบาลสาวหน้าแฉล้มคนหนึ่ง
ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ แต่ไม่กี่วินาทีสมองก็ประมวลผลคำตอบออกมาได้ นึกย้อนไปถึงงานเลี้ยงรุ่น จางไป๋เคยโวซะยืดยาวว่าพ่อแม่ตัวเองมีตำแหน่งใหญ่โตในโรงพยาบาลฮว๋าซี ทีมผู้เชี่ยวชาญที่ถูกส่งตัวมาก็มาจากฮว๋าซีเช่นกัน เดาได้ไม่ยากว่าพ่อแม่ของมันคงเป็นหัวเรือใหญ่ในทีมนี้ การที่ลูกแหง่อย่างจางไป๋จะใช้เส้นสายตามมาแจมเพื่อฉวยโอกาสหลีสาวพยาบาลถึงที่นี่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก
ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายร่นเข้ามาเรื่อยๆ จางไป๋เองก็สังเกตเห็นลั่วหยางแล้วเช่นกัน รอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่กำลังป้อสาวเมื่อครู่หุบฉับลงทันตา บนใบหน้ากลมอูมของมันยังมีรอยฟกช้ำเขียวปัดให้เห็นชัดเจน เดาได้ง่ายๆ ว่าคงเพิ่งโดนพวกแก๊งทวงหนี้ซ้อมกระอักเลือดมาเมื่อคืนก่อน
ลั่วหยางขี้เกียจเสวนาด้วย ชายหนุ่มหันหน้าหนีไปมองทุ่งนาไกลลิบ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสวะที่กำลังเดินสวนมา
“ลั่วหยาง แกหยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ!” จางไป๋ตะคอกเสียงกร้าว แผดเสียงดังลั่นทางเดิน
คราวนี้จะตีมึนแกล้งมองไม่เห็นก็คงไม่ได้แล้ว
ลั่วหยางหันกลับมา แสร้งทำหน้าตกใจสุดขีด “อ้าว เพื่อนรัก นึกไม่ถึงเลยนะว่าจะมาบังเอิญเจอกันที่นี่ ผู้อำนวยการหม่า คุณลุงเยี่ย พวกคุณล่วงหน้าไปก่อนเลยครับ ขอเวลาผมทักทายเพื่อนรักสักสองสามประโยคแล้วเดี๋ยวจะรีบตามไป”
“ได้สิ ผมไปจัดการเรื่องเอกสารรอก่อน รีบตามมาล่ะ” หม่าจงหัวไม่สนใจ เดินลิ่วๆ ล่วงหน้าไปทันที
เยี่ยอี้หมิงก็ก้าวตามไปติดๆ วัยรุ่นเขาจะเคลียร์ใจกัน ตาเฒ่าอย่างเขาขืนยืนอยู่ตรงนี้ก็เกะกะเปล่าๆ
นางพยาบาลสาวข้างกายจางไป๋ปรายตามองลั่วหยาง รูปร่างหน้าตาและรัศมีความเยือกเย็นของเขาทำเอาประกายตาของเธอวูบไหวขึ้นมาทันที แต่พอหางตาตวัดกลับไปมองจางไป๋… แววตาของเธอก็หม่นหมองลงอย่างปิดไม่มิด
ระหว่างหมูตอนหน้าช้ำกับราชสีห์หน้านิ่ง… รัศมีมันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
“เรื่องคืนนั้นมันยังไงกันแน่วะ วันนี้แกต้องอธิบายมาให้เคลียร์!” จางไป๋เปิดฉากหาเรื่องอย่างเดือดดาล
ลั่วหยางแค่มองหน้ามันด้วยแววตาสมเพช ขี้เกียจจะเปลืองน้ำลายอธิบายอะไรทั้งนั้น
ความเงียบของลั่วหยางกลับทำให้จางไป๋ยิ่งได้ใจ มันยกนิ้วชี้หน้าด่ากราด “ไอ้เวรเอ๊ย แกทิ้งพวกฉันสามคนเป็นแพะรับบาป แล้วพกอู่เซิ่งหลานหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว แกยังมีความเป็นคนอยู่บ้างไหมวะ ดูหน้าฉันสิ ตอนนี้มันยังบวมช้ำอยู่เลยเห็นไหม!”
ทันใดนั้น ลั่วหยางก็สวนกลับในพริบตา มือหนาพุ่งตะปบเข้านิ้วชี้ที่ยื่นมาตรงหน้า บีบแน่นแล้วกระชากงัดขึ้นด้านบนเต็มแรง!
“กร๊อบ! โอ๊ย… โอ๊ยยย” จางไป๋แหกปากร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ร่างอวบอ้วนทรุดฮวบลงไปกองคุกเข่ากับพื้นแทบจะในเสี้ยววินาที
ลั่วหยางแค่สะบัดมือเบาๆ จางไป๋ก็เสียหลักหงายหลังก้นจ้ำเบ้ากระแทกพื้นดังอั้ก
ใบหน้าอูมๆ ของจางไป๋เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้นสุดขีด มันนึกไม่ถึงเลยว่าลั่วหยางจะกล้าลงมือกับมันตรงๆ แบบนี้ แถมยังเป็นการหักหน้าต่อหน้าพยาบาลสาวที่เพิ่งจะจีบติดอีกต่างหาก
ลั่วหยางมองลงมาจากมุมสูง รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นที่มุมปาก “คราวหลังหัดทำตัวให้มันมีมารยาทหน่อยนะ ฉันไม่ได้อารมณ์ดีปล่อยผ่านสันดานเสียๆ ของแกได้ทุกครั้งหรอก”
จางไป๋โกรธจนเลือดขึ้นหน้า แทบกระอักเลือด “ลั่วหยาง ฝากไว้ก่อนเถอะ แกเตรียมตัว—”
“ไม่ต้องฝากหรอก แกไม่มีปัญญาทำอะไรฉันได้หรอก… เชื่อสิ” ลั่วหยางพูดแทรกหน้าตาย ตัดบทสนทนาอย่างเยือกเย็น
จางไป๋ “…”
ลั่วหยางคร้านจะเสียเวลากับเศษสวะ ชายหนุ่มหมุนตัวก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังโซนกักตัวทันที ทิ้งให้อีกฝ่ายนั่งแค้นฝังหุ่นอยู่บนพื้น
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบแผ่นหลังกว้าง ทอดเงายาวเหยียดไปบนพื้นดูดุดันและทรงพลัง
นางพยาบาลสาวมัวแต่จ้องมองแผ่นหลังของชายหนุ่มตาไม่กะพริบ ในหัวจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนต่อไหน… จนลืมไปสนิทว่าควรจะก้มลงไปพยุงไอ้หมูตอนที่นั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้น