ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 32 มนตราในหัวศาสตราจารย์
ด้วยประสบการณ์จากสองครั้งแรก การรักษาซูชางหมิงจึงใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที ทันทีที่ลั่วหยางเก็บหน้ากากทองสำริดลงกระเป๋าสะพาย ชายสูงวัยบนเตียงก็ฟื้นคืนสติพอดี
“ที่นี่คือ…” ซูชางหมิงกวาดสายตาเลื่อนลอย
ลั่วหยางทรุดตัวลงนั่งขอบเตียง “ศาสตราจารย์ซู เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย”
“คุณเป็นใคร?”
“ผมลั่วหยาง เป็นหมอ การรักษาเสร็จสิ้นแล้ว คุณปลอดภัยดี” เขาตอบรวบรัด
ซูชางหมิงยังคงมีท่าทีเหม่อลอย สมองประมวลผลไม่ทัน
ลั่วหยางไม่รอช้า ยิงคำถามดึงสติทันที “ศาสตราจารย์ คุณจำดาบสำริดเล่มนั้นได้ไหม?”
ชายสูงวัยพยักหน้าช้าๆ ตามสัญชาตญาณ
“ตอนถือมันเกิดอะไรขึ้น ร่างกายมีปฏิกิริยาแปลกๆ บ้างไหม?”
แววตาของซูชางหมิงเปลี่ยนไป ความเลื่อนลอยหายวับ แทนที่ด้วยความระแวดระวัง เขาจ้องหน้าหมอหนุ่มนิ่ง ไม่ยอมปริปาก
“ศาสตราจารย์ซู โปรดบอกทุกอย่างที่คุณรู้ เรื่องนี้คอขาดบาดตายนะ”
ซูชางหมิงหรี่ตา แววตาเต็มไปด้วยความคลางแคลง “คุณบอกว่าเป็นหมอ… เป็นแค่หมอแล้วจะมาสอดรู้สอดเห็นเรื่องพวกนี้ทำไม? อีกอย่าง ผมมีความจำเป็นอะไรต้องตอบคุณ?”
ลั่วหยางชะงัก
“เอาล่ะ ทีนี้ตอบคำถามผมมาซะ” ซูชางหมิงพลิกกลับมาเป็นฝ่ายออกคำสั่ง เสียงเข้มงวดและทรงอำนาจแบบคนเป็นอาจารย์
ลั่วหยาง “…”
มวลอากาศในห้องกลายเป็นความอึดอัดทันที
สองศิษย์อาจารย์คู่นี้มันยังไงกัน? คนหนึ่งเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำชอบตั้งตัวเป็นนักสืบ ส่วนอีกคนก็หัวรั้นจอมเผด็จการ หาความปกติไม่เจอสักคน
“เงียบทำไม? คุณมีปัญหาอะไรปิดบังอยู่แน่ๆ” ซูชางหมิงรอไม่ไหว ชิงด่วนสรุปเสร็จสรรพ
ลั่วหยางหรี่ตาลง ความอดทนเริ่มหมด “ศาสตราจารย์ซู ผมจะพูดให้ชัดๆ ตรงนี้นะ ผมคือคนที่ผู้อำนวยการหม่าควักกระเป๋าจ่ายเงินหนึ่งล้านจ้างมาล้างเช็ดปัญหาบ้าๆ นี่ ถ้าคุณไม่อยากให้ความร่วมมือ ผมก็ไม่ฝืนใจ… แต่หลังจากนี้ ถ้านักศึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญคนอื่นของคุณหน้าไหนเป็นอะไรขึ้นมาอีก ผมจะไม่ยื่นมือเข้าไปสอดเด็ดขาด!”
คิ้วของซูชางหมิงกระตุก สีหน้าเริ่มเคร่งเครียด
“ถ้างั้นก็เชิญพักผ่อน รักษาตัวด้วย” ลั่วหยางผุดลุกขึ้น หมุนตัวเตรียมเดินออก
ตาแก่นี่คือหัวหน้าทีมโบราณคดี แถมเป็นคนขุดเจออาวุธเจ้าปัญหา ข้อมูลในหัวย่อมลึกกว่าไป๋จิ้งหลายเท่าตัว แต่ถ้าจะดื้อด้านหัวรั้นขนาดนี้ เขาก็ขี้เกียจเสียเวลาดึงดันสู้ ยังไงซะปลายทางเขาก็ต้องลงไปประจันหน้ากับดาบสำริดนั่นในหลุมบูชายัญอยู่ดี
“ผม… ได้ยินเสียง” จู่ๆ น้ำเสียงแหบพร่าก็ดังแทรกขึ้น
ลั่วหยางชะงักเท้า ความตื่นเต้นแล่นปราดขึ้นมา เขาหันขวับ
“เสียงอะไร? พูดว่ายังไง?”
“มันดังก้องอยู่ในหัว ฟังไม่ถนัด… แต่มันเหมือนจังหวะการสวดมนต์คาถา” ซูชางหมิงตอบเสียงแผ่ว
เกี่ยวข้องกับวิชาขมังเวทจริงๆ ด้วย!
“แล้วไงต่อ? ร่างกายคุณตอนนั้นรู้สึกยังไง?” ลั่วหยางรุกฆาต
ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน “ร่างกายผมเหมือนโดนโซ่ที่มองไม่เห็นรัดตึง หายใจแทบไม่ออก เดี๋ยวก็ร้อนเหมือนถูกเผา เดี๋ยวก็หนาวจนกระดูกสะท้าน จากนั้น… สมองผมก็โดนยึด ตอนนั้นในหัวผมมีคำสั่งเดียวหลงเหลืออยู่… ฟัน! ฟันพวกมันให้ยับ!”
มือขวาของชายชราแกว่งสะเปะสะปะกลางอากาศราวกับกำลังฟาดฟันใครสักคน
ลั่วหยางพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือนั้นไว้แน่น “ศาสตราจารย์ซู ตั้งสติ ทุกอย่างจบแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัว”
ซูชางหมิงหอบหายใจหนักหน่วงครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ สงบลง เขาสบตาหมอหนุ่ม
“คุณบอกว่ามาเพื่อแก้ปัญหา งั้นคุณต้องรู้สิว่าไอ้เรื่องบ้าๆ นี่มันคืออะไร บอกมา… คุณรู้อะไรบ้าง?”
ลั่วหยางตอบเสียงเรียบ “ต้นตอมาจากดาบสำริดเล่มนั้น มันคืออาวุธขมังเวท”
“อาวุธขมังเวท?”
“อธิบายง่ายๆ มันคือภาชนะที่หมอผียุคโบราณสร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีพิเศษ ของพวกนี้มีจิตวิญญาณ หรือกระทั่งมีเศษเสี้ยวความทรงจำสิงสู่ ตัวการที่เล่นงานพวกคุณก็คือพลังงานตกค้างของจอมขมังเวทในดาบเล่มนั้น มันแทรกซึมและเข้าไปแฮ็กสมองของพวกคุณ”
การรับมือกับชายแก่อีโก้สูงคนนี้จะใช้วิธีปัดรำคาญแบบเดียวกับไป๋จิ้งไม่ได้ อนาคตเขายังต้องพึ่งพาความรู้เรื่องซานซิงตุยจากอีกฝ่าย การผูกมิตรไว้ย่อมเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า
จู่ๆ ซูชางหมิงก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆ!”
ลั่วหยางขมวดคิ้ว “คุณหัวเราะอะไร?”
กว่าชายชราจะหยุดขำได้ก็เล่นเอาหอบเหนื่อย “พ่อหนุ่ม นี่คุณคิดพล็อตนิยายแฟนตาซีกำลังภายในมาหลอกผมหรือไง? โบราณวัตถุบ้าอะไรจะมีความทรงจำ แถมยังแฮ็กสมองคนได้อีก... ไร้สาระสิ้นดี!”
“ยังมีผู้เชี่ยวชาญเหลืออีกห้าคน ถ้าผมรักษาครบเมื่อไหร่ ผมจะลงไปสำรวจหลุมบูชายัญนั่น ถ้าไม่เชื่อ คุณจะตามลงไปดูด้วยตาตัวเองก็ได้ ไว้ถึงตอนนั้น… เราค่อยเอาความจริงมาคุยกัน” ลั่วหยางสวนกลับนิ่มๆ
“แล้วคุณไปรู้เรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้ได้ยังไง?” ซูชางหมิงยังไม่เลิกจับผิด “เป็นแค่หมอแต่ดันรู้เรื่องพวกนี้ แถมผู้อำนวยการหม่ายังกล้าทุ่มเงินล้านจ้างมา… สรุปแล้วคุณเป็นใครกันแน่ ตอบผมมา”
ลั่วหยางกระตุกยิ้มมุมปาก “ใจเย็นๆ สิครับศาสตราจารย์ซู ไว้ลงไปถึงก้นหลุมเมื่อไหร่ เราค่อยคุยกันยาวๆ ตอนนี้คุณพักผ่อนไปก่อน ผมขอตัวไปจัดการคนไข้อีกห้าคนที่เหลือ”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากบ้านพักตู้คอนเทนเนอร์กักโรคทันที
ฟ่อ! ฟ่อ!
ทันทีที่โผล่หน้าออกไป ละอองน้ำยาฆ่าเชื้อชุดใหญ่ก็พ่นอัดกระแทกหน้าเขาเต็มๆ
เจ้าหน้าที่พยาบาลคนเดิมยืนดักอยู่ ภายใต้หน้ากากพลาสติกใสเผยให้เห็นใบหน้ามันย่อง นัยน์ตาสีเทาซีดคู่นั้นจ้องมองลั่วหยางอย่างไร้อารมณ์
“นี่คุณ… นามสกุลอะไรเนี่ย?”
ฟ่อ!
น้ำยาเคมีระลอกใหม่พ่นอัดอุดปากเขาแบบไม่ต้องมีคำบรรยาย
ช่างแม่ง พญาหงส์ไม่ลดตัวไปจิกตีกับนกกระจอกหรอกเว้ย!
ลั่วหยางเช็ดหน้าลวกๆ แล้วเดินดุ่มไปสุดทางเดิน หม่าจงหัว เยี่ยอี้หมิง สือเฟย และไป๋จิ้ง ยืนจับกลุ่มกันอยู่ตรงนั้น
พอเห็นลั่วหยางเดินมา ไป๋จิ้งกลับมีอาการหนักยิ่งกว่าผู้อำนวยการหม่า เธอซอยเท้าวิ่งเหยาะๆ พุ่งเข้ามาหาทันที “หมอลั่ว! อาจารย์ฉันเป็นยังไงบ้าง?”
ส่วนสูงของหญิงสาวน่าจะราวๆ ร้อยหกสิบเซนติเมตร ไม่ขาดไม่เกิน ในยุคที่ค่านิยมสาวขายาวครองเมือง ส่วนสูงระดับนี้ถือว่าเสียเปรียบนิดหน่อย แต่สัดส่วนของเธอกลับปั้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ ท่อนขาไม่ดูสั้น โครงร่างบอบบางอรชรน่าทะนุถนอม ทว่า… สิ่งที่ดึงดูดสายตาลั่วหยางจนแทบจะทะลุออกมา กลับเป็น ‘ภาระ’ อันหนักอึ้งบนหน้าอกของเธอ! ตอนที่เธอนอนสลบอยู่เขายังไม่ทันสังเกต แต่พอเจ้าตัววิ่งกระเพื่อมเข้ามา ภาระก้อนมหึมานั้นก็เด้งดึ๋งต้านแรงโน้มถ่วง ปริมาณความจุของมันช่างอลังการขัดกับไซส์มินิของร่างกายนางอย่างสิ้นเชิง
แต่ก็นะ… คงไม่มีผู้ชายหน้าไหนบนโลกปฏิเสธความไม่สมส่วนแบบนี้หรอก
“คุณไม่ได้รักษาอาจารย์ฉันพลาดใช่ไหม?” ไป๋จิ้งเบรกดังเอี๊ยดหยุดอยู่ตรงหน้า แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
ภาระอันหนักอึ้งก็เบรกกึกหยุดกระเพื่อมเช่นกัน
ลั่วหยางกระแอมไอแห้งๆ เรียกสติ “ศาสตราจารย์ซูปลอดภัยแล้วครับ เดี๋ยวก็คงเดินออกมา”
ไป๋จิ้งพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก “ทำเอาลุ้นแทบตาย”
ทว่าจู่ๆ เธอก็เหมือนจะจับสังเกตอะไรได้ จึงหรี่ตาถามต่อ “หมอลั่ว คำถามเมื่อกี้ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ทำไมคุณถึงทิ้งช่วงตั้งนานกว่าจะตอบฉันล่ะ? คุณมีความลับอะไรปิดบัง หรือว่ากำลังคิดมิดีมิร้ายอะไรอยู่กันแน่?”
ลั่วหยาง “…”
“ตอบฉันมาเดี๋ยวนี้นะ” หญิงสาวจ้องหน้าเขาเขม็ง วิญญาณนักสืบประทับร่างอีกรอบ
ลั่วหยางขมับเต้นตุบๆ “เอ่อ ไว้ค่อยเคลียร์กันนะ ผมต้องรีบไปรักษาคนอื่นต่อ”
พูดจบเขาก็ใส่เกียร์หมาชิ่งหนีทันที
ปัดโธ่เว้ย! ลูกผู้ชายคนหนึ่งเผลอโดนแรงดึงดูดทางเพศกระแทกตาก็จ้องจนเหม่อไปนิด มันเป็นเรื่องธรรมชาติของสัญชาตญาณการสืบพันธุ์มนุษย์ไม่ใช่หรือไง?
กะอีแค่เรื่องมองนม เธอยังจะตามกัดไม่ปล่อยเพื่อเค้นหาคำตอบให้ได้ ภาวะย้ำคิดย้ำทำของยัยนี่มันจะหลุดโลกเกินไปแล้วมั้ง!