ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 31 คุณไป๋ผู้มีภาวะย้ำคิดย้ำทำ
ผ่านไปเพียงยี่สิบนาที ไป๋จิ้งก็ฟื้นคืนสติ หญิงสาวเหม่อมองลั่วหยางที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นด้วยแววตาสับสน อาการเดียวกับสือเฟยไม่มีผิด ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเธอเหมือนจมอยู่ในห้วงฝันลึก ทว่าพอตื่นขึ้นมากลับจำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
“คุณ… เป็นใคร?” น้ำเสียงของเธอยังคงเลื่อนลอย
ลั่วหยางยันตัวลุกขึ้นยืน ร่างกายไร้ซึ่งความเหนื่อยล้า ตรงกันข้าม สภาพของเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังจนน่าประหลาดใจ ผลพวงจากการดูดซับและหลอมรวมพลังวิญญาณของ ‘วิญญาณร้าย’ ตนนั้นเข้าสู่ร่างกาย
“ผมลั่วหยาง เป็นหมอ” เขาตอบกระชับ
“แล้วทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่?”
“เรื่องนี้คงต้องย้อนไปตอนที่คุณหมดสติ” ลั่วหยางจ้องหน้าเธอ “จำได้ไหมว่าไปจับต้องของแปลกๆ อะไรในหลุมบูชายัญนั่นหรือเปล่า?”
คำถามเดียวกันนี้เขาเคยถามสือเฟยไปแล้ว แต่อีกฝ่ายเป็นแค่นักบูรณะโบราณวัตถุ วันเกิดเหตุทำเพียงยืนเช็ดเครื่องมืออยู่ปากหลุม ยังไม่ทันก้าวขาลงไปก็โดนเล่นงานเข้าเสียก่อน
ไป๋จิ้งนิ่งเงียบ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันขณะพยายามเค้นความทรงจำ
ลั่วหยางลอบสังเกตสีหน้าเธอ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตากลับเป็นผิวพรรณขาวจัด ขาวเนียนละเอียดจนสะดุดตา พวงแก้มใสกระจ่างราวกับหยดน้ำ ทรงเสน่ห์จนทำให้คนมองเผลอใจเต้นผิดจังหวะ
จู่ๆ หญิงสาวก็ช้อนตาขึ้นมอง ลั่วหยางรีบดึงสายตากลับมาปั้นหน้าเคร่งขรึมกลบเกลื่อน “นึกอะไรออกแล้วเหรอ?”
เธอบอกเล่าด้วยจังหวะเชื่องช้า “ฉันจำได้ว่าวันนั้น… ศาสตราจารย์ขุดเจอดาบสำริดเล่มหนึ่ง ท่านตื่นเต้นมากเลยเรียกพวกเราเข้าไปดู ฉันตัวเล็ก แถมท่านยังโดนพวกผู้เชี่ยวชาญรุมล้อม ฉันเลยมองไม่เห็น พอพยายามจะเบียดเข้าไป จังหวะนั้นเอง…”
ลมหายใจของเธอเริ่มถี่กระชั้น ร่างกายสั่นสะท้านจากความทรงจำอันตึงเครียดที่แล่นปะทะเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้น?” ลั่วหยางซักต่อ แทบจะรอฟังคำตอบไม่ไหว
“จู่ๆ อาจารย์ก็แผดเสียงลั่น คว้าดาบสำริดเล่มนั้นไล่ฟันคนมั่วซั่วไปหมด สถานการณ์ชุลมุนมาก ฉันล้มลงกับพื้น แล้วท่านก็ถือดาบเดินตรงเข้ามาหาฉัน แววตาของท่านตอนนั้น… น่ากลัวมาก” ไป๋จิ้งยกมือขึ้นกุมศีรษะ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดผวา
ลั่วหยางปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง “คุณไป๋ ทุกอย่างจบลงแล้ว ตอนนี้คุณปลอดภัย ค่อยๆ เล่าเถอะ”
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความกลัว “ฉันร้องขอชีวิต ขอร้องไม่ให้ท่านทำร้ายฉัน แต่ท่านเหมือนหูหนวกตาบอด จำฉันไม่ได้ด้วยซ้ำ ท่านง้างดาบฟันลงมา… แล้วภาพทุกอย่างก็ตัดไป”
พูดจบ เธอก็ก้มหน้าสำรวจร่างกายตัวเองตามสัญชาตญาณ
“บนตัวคุณไม่มีแผลหรอกครับ” ลั่วหยางแทรกขึ้น
ไป๋จิ้งเบิกตาโพลง “จะเป็นไปได้ยังไง?”
“ดาบเล่มนั้นเพิ่งขุดขึ้นมาจากดิน คราบดินโคลนคงเกาะอยู่หนาเตอะ ต่อให้ฟันลงมาก็ไม่ทิ้งแผลไว้หรอก หรือไม่ก็… คุณอาจจะกลัวจนช็อก ดาบยังไม่ทันถึงตัวก็สลบไปซะก่อน” เขาอธิบายเรียบๆ
ไป๋จิ้งจ้องหน้าเขาเขม็ง พวงแก้มจู่ๆ ก็ร้อนผ่าวและขึ้นสีแดงจัด “นี่คุณ… ตรวจร่างกายฉันแล้วเหรอ?”
“เปล่าครับ”
“แล้วคุณรู้ได้ไงว่าบนตัวฉันไม่มีแผล?” แววตาของหญิงสาวหรี่แคบลงอย่างจับผิด
จู่ๆ ทิศทางบทสนทนาก็หักเลี้ยวจนลั่วหยางแอบใบ้กิน เขาเป็นหมอ การตรวจร่างกายคนไข้มันไม่ใช่เรื่องปกติหรือไง? แต่ดูเหมือนเรื่องโดนอาจารย์ฟันปางตาย จะสำคัญน้อยกว่าเรื่องโดนเขาตรวจร่างกายซะอีก
“ผมดูรายงานผลตรวจของคุณแล้ว เลยรู้สภาพร่างกายคุณดี” ลั่วหยางเลือกที่จะปั้นน้ำเป็นตัว เขาคงบอกความจริงไม่ได้ว่าวิชาของเขาสามารถสแกนรับรู้ทุกซอกทุกมุมบนร่างกายเธอทะลุปรุโปร่ง กระทั่งรู้ว่าใต้รักแร้ขวาลงมาสองนิ้วมีก้อนเนื้องอกเล็กจิ๋วซ่อนอยู่เม็ดหนึ่ง ขืนพูดออกไปมีหวังโดนหาว่าเป็นโรคจิตพอดี
“คุณเป็นหมอโรงพยาบาลไหน? แล้วเมื่อกี้คุณนั่งทำอะไร?” ไป๋จิ้งยิงคำถามรัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น หน้าตาหล่อเหลาของชายหนุ่มตรงหน้าทำให้เธอนึกถึงดาราคนหนึ่ง แต่นึกไม่ออกว่าใคร
ลั่วหยางกระตุกยิ้มมุมปาก “คุณไป๋ ผมมารักษาโรค ไม่ได้มาให้คุณสอบสวนทำสำมะโนประชากร”
หญิงสาวหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย “ขอโทษที ฉันมีภาวะย้ำคิดย้ำทำน่ะ ไม่ว่าเจอเรื่องอะไรก็อยากจะหาคำตอบให้เคลียร์”
“อาจารย์ของคุณชื่ออะไรครับ?” เขาดึงบทสนทนากลับเข้าฝั่ง
“ศาสตราจารย์ซูชางหมิง ท่านเคยคุมงานขุดค้นหลุมหมายเลขหก กับหมายเลขเจ็ด ประสบการณ์โชกโชนมาก ฉันเป็นนักศึกษาป.โทเอกโบราณคดีมหาวิทยาลัยสู่ มีศาสตราจารย์ซูเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา กว่าฉันจะคว้าโอกาสลงพื้นที่ครั้งนี้มาได้มันไม่ง่ายเลย ไม่คิดเลยว่าจะมาเกิดเรื่องบ้าๆ แบบนี้”
“มันเป็นอุบัติเหตุน่ะครับ”
ไป๋จิ้งเพิ่งนึกขึ้นได้ “จริงสิ แล้วศาสตราจารย์ซูเป็นยังไงบ้าง?”
“ท่านไม่น่าเป็นอะไร เดี๋ยวผมกำลังจะไปรักษาท่านต่อ คุณออกไปยืดเส้นยืดสายข้างนอกเถอะ ผู้อำนวยการหม่าเป็นห่วงพวกคุณแทบแย่ ถ้าเห็นคุณปลอดภัย เขาคงดีใจ” ลั่วหยางพูดพลางหมุนตัวเดินไปทางประตู
“หมอลั่ว รอก่อน”
ลั่วหยางหันกลับมา “มีธุระอะไรอีกเหรอครับ?”
“ตกลงฉันป่วยเป็นอะไร?”
“ออกไปเจอผู้อำนวยการหม่า เดี๋ยวเขาก็บอกคุณเองแหละครับ”
“คุณเป็นหมอ จะบอกฉันเองไม่ได้เชียวเหรอ?” ไม่เปิดช่องให้ลั่วหยางอ้าปาก เธอพ่นคำถามรัวเป็นปืนกล “เรื่องนี้มันทะแม่งๆ ถ้าฉันป่วยก็ควรอยู่โรงพยาบาลสิ แต่ที่นี่มันบ้านพักตู้คอนเทนเนอร์ชัดๆ แถมตอนตื่นมา ฉันยังเห็นคุณนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ท่าทางไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าหมอเลยสักนิด นอกจากฐานะหมอแล้ว คุณต้องมีความลับอย่างอื่นซ่อนอยู่อีกแน่ บอกมา… คุณเป็นใครกันแน่?”
ลั่วหยางนวดขมับ เริ่มปวดหัวตงิดๆ เขากระตุกยิ้ม “คุณไป๋ ผมแนะนำให้คุณซิ่วไปเรียนสายอื่นนะ”
“เอ๊ะ สายไหน?”
“สายสืบสวนอาชญากรรมไง ผมว่าคุณรุ่งชัวร์”
ไป๋จิ้งเบ้ปาก กรอกตามองบนอย่างขัดใจ
“ออกไปสูดอากาศเถอะครับ คำถามพวกนี้ผู้อำนวยการหม่าตอบคุณได้หมด ผมต้องรีบไปรักษาอาจารย์คุณต่อแล้ว” พูดจบชายหนุ่มก็เดินผลักประตูออกไปทันที
ฟ่อ! ฟ่อ!
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เจ้าหน้าที่ชุดกันเชื้อที่ดักซุ่มอยู่ก็คว้าเครื่องพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อกระหน่ำฉีดใส่ลั่วหยางแบบไม่ให้ตั้งตัว เขาไม่ได้สวมหน้ากาก ละอองน้ำยาเคมีจึงพ่นอัดเข้าเต็มหน้าจังๆ
“เลิกพ่นได้แล้ว มันไม่มีไวรัสบ้าบออะไรทั้งนั้นแหละ!” ลั่วหยางสบถ
ฟ่อ!
สิ้นคำประท้วง น้ำยาฆ่าเชื้ออีกระลอกก็พ่นอัดอุดปากเขาอย่างจัง
ลั่วหยางตวัดสายตามองเจ้าหน้าที่คนนั้นด้วยรังสีอำมหิต ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงให้เสียเวลา
หม่าจงหัวกึ่งเดินกึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา “เสี่ยวลั่ว เป็นยังไงบ้าง?”
“คุณไป๋ปลอดภัยแล้วครับ เดี๋ยวก็คงตามออกมา… อ้อ จริงสิ คุณไป๋พูดถึงดาบสำริดเล่มหนึ่ง ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน?”
เบาะแสที่ไป๋จิ้งให้มาสำคัญระดับคอขาดบาดตาย ต้นตอของปัญหาแปดเก้าส่วนคงหนีไม่พ้นดาบสำริดอาถรรพ์เล่มนั้นแน่
“น่าจะยังทิ้งอยู่ในหลุมบูชายัญนั่นแหละ นายต้องใช้มันเหรอ? เดี๋ยวฉันให้คนลงไปหยิบมาให้” หม่าจงหัวเสนอ
ลั่วหยางเสียงแข็งเบรกทันควัน “อย่าให้ใครไปแตะต้องมันเด็ดขาด! รอผมรักษาผู้เชี่ยวชาญทุกคนเสร็จ ค่อยลงไปจัดการรวดเดียว”
หม่าจงหัวหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี “รอเคลียร์ปัญหาบ้าๆ นี่เสร็จ ฉันจะปิดโต๊ะจัดงานเลี้ยงฉลองให้นาย แล้วเราค่อยมาดวลเหล้ากันให้เมาพับไปเลย”
ทีแรกลั่วหยางตั้งใจจะปฏิเสธตามมารยาท แต่พอนึกถึงอิทธิพลของหม่าจงหัวได้ เขาจึงกลืนคำปฏิเสธลงคอ “ได้เลยครับ ผู้อำนวยการหม่า ถึงตอนนั้นเรามาชนแก้วกันให้เต็มที่”
หน้ากากทองสำริดของปรมาจารย์อิ๋งหมามีความคล้ายคลึงกับหน้ากากสำริดของซานซิงตุยอย่างน่าประหลาด แถมในหลุมบูชายัญยังดันมีโบราณวัตถุที่อัดแน่นด้วยพลังวิญญาณโผล่มาอีก สายเลือดจอมขมังเวทบรรพกาลกับอารยธรรมซานซิงตุยต้องมีความเกี่ยวข้องกันแน่ ปริศนาพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะไขกระจ่างได้ในวันสองวัน อนาคตเขาคงต้องกลับมาขุดคุ้ยเบาะแสที่นี่อีกชัวร์ การผูกมิตรกับระดับผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ไว้ ย่อมเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดี
“ผู้อำนวยการหม่า ห้องกักตัวของศาสตราจารย์ซูชางหมิงอยู่ไหนครับ?” ลั่วหยางวกกลับเข้าเรื่อง
หม่าจงหัวชี้มือไปยังตู้คอนเทนเนอร์กักโรคอีกหลัง “ห้องนั้น”
“งั้นผมไปก่อน” ลั่วหยางหมุนตัว ก้าวยาวๆ ตรงดิ่งไปยังตู้คอนเทนเนอร์หลังนั้นทันที