ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 36 วิญญาณร้ายในดาบสำริด
ทันทีที่เดินเข้าใกล้ป้อมยามหน้าไซต์งาน กลุ่มคนนำโดยหม่าจงหัวก็กรูเข้ามาหาอย่างร้อนรน
“เสี่ยวลั่ว เป็นยังไงบ้าง” หม่าจงหัวถามหน้าตื่น
ลั่วหยางตอบเสียงเรียบ “เหลือแค่ขั้นตอนสุดท้าย… ผมเจอดาบเล่มนั้นแล้ว แล้วก็หิ้วมันออกมาด้วย”
“คุณเอามันออกมา” หม่าจงหัวชะงักตาค้าง
สือเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆ ผงะถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ สีหน้าตึงเครียดจัด
ลั่วหยางตบหน้าท้องตัวเองดังป้าบๆ เสียงโลหะกระทบเนื้อดังชัดเจน “ผู้อำนวยการหม่า… มันซุกอยู่นี่ครับ”
“ทำแบบนี้มันผิดกฎหมายนะเสี่ยวลั่ว ขืนเกิดเรื่องบ้าๆ ขึ้นมา ใครจะไปรับผิดชอบไหว” หม่าจงหัวเหงื่อแตกพลั่ก
ลั่วหยางยิ้มหน้าตาย “เมื่อกี้ศาสตราจารย์ซูโดนอาถรรพ์มันเล่นงานอีกรอบ แบกดาบไล่แทงผมหน้าตาเฉย ถ้าหลบไม่ทัน ป่านนี้ผมคงลงไปนอนคุยกับรากมะม่วงแล้วครับ”
ชายหนุ่มโยนเผือกร้อนแบบหน้าด้านๆ ซูชางหมิงตวัดสายตาค้อนขวับ แทบจะกินหัวลั่วหยาง… ไอ้เด็กเปรต ที่ลากฉันไปเป็นเพื่อน ก็เพื่อเอาไว้ใช้เป็นข้ออ้างตอนฉกของเนี่ยนะ?
สายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่ใบหน้าเหี่ยวย่นของซูชางหมิงทันที
“ศาสตราจารย์ซู… เรื่องจริงเหรอครับ” หม่าจงหัวแทบไม่อยากเชื่อหู
“เอ่อ… ฉันเองก็จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่เสี่ยวลั่วพูดมาคือเรื่องจริง” ชายชรายอมรับเสียงอ่อย
ลั่วหยางสบช่องรีบขยี้ต่อ “ผู้อำนวยการหม่า ผมแค่อยากจะบอกว่าดาบเล่มนี้มันเฮี้ยนเกินเบอร์ ผมต้องหาสถานที่ปิดมิดชิดในพิพิธภัณฑ์เพื่อล้างอาถรรพ์ให้มันกลายเป็นแค่เศษโลหะธรรมดา แต่ถ้าคุณไม่โอเค… เดี๋ยวผมเดินเอาไปโยนทิ้งไว้ที่เดิมก็ได้นะ แต่ถือว่างานผมจบแล้ว จ่ายเงินมาด้วยก็แล้วกัน”
ลั่วหยางแบมือทวงดื้อๆ จะเอายังไงก็เลือกเอา
หม่าจงหัวอึกอัก ลังเลตัดสินใจไม่ถูก
เยี่ยอี้หมิงเห็นท่าไม่ดีจึงออกโรงแทรก “เสี่ยวหม่า เสี่ยวลั่วเป็นคนทำงานรอบคอบ คุณวางใจเถอะ อีกอย่างเขาก็ไม่ได้เอาสมบัติชาติกลับบ้านสักหน่อย มันก็ยังอยู่ในเขตพิพิธภัณฑ์ ขืนตอนนี้สั่งให้เอาไปคืน แล้วพอเสี่ยวลั่วกลับไป พวกนักวิจัยเกิดโดนผีผลักเป็นบ้าขึ้นมาอีกจะทำยังไง”
“ก็ได้… เอาตามที่เสี่ยวลั่วบอกก็แล้วกัน” หม่าจงหัวจำยอมอย่างหมดทางเลือก
คนทั้งกลุ่มพากันเดินกลับไปยังอาคารศูนย์วิจัย
ไป๋จิ้งขยับเข้ามาเดินขนาบข้างลั่วหยาง เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “หมอลั่ว คุณซ่อนดาบอาถรรพ์ไว้แนบเนื้อขนาดนั้น มันไม่ส่งผลกระทบอะไรเลยเหรอคะ”
“ไม่อะ” ลั่วหยางตอบสั้นๆ ในใจแอบประเมินเจตนาของหญิงสาว
“งั้น… ให้ฉันช่วยถือไหมคะ เดี๋ยวฉันเป็นลูกมือให้คุณเอง” ไป๋จิ้งเสนอตัวอย่างกระตือรือร้น
ชายหนุ่มยิ้มบาง “ไม่ต้องลำบากหรอก ดาบเล่มนี้ผมต้องลงมือจัดการคนเดียวเท่านั้น”
หญิงสาวจิ๊ปาก ขัดใจที่โดนปฏิเสธ
สือเฟยพูดแทรกขึ้นมาทันจังหวะ “หมอลั่ว ตอนลงมือก็ระวังมือระวังไม้หน่อยนะครับ อย่าทำให้โบราณวัตถุเสียหายเด็ดขาด ถ้าดาบสำริดเล่มนี้มีรอยตำหนิต้องซ่อมแซม รบกวนมอบหมายให้ผมเป็นคนจัดการนะครับ”
“ผมจะระวังให้มากที่สุดครับ” ลั่วหยางพยักหน้ารับ
สือเฟยปรายตามองคอเสื้อของลั่วหยาง ริมฝีปากขยับยุกยิกคล้ายอยากจะพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดนั้นลงคอไป ปฏิกิริยาเล็กๆ น้อยๆ นั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาคมกริบของลั่วหยาง ทว่าเขาก็คร้านจะเก็บมาใส่ใจ
เมื่อกลับมาถึงพิพิธภัณฑ์ หม่าจงหัวก็เปิดห้องทำงานที่เพิ่งว่างให้ลั่วหยางใช้จัดการธุระ
“ผู้อำนวยการหม่า พวกคุณถอยออกไปไกลๆ หน่อยดีกว่าครับ จะได้ป้องกันเหตุไม่คาดฝัน” ลั่วหยางเอ่ยเตือน
“งั้นพวกเราไปรอฟังข่าวดีที่ห้องทำงานของฉันก็แล้วกัน คุณเองก็ระวังตัวด้วยล่ะ”
ลั่วหยางเดินเข้าไปในห้องก่อนจะจัดการล็อกประตูจากด้านในแน่นหนา
ไป๋จิ้งยังไม่ยอมแพ้ ชะโงกหน้าไปที่บานหน้าต่างหวังจะแอบดู ทว่ายังไม่ทันเห็นอะไรชัดเจน ผ้าม่านก็ถูกรูดปิดฉับ ตัดขาดการมองเห็นจนมิดชิด
ซูชางหมิงกระตุกแขนเสื้อลูกศิษย์สาว “ไปเถอะ ของพรรค์นั้นมันอันตราย ถอยห่างไว้หน่อยจะดีกว่า”
ไป๋จิ้งผละออกมาอย่างเสียไม่ได้ เธอเดินตามชายชราพลางกระซิบเสียงเบา “อาจารย์คะ หนูว่าเขาไม่ใช่หมอหรอกค่ะ อย่างน้อยก็ไม่ใช่หมอธรรมดา”
“แล้วเธอคิดว่าไอ้หนุ่มนั่นเป็นอะไรล่ะ”
“หนูว่าเขาเป็นจอมขมังเวทค่ะ นอกจากจะรู้วิชาแพทย์แล้ว ยังมีวิชาอาคมติดตัวด้วย”
ซูชางหมิงยกนิ้วโป้งให้ แอบปลาบปลื้มใจอย่างเงียบๆ สมแล้วที่เป็นศิษย์รักไอคิว 141 มองความลับของลั่วหยางทะลุปรุโปร่งได้อย่างง่ายดาย
สือเฟยเหลือบหางตามองศิษย์อาจารย์ที่กำลังซุบซิบกัน มุมปากของเขาแสยะยิ้มบางๆ แฝงนัยยะที่ยากจะคาดเดา…
======
ภายในห้องทำงานปิดตาย
ดาบสำริดถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน ดวงตาประหลาดบนด้ามดาบเบิกกว้างจ้องเขม็งมาที่ลั่วหยาง ประกายแสงสีเขียวเยียบเย็นแผ่ซ่านออกมา ชวนให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกน่าขนลุก
ลั่วหยางจ้องตากลับไปอย่างไม่เกรงกลัว “สรรพสิ่งล้วนมีชะตากรรม การที่แกตกมาอยู่ในมือฉัน ก็ถือเป็นเวรกรรมของแก ต่อให้ไม่ยอมรับก็ต้องรับ… แต่ก่อนจะเชือดทิ้ง ฉันอยากจะเห็นหน้าแกสักครั้ง มีอะไรจะสั่งเสียก็ว่ามา”
ดาบเล่มนี้กักเก็บจิตวิญญาณชั่วร้ายที่มีพลังกล้าแข็งมาก จึงสามารถข้ามขั้นตอน
‘ประทับวิญญาณบรรพกาล’ แล้วใช้วิชา ‘สื่อวิญญาณบรรพกาล’ ล้วงความลับได้โดยตรง
ชายหนุ่มล้วงหน้ากากทองสำริดออกมาจากกระเป๋า สวมทับลงบนใบหน้า ปรับลมหายใจชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มร่ายมนตราและวาดมือทำสัญลักษณ์
“ฟ้ามืดมิดดินกว้างใหญ่ ทวยเทพจุติสี่วิญญาณพิทักษ์สี่ทิศ มังกรฟ้าบูรพากลับคืนสู่ตำแหน่ง พยัคฆ์ขาวประจิมกลับคืนสู่ตำแหน่ง วิหคเพลิงทักษิณกลับคืนสู่ตำแหน่ง เต่าดำอุดรกลับคืนสู่ตำแหน่ง ชะตาขมังเวทสถิต ณ ศูนย์กลาง…”
ครืน!
ร่างของลั่วหยางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความมืดมิดเข้ากลืนกินวิสัยทัศน์ พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยแตะจมูก
“เข้ามาสิ… เข้ามา…” ปากของลั่วหยางขยับเปล่งเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งออกมา เป็นน้ำเสียงแหบพร่า เยือกเย็น และชวนสยดสยอง
แม้ร่างกายจะกำลังเปล่งเสียงแปลกประหลาด ทว่าสติสัมปชัญญะของเขากลับหลุดลอยออกจากห้องทำงาน ดำดิ่งลึกลงไปใน ‘ห้วงความทรงจำ’ ของดาบสำริด
ยิ่งจิตวิญญาณแห่งอาวุธแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ห้วงความทรงจำก็ยิ่งซับซ้อนและชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ต่างจากตอนกลางวันที่เขาใช้วิชาสื่อวิญญาณเพื่อล่อผีร้ายออกจากร่างนักวิจัย ซึ่งตอนนั้นแทบจะไม่มีภาพอดีตหลงเหลือให้เห็นเลย
ทว่าวินาทีนี้ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาลั่วหยางถึงกับตะลึงงัน
ใจกลางลานกว้าง มีแท่นบูชารูปทรงหอคอยสูงตระหง่านราวสิบเจ็ดสิบแปดเมตร ฐานกว้างยอดแคบ ดูคล้ายพีระมิดที่ถูกหั่นส่วนยอดทิ้งไป ด้านหน้ามีบันไดหินทอดยาวชันขึ้นไปสู่จุดสูงสุด
ทันใดนั้น ศีรษะมนุษย์ก็ร่วงหล่นลงมาจากยอดแท่นบูชา กลิ้งหลุนๆ กระดอนไปตามขั้นบันไดหิน ทุกจังหวะตกกระทบดังทึบๆ สาดกระเซ็นไปด้วยเลือดสดๆ ข้นคลั่ก
ร่างของผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้นที่ปลายบันไดสูงสุด เธอสวมชุดคลุมสีดำสนิท บนศีรษะสวมมงกุฎขนนกสีแดงสดประดับตกแต่งอลังการ ขนนกเหล่านั้นถูกดัดให้โค้งงอด้วยกิ่งไม้และเถาวัลย์
รูปลักษณ์นี้ตรงกับ ‘จอมขมังเวทแห่งซานซิงตุย’ ที่ซูชางหมิงสันนิษฐานไว้ไม่มีผิดเพี้ยน สิ่งที่อยู่บนหัวนั่นไม่ใช่วิกผมอย่างที่ตาเฒ่ามโน แต่มันคือมงกุฎขนนกศักดิ์สิทธิ์ต่างหาก
สายตาของลั่วหยางเลื่อนลงมาหยุดที่มือของแม่มดชุดดำ
มือขวาของเธอชูดาบสำริดเล่มหนึ่ง… เล่มเดียวกับที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานในยุคปัจจุบัน
หัวมนุษย์ที่เพิ่งกลิ้งตกลงมา ก็คือผลงานสดๆ ร้อนๆ จากการบั่นคอของเธอนี่เอง
แม่มดคุกเข่าลง สองมือประคองดาบอาบเลือดชูขึ้นเหนือหัว ริมฝีปากขยับพึมพำร่ายบทสวด
นั่นคือมนตราขมังเวท เธอกำลังทำพิธีสังเวยโลหิตเพื่อบวงสรวงสวรรค์ขอพร!
ปริศนาที่ว่าทำไมดาบสำริดเล่มนี้ถึงเฮี้ยนนัก กระจ่างแจ้งในพริบตา… เพราะมันคือ
‘ดาบประหาร’ ที่ใช้สำหรับตัดหัวคนโดยเฉพาะ ความอาฆาตแค้นของเครื่องสังเวยนับไม่ถ้วนจึงหล่อหลอมจิตวิญญาณชั่วร้ายขึ้นมา
แม่มดร่ายมนตร์จบอย่างรวดเร็ว
ลั่วหยางไม่ได้สนใจจะจดจำวิชาอาคมบทนี้เลยสักนิด เพราะแก่นแท้ของมันไม่ได้อยู่ที่บทสวด แต่อยู่ที่ ‘การบั่นคอสังเวยชีวิต’ ในสังคมยุคปัจจุบันที่เจริญแล้ว เขาจะไปไล่ตัดหัวใครมาบวงสรวงสวรรค์เพื่อฝึกวิชาบ้าบอนี่ได้
ภาพความทรงจำดำเนินต่อ แม่มดลุกขึ้นยืน ก่อนจะก้าวเดินลงมาจากบันไดที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด
ลั่วหยางสังเกตเห็นว่า… ที่เท้าของเธอสวม ‘ถุงเท้า’ อยู่คู่หนึ่งจริงๆ ด้วย
“ข้าคืออวี่เหริน... ข้าขอทำข้อตกลงกับเจ้า” เสียงกังวานแหบพร่าไม่ได้หลุดออกมาจากปากแม่มด แต่ดังก้องมาจากตัวดาบสำริดโดยตรง!
นี่คือเจตจำนงของวิญญาณร้าย มันมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบ ร้ายกาจจนถึงขั้นสื่อสารต่อรองได้
ลั่วหยางขมวดคิ้ว “ข้อตกลงอะไร”
“ละเว้นชีวิตข้า… แล้วข้าจะยอมเป็นข้ารับใช้เจ้า”
ลั่วหยางถึงกับกุมขมับ ปวดหัวตึ้บ
ถ้าเขาพกไอ้ดาบผีสิงนี่กลับไปใช้ ปลายทางสถานีต่อไปคงไม่พ้นคุกบางขวาง จะเอาข้ารับใช้ไปทำแป๊ะอะไรในซังเต ปัดโธ่เว้ย!
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยอมก้มหัวร้องขอชีวิต แถมในอดีตก็ไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรกันเป็นการส่วนตัว ความรู้สึกลังเลก็ผุดขึ้นมากลางอก... เอาไงดีวะเนี่ย?