ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 35 ขโมยกันซึ่งหน้า
นี่คือเหตุผลที่ลั่วหยางไม่หิ้วคนอื่นมาเป็นภาระ นอกจากซูชางหมิง ตาเฒ่าคนนี้คือสารานุกรมเดินได้ที่สามารถคายข้อมูลที่เขาต้องการออกมาได้
“ซานซิงตุยยังคงเป็นปริศนาดำมืด” ซูชางหมิงถอนหายใจยาว “มันโผล่มาจากไหน แล้วล่มสลายไปได้ยังไง ล้วนยังรอการพิสูจน์ คุณอย่าเพิ่งหลงระเริงว่าเราขุดเจอของดีเยอะแล้ว ที่เห็นนี่มันแค่เศษเสี้ยว ของจริงที่หลับใหลอยู่ใต้ฝ่าเท้าพวกเรานี่สิ… ยังมีอีกมหาศาลจนคุณจินตนาการไม่ออกเลยล่ะ”
“แล้วในบรรดาของที่ขุดขึ้นมาได้… มีชิ้นไหนที่เชื่อมโยงกับ ‘จอมขมังเวท’ บ้างไหมครับ” ลั่วหยางลากบทสนทนาเข้าเป้าหมายหลักทันที
ชายชราครุ่นคิดชั่วครู่ “มีอยู่ชิ้นนึง ในหลุมบูชายัญหมายเลขสอง เราเคยขุดเจอ ‘รูปหล่อสำริดคนคุกเข่า’ ไม่รู้คุณเคยผ่านตาบ้างไหม”
ลั่วหยางส่ายหน้าปฏิเสธ
“งั้นคุณพลาดแล้ว” ซูชางหมิงอธิบายต่อ “รูปหล่อตัวนั้นนั่งคุกเข่า สองมือวางทาบหน้าขา สวมถุงเท้า แถมทรงผมยังม้วนหยิกเสยตั้งชี้ไปด้านหลัง ดูสูงส่งและมีอำนาจมาก จากการวิเคราะห์ของฉัน หมอนั่นแหละคือจอมขมังเวท และท่านั้นก็คือท่าประกอบพิธีกรรมบูชายัญ”
“ศาสตราจารย์… ฟังจากที่คุณร่ายมา ไม่เห็นมีตรงไหนบอกว่าเป็นจอมขมังเวทเลย เอาความมั่นใจระดับนั้นมาจากไหนครับ” ลั่วหยางเลิกคิ้วถาม
“นี่ไอ้หนุ่ม นั่นมันยุคห้าหกพันปีก่อน คนยุคนั้นมีเศษผ้าเตี่ยวปิดเป้าก็หรูแล้ว แต่นี่มีถุงเท้าใส่ ลองใช้สมองคิดดูว่าฐานะต้องระดับไหน” ซูชางหมิงสวนกลับฉอดๆ “อีกอย่าง ที่นี่คือแอ่งกระทะปาสู่ แถบนี้เคยมีมนุษย์ผมหยิกตามธรรมชาติที่ไหนกัน เพราะงั้นนั่นไม่ใช่ผมจริง แต่มันคือวิกผมรูปทรงเครื่องหัว อารยธรรมนี้บูชาสุริยเทพ ทรงผมรูปเกลียวคลื่นนั่นก็คือสัญลักษณ์แทนแสงอาทิตย์ รูปหล่อนั่นถึงได้เป็นเครื่องยืนยันว่าเขาคือผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีสถานะสูงสุดไงล่ะ”
“คุณพูดมาก็มีเหตุผล แต่แสงอาทิตย์มันควรจะส่องเป็นเส้นตรงไม่ใช่เหรอครับ” ลั่วหยางยังคงจับผิด
“แสงอาทิตย์ตกกระทบโลกต้องผ่านทั้งชั้นบรรยากาศและสนามโน้มถ่วง มวลสารพวกนั้นทำให้เกิดการหักเหทั้งนั้นแหละ ไม่มีทางเป็นเส้นตรงทื่อๆ หรอก”
“นี่คนยุคหกพันปีก่อนเข้าใจหลักการฟิสิกส์พวกนี้แล้วเหรอครับ” ลั่วหยางทึ่งจัด
ศาสตราจารย์เฒ่าแค่นหัวเราะ “อย่าริอ่านดูถูกคนโบราณเชียว แค่เรื่องที่พวกเขามีเทคโนโลยีหล่อสำริดในยุคนั้นได้ ก็ถือเป็นความมหัศจรรย์ที่แหกทุกกฎวิทยาศาสตร์แล้ว อีกอย่าง… อย่าเพิ่งหลงตัวเองว่าอารยธรรมมนุษย์ยุคนี้กำลังก้าวหน้าไปข้างหน้า ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะกำลังเดินถอยหลังลงคลองอยู่ก็ได้”
คำตอบนั้นทำเอาลั่วหยางอึ้งไปชั่วขณะ สายตาคมกริบตวัดกลับไปมองดาบสำริดที่นอนสงบนิ่งอยู่ก้นหลุม “ศาสตราจารย์ซู… แล้วเป็นไปได้ไหมที่ดาบเล่มนี้ จะเป็นอาวุธประจำตัวของจอมขมังเวทคนนั้น”
ซูชางหมิงเบรกหัวทิ่ม “เป็นไปไม่ได้ สองหลุมนี้อยู่คนละยุคสมัย ไทม์ไลน์ห่างกันเป็นร้อยหรืออาจจะถึงพันปี ถ้าดาบนี้เป็นของรูปหล่อนั่นจริง ทำไมถึงต้องแยกหลุมฝัง ของพรรค์นี้มันต้องฝังรวมกันสิถึงจะถูกธรรมเนียม”
“ถ้าอย่างนั้น ดาบนี่เป็นของใครล่ะครับ”
ชายชราขมวดคิ้วยุ่ง หน้าหงิกทันที “คุณมาคาดคั้นฉัน แล้วฉันจะไปตรัสรู้ถามผีตัวไหนวะ”
ลั่วหยางยิ้มกริ่ม “ใจเย็นสิครับ ผมก็แค่ชวนวิเคราะห์ขำๆ”
“ขืนเสวนาประวัติศาสตร์กับคุณต่อไป อายุฉันคงสั้นลงไปอีกสิบปี” ซูชางหมิงสะบัดหน้าหนีอย่างหัวเสีย
ลั่วหยางเงียบกริบ จะโทษเขาก็ไม่ถูก เด็กแพทย์อย่างเขามานั่งถกเรื่องโบราณคดีกับระดับปรมาจารย์ของวงการ นี่ไม่ใช่การรนหาที่ตาย แต่เป็นการทรมานคนแก่ให้ตายคาที่ชัดๆ
ชายหนุ่มเลิกสนใจตาเฒ่า ทิ้งตัวลงนั่งยองๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปคว้าดาบสำริด
“เฮ้ย ระวัง” ซูชางหมิงหนังตากระตุก เส้นประสาทตึงเปรี๊ยะทันที ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งโดนผีผลักให้เอาดาบไปเสียบอีกฝ่าย ถ้าตอนนี้ลั่วหยางโดนสิงแล้วหันมาเสียบเขากลับบ้าง กระดูกผุๆ อย่างเขาจะเอาปัญญาที่ไหนไปวิ่งหนี
ลั่วหยางเมินเสียงเตือน ฝ่ามือพุ่งตรงไปคว้าด้ามดาบไว้อย่างแน่วแน่
พริบตาที่เนื้อสัมผัสโลหะ ดวงตาบนด้ามดาบพลันสว่างวาบเป็นสีเขียวมรกต รังสีอำมหิตระเบิดออกมากดทับจนมวลอากาศหนักอึ้ง ไอเย็นยะเยือกสุดขั้วพุ่งทะลวงจากด้ามดาบ สวนเข้าแขนลั่วหยางและลุกลามกัดกินไปทั่วทั้งร่างในเสี้ยววินาที
เมื่อครู่มันโดนบารมีของอูซวีกดหัวจนต้องแกล้งตาย แต่ตอนนี้ลั่วหยางเล่นมาแตะต้องตัวมันตรงๆ นี่คือการบีบให้หมาจนตรอก มันจึงต้องระเบิดพลังวิญญาณเฮือกสุดท้ายขึ้นมาต่อต้าน
ความดื้อด้านนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า ‘จิตวิญญาณแห่งอาวุธ’ ที่สิงสู่ในดาบเล่มนี้ ทั้งอำมหิตและเจ้าเล่ห์เพทุบายเกินบรรยาย
แต่น่าเสียดายที่ลั่วหยางอ่านเกมขาดไปสามก้าว ก่อนจะกระโดดลงหลุม เขาได้จุดประกาย ‘ตราประทับชะตาขมังเวท’ เตรียมรอไว้แล้ว ตราประทับนั่นคือสายเลือดที่สืบทอดมาจากอูซวีโดยตรง การเดินหมากครั้งนี้ เท่ากับว่าลั่วหยางได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวัตถุศักดิ์สิทธิ์ อูซวีในตอนนี้ ไม่ใช่แค่เครื่องราง แต่กลายเป็น ‘เขี้ยวเล็บ’ ของเขาอย่างสมบูรณ์
วิ้ง…
อูซวีเปล่งเสียงกังวานก้องบาดหู คลื่นความถี่ศักดิ์สิทธิ์กวาดล้างไอเย็นยะเยือกที่ลุกลามอยู่ในร่างลั่วหยางจนแหลกละเอียด วิญญาณร้ายในดาบสำริดถูกตบหน้าหงาย โดนพลังบารมีอัดกระแทกจนต้องหดหัวหนีตายกลับเข้าไปซ่อนในตัวดาบอย่างสิ้นสภาพ
ตัวดาบสำริดสั่นพั่บๆ ไม่หยุด สภาพเหมือนอันธพาลปลายแถวที่เพิ่งโดนมาเฟียใหญ่บีบคอจนขวัญกระเจิง
ลั่วหยางกดเสียงต่ำ รังสีอำมหิตพาดผ่านแววตา “หุบปากแล้วอยู่นิ่งๆ ขืนดิ้นอีกนิดเดียว… ฉันจะหักแกทิ้งซะ”
ราวกับฟังภาษาคนรู้เรื่อง ดาบผยองเล่มนั้นชะงักกึก หยุดสั่นไปดื้อๆ ยอมสยบแต่โดยดี
ซูชางหมิงชะโงกหน้ามองด้วยความงุนงง “เสี่ยวลั่ว… คุณคุยกับใครน่ะ”
“ผมกำลังสั่งสอนดาบเล่มนี้อยู่ครับ”
คำตอบหน้าตายทำเอาศาสตราจารย์เฒ่าเอ๋อแดก สีหน้าบิดเบี้ยวไปมาเหมือนคนกินยาผิดขวด
ลั่วหยางผนึกพลังดัชนีแพทย์ไท่ชู เคาะลงบนสันดาบเบาๆ เป็นการข่มขวัญ “ฉันจะพาแกออกไปจากที่นี่ ถ้าตุกติกแม้แต่นิดเดียว… ฉันจะบดแกเป็นผง”
ดาบสำริดสั่นไหวเบาๆ หนึ่งจังหวะ ราวกับกำลังพยักหน้ารับคำสั่ง
“เสี่ยวลั่ว คุณโดนอาถรรพ์กินสมองไปแล้วหรือไง ถึงได้ยืนหลอนพูดคนเดียวเนี่ย สติยังอยู่ครบไหม” ซูชางหมิงใจคอไม่ดี เริ่มระแวงว่าไอ้หนุ่มนี่จะโดนผีสิงไปอีกคน
ลั่วหยางขี้เกียจอธิบาย ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน แหวกคอเสื้อออก แล้วจับดาบอาถรรพ์ยัดเข้าไปซ่อนในเสื้อหน้าตาเฉย
ภาพตรงหน้าทำเอาซูชางหมิงอ้าปากค้าง ช็อกจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง “เฮ้ย เสี่ยวลั่ว คุณทำบ้าอะไรเนี่ย ขโมยโบราณวัตถุระดับชาติโทษจำคุกกี่ปีรู้ไหม ยิ่งเป็นเครื่องสำริดยุคนี้ เผลอๆ โดนจับเป่าหัวประหารชีวิตเลยนะโว้ย”
ระหว่างที่ตาเฒ่ากำลังแหกปากเตือนสติ ลั่วหยางก็จัดการดึงเชือกแดงที่ร้อยอูซวีมาพันทบรอบด้ามดาบสำริด จับคู่ปรับทั้งสองแนบชิดติดกัน
นี่คือการจองจำและสะกดข่มแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
“เสี่ยวลั่ว ฉันพูดด้วยไม่ได้ยินหรือไง ตั้งสติหน่อยสิโว้ย เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ทำไม่ได้เด็ดขาด” ชายชราร้อนรนจนแทบจะกระโดดลงไปแย่งคืน
ลั่วหยางหัวเราะร่วน “ศาสตราจารย์ จินตนาการล้ำเลิศเกินไปแล้ว ถ้าผมคิดจะขโมยสมบัติชาติ ผมจะลากพยานรู้เห็นอย่างคุณมาด้วยทำไม ผมแค่จะยึดมันกลับไปที่พิพิธภัณฑ์ เพื่อจัดการล้างอาถรรพ์ให้มันต่างหาก”
“แล้วทำไมต้องยัดซ่อนไว้ในเสื้อด้วย ทำลับๆ ล่อๆ แบบนี้ใครเห็นก็หาว่าเป็นขโมยกันทั้งนั้นแหละ”
“ถ้าไม่ให้มันประกบติดตัวผมไว้ ขืนถือเดินโทงๆ มันก็ได้อาละวาดแทงคนอื่นตายพอดี เอาล่ะ… จบงานแล้ว กลับกันเถอะครับ”
อันที่จริง จังหวะที่ลั่วหยางปลุกตราประทับชะตาขมังเวทเมื่อครู่ เขาแผ่ ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ สแกนพื้นที่ใต้โครงหลังคาเมทัลชีทแบบปูพรมไปหมดแล้ว นอกจากไอ้ดาบผีสิงเล่มนี้ โบราณวัตถุชิ้นอื่นที่ขุดขึ้นมาหรือยังฝังอยู่ใต้ดินล้วนสะอาดหมดจด ไม่มีไอวิญญาณชั่วร้ายแฝงอยู่ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่อีก
ถ้ามาคนเดียว เขาคงงัด ‘วิชาสื่อวิญญาณบรรพกาล’ ออกมาหลอมสลายจิตวิญญาณอาวุธของมันทิ้งคาหลุมนี้ไปแล้ว แต่การมาแสดงอภินิหารต่อหน้าซูชางหมิงดูจะไม่ค่อยสะดวกนัก ขืนเกิดผิดพลาดตอนกำลังทำพิธี แล้วไอ้ดาบเวรนี่คลุ้มคลั่งพุ่งไปปักอกตาเฒ่าเข้า งานนี้คงได้ฉิบหายวายป่วงกันพอดี
เพื่อความปลอดภัย เขาจึงตัดสินใจหิ้วมันกลับไปเชือดทิ้งเงียบๆ ที่พิพิธภัณฑ์
ทั้งสองเดินฝ่าความมืดออกจากโครงหลังคาเหล็ก ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีรัตติกาล มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากป้อมยามหน้าไซต์งานที่ส่องสว่างอยู่ไกลลิบๆ
“เสี่ยวลั่ว… คุณคงไม่ได้กะจะทิ้งฉันไว้ แล้วแอบฉกของไปจัดการคนเดียวหรอกนะ” ซูชางหมิงหรี่ตามอง ยิ่งคิดก็ยิ่งระแวง น้ำเสียงเริ่มเต็มไปด้วยความจับผิด
ลั่วหยางตอกกลับหน้าตายทันที “งั้นผมคืนให้ เอาไปเลยครับ ศาสตราจารย์จะเอาไปจัดการยังไงก็เอาที่สบายใจเลย”
ซูชางหมิงนิ่งอึ้ง ใบหน้าชราพลันชาวาบ
เรือน้อยแห่งมิตรภาพต่างวัย… บทจะล่ม มันก็จมดิ่งเอาดื้อๆ ซะงั้น!