ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 40 การใส่ร้ายของหญิงท้องแก่
เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหันเกินกว่าที่ลั่วหยางจะตั้งตัวติด
ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองระดับเขา การเบี่ยงตัวหลบไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาคือถ้าเขาหลบ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของหญิงท้องแก่คันนั้นจะพุ่งอัดก๊อบปี้กับเสาไฟริมถนนเต็มแรง คนท้องโย้ขนาดนั้นขืนชนเข้าไปมีหวังอันตรายถึงชีวิต
เพียงชั่วจังหวะลังเล มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนั้นก็พุ่งกระแทกร่างเขาเต็มแรงจนกางเกงขาดดังแคว่ก วินาทีต่อมา ร่างของหญิงท้องก็ลอยถลาเข้ามาหา ชายหนุ่มไม่มีเวลาคิด ฝืนเกร็งกล้ามเนื้อรับแรงกระแทกจากหน้ารถเอาไว้ดื้อๆ พร้อมตวัดแขนรวบเอวผู้หญิงคนนั้นไว้แน่น
ตัวรถล้มครืนลงกับพื้น ขณะที่ร่างของหญิงท้องกระแทกเข้ากลางอกลั่วหยางอย่างจัง แรงปะทะทำเอาเขาต้องก้าวถอยหลังไปสองก้าวถึงจะทรงตัวอยู่
ทว่าจู่ๆ หญิงคนนั้นกลับกรีดร้องโวยวายเสียงแหลมปรี๊ด “ลวนลาม ไอ้โรคจิต ช่วยด้วย”
บรรยากาศยามเช้าชั่วโมงเร่งด่วนริมถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เสียงแหกปากนั้นเรียกสายตานับสิบให้หันขวับมามองเป็นตาเดียว
ลั่วหยางรีบปล่อยมือออกจากเอวเธอทันทีพลางขมวดคิ้ว “คุณอย่ามาพูดจาส่งเดช”
แต่อีกฝ่ายกลับแกล้งทำเป็นยืนไม่อยู่ ทิ้งตัวร่วงลงไปกองกับพื้นหน้าตาเฉย
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปหมายจะประคองตามสัญชาตญาณ แต่ก็ชะงักและชักมือกลับ ผู้หญิงคนนี้เพิ่งสาดโคลนหาว่าเขาลวนลาม ขืนขยับเข้าไปแตะต้องตัวอีก คราวนี้ต่อให้มีสิบปากก็คงอธิบายไม่ขึ้น
หญิงท้องแก่ฟุบลงไปนั่งกอง ใบหน้าบิดเบี้ยวแสร้งทำเป็นเจ็บปวดรวดร้าว แต่ปากก็ยังไม่วายแผดเสียงสาดเสียเทเสีย “ลวนลาม จับไอ้โรคจิตนี่ที”
ลั่วหยางเสียงแข็งขึ้นมาทันที “คุณเป็นบ้าอะไรเนี่ย ผมหวังดีรับตัวคุณไว้ไม่ให้เอาหน้าไปอัดเสาไฟ แต่คุณกลับมาแว้งกัดผมแบบนี้เหรอ”
“แกนั่นแหละลวนลามฉัน แถมยังลงไม้ลงมืออีก โอ๊ย… ท้องฉัน… ลูกแม่…” หญิงคนนั้นแหกปากร้องโหยหวน เสียงดังกังวานไปแปดบ้านสิบบ้าน ทว่ากลับไม่มีน้ำตาสักหยด
ฝูงชนเริ่มแห่กันมามุงดูหนาตาขึ้นเรื่อยๆ หลายคนชี้หน้าวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก
“สังคมทุกวันนี้มันมีขยะทุกรูปแบบจริงๆ ขนาดคนท้องยังไม่เว้น”
“ทำตัวให้มันเป็นคนหน่อยเถอะว่ะ ท้องโย้ขนาดนั้นแกยังมีอารมณ์ไปลวนลามเขาอีก”
“หน้าตาก็ดูเป็นผู้เป็นคน ไม่นึกเลยว่าจะเลวระยำขนาดนี้ เดรัจฉานในคราบผู้ดีชัดๆ”
สารพัดคำด่าทอพ่นสาดเข้ามา ทิ่มแทงโสตประสาทจนฟังไม่ได้ศัพท์
ลั่วหยางถึงกับใบ้รับประทาน ตัวคนเดียวปากเดียว จะไปเถียงสู้คลื่นน้ำลายของคนหมู่มากได้อย่างไร
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงหวานใสของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังแทรกฝูงชนเข้ามา “ขอทางหน่อยค่ะ ขอทางหน่อย”
ลั่วหยางหันขวับไปมอง เห็นร่างเล็กของไป๋จิ้งกำลังดันตัวคุณป้าที่ขวางทางออก แล้วแทรกตัวมุดเข้ามาอยู่กลางวงได้อย่างหน้าตาเฉย
“ทุกคนใจเย็นๆ ก่อนค่ะ นี่พี่สะใภ้ฉันเอง เธอเพิ่งทะเลาะกับพี่ชายฉันมา เขาเลยให้ฉันมาตาม” ไป๋จิ้งเดินมายืนเคียงข้างลั่วหยาง คว้าแขนเขาไว้แล้วบุ้ยปากบอกคนรอบข้าง “ส่วนนี่แฟนฉันเองค่ะ เขาจะไปลวนลามพี่สะใภ้ได้ยังไง เขาอุตส่าห์มาช่วยตามหาแท้ๆ แต่พี่สะใภ้ไม่อยากกลับบ้าน ก็เลยแกล้งโวยวายหาเรื่องใส่ร้ายแฟนฉันแบบนี้… มันสมเหตุสมผลตรงไหนล่ะคะ”
ลั่วหยางถึงกับขมวดคิ้ว ยัยนี่มาไม้ไหนวะเนี่ย
สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็ว รู้ดีแก่ใจว่าไป๋จิ้งกำลังสวมบทบาทช่วยกู้สถานการณ์ให้เขาอยู่
“แกพล่ามบ้าอะไร ฉันไม่รู้จักแก แก… แกกับไอ้โรคจิตนี่ต้องเป็นพวกเดียวกันแน่ๆ” หญิงท้องแก่เริ่มล่กและแสดงอาการร้อนรน
ไป๋จิ้งย่างสามขุมเข้าไปหา ยื่นมือออกไปทำทีเป็นประคอง “พี่สะใภ้ เลิกเล่นงิ้วได้แล้ว ต่อให้พี่ไม่เห็นแก่พี่ชายฉัน ก็เห็นแก่เด็กในท้องบ้างเถอะ พี่คงไม่อยากให้ลูกเกิดมาแล้วกำพร้าพ่อหรอกใช่ไหม… คุณลุงคุณป้า พี่สาวพี่ชายทุกท่าน พวกคุณว่าฉันพูดถูกไหมล่ะคะ”
ทิศทางลมเปลี่ยนทันที รอบด้านเกิดเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาอีกระลอก
“ผู้หญิงคนนี้มันยังไงกัน น้องเขยตัวเองก็ยังจะแบล็กเมลอีกเหรอ”
“นั่นสิ แฟนสาวออกจะสวยน่ารักขนาดนี้ ส่วนพี่สะใภ้ทั้งหน้าบานทั้งขาใหญ่ พ่อหนุ่มนั่นจะไปลวนลามลงได้ยังไง”
“พ่อหนุ่มหน้าตาก็หล่อเหลาเอาการ คงไม่สิ้นคิดไปลวนลามพี่สะใภ้ตัวเองหรอกมั้ง”
“ดูทรงแล้วนังผู้หญิงคนนั้นแหละที่ไม่ใช่คนดีอะไร มิน่าถึงทะเลาะกับผัวจนเตลิดมาแบบนี้”
เสียงนินทาส่วนใหญ่ที่พลิกกลับมาทวงความยุติธรรมให้ลั่วหยางมักจะมาจากฝ่ายหญิง บทละครของไป๋จิ้งเป็นเพียงแค่เชื้อเพลิง แต่ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาต่างหากที่เป็นตัวจุดชนวน ธรรมชาติของผู้ชายเวลาเห็นสาวสวยโดนรังแกย่อมอยากพุ่งเข้าไปปกป้องฉันใด ผู้หญิงเวลาเห็นหนุ่มหล่อตกที่นั่งลำบากก็ย่อมเกิดสัญชาตญาณอยากกางปีกปกป้องฉันนั้น
“พวกแก… พวกแกยังมีสามัญสำนึกอยู่ไหม มันลวนลามฉันนะเว้ย พวกแกยังจะไปเข้าข้างมันอีก แจ้งตำรวจ โทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้เลย” หญิงท้องแก่แผดเสียงด้วยความโกรธเกรี้ยวจนหน้าดำหน้าแดง
ไป๋จิ้งฉีกยิ้มเย็นเยียบ “พี่สะใภ้ พี่ลองแหกตาดูสิคะ หน้าประตูพิพิธภัณฑ์มีกล้องวงจรปิดกี่ตัว ทุกซอกทุกมุมตรงนี้ถูกบันทึกไว้หมดแล้ว ถ้าพี่แจ้งตำรวจ การใส่ร้ายคนอื่นลอยๆ มันโดนข้อหาแจ้งความเท็จเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่นนะคะ แถมพี่ยังมาก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะอีก โดนข้อหาก่อความไม่สงบพ่วงไปด้วย… เข้าซังเตชัวร์ๆ ค่ะ” เธอจงใจโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบเสียงเหี้ยม “ได้ยินมาว่ายุงในห้องขังมันชุมซะด้วยสิ พี่อยากเข้าไปลองบริจาคเลือดดูไหมล่ะคะ”
“ฉัน…” แววตาของหญิงท้องแก่เริ่มล่อกแล่ก อาการปอดแหกแสดงออกทางสีหน้าอย่างปิดไม่มิด
ลั่วหยางเพิ่งประจักษ์เดี๋ยวนี้เองว่าเขามองไป๋จิ้งผิดไปถนัด นึกไม่ถึงเลยว่าแม่สาวน้อยหน้าตาใสซื่อว่านอนสอนง่าย บทจะเอาเรื่องขึ้นมาก็ถือเป็น ‘ตัวตึง’ ไม่เบา หญิงท้องแก่คนนี้ทำเอาเขาปวดหัวแทบบ้า แต่พอเธอโผล่มาตอกกลับแค่ไม่กี่ประโยคก็พลิกกระดานกลับมาเป็นฝ่ายคุมเกม ไล่ต้อนอีกฝ่ายจนมุมได้อย่างหมดจด
“ทุกคนแยกย้ายกันเถอะค่ะ เดี๋ยวไปทำงานสายโดนหักเงินเดือนไม่รู้ด้วยนะ ส่วนพวกเราจะพาพี่สะใภ้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” ไป๋จิ้งหันไปป่าวประกาศยิ้มๆ
ฝูงชนหมดสนุก ต่างคนต่างเริ่มแยกย้ายสลายตัว
ไป๋จิ้งยกมุมปากยิ้มให้ลั่วหยาง ก่อนจะปรายตามองไปที่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าซึ่งล้มตะแคงอยู่บนพื้น
ลั่วหยางอ่านสายตาออกทันที เขาเดินเข้าไปพยุงรถขึ้นมาจอด ชายหนุ่มลอบมองไป๋จิ้งด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง ทว่าฝูงชนรอบนอกยังสลายตัวไม่หมด ในทางทฤษฎีตอนนี้เขายังต้องสวมบทแฟนหนุ่มของเธออยู่ จึงไม่อาจหลุดปากขอบคุณออกไปได้ ขืนพูดตอนนี้มีหวังโป๊ะแตกพอดี
แต่ในจังหวะที่ลั่วหยางคิดว่าเรื่องงี่เง่านี้คงจบลงแล้ว จู่ๆ ก็มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งแหวกฝูงชนพรวดพราดเข้ามา หัวโจกนำทีมเป็นชายร่างบึกบึน ต้นแขนหนาเตอะราวกับท่อนซุง ในมือถือท่อเหล็กยาวราวสามฉื่อ พอมาถึงก็ยกท่อเหล็กขึ้นชี้หน้าลั่วหยาง สบถด่าเสียงเหี้ยม “ไอ้เวรเอ๊ย แกกล้าลวนลามเมียฉันเรอะ ขนาดคนท้องแกยังไม่เว้น ไอ้สวะเอ๊ย เลวระยำจริงๆ”
ไม่ต้องฉลาดล้ำลึกก็ดูออกว่าไอ้พวกนี้ดักซุ่มรอจังหวะอยู่ก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่โผล่มาได้พอดิบพอดีขนาดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น บนตัวพวกมันยังโชยกลิ่นสีทาบ้านและกลิ่นโลหะฉุนกึก ลูกน้องหลายคนด้านหลังก็ถือท่ออะลูมิเนียมกันหรา เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็นพวกคนงานกุ๊ยจากโรงงานเถื่อนที่ไหนสักแห่ง
ลั่วหยางฉุกคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมาทันที เขากวาดสายตาข้ามหัวไอ้พวกอันธพาลสวะกลุ่มนี้ มองทะลุออกไปไกล พลังวิญญาณจากจุดตันเถียนถูกรีดเค้นออกมาฉับพลัน กระแสพลังสีเขียวเข้มแผ่ซ่านทะลักล้นไปทั่วเส้นเอ็น กระดูก และทุกอณูในร่างกาย
สภาวะเหนือสัมผัสของกายาจิตถูกเปิดใช้งานอย่างเต็มพิกัด
ภาพเบื้องหน้าคมชัดขึ้นในเสี้ยววินาที รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ จี-คลาส สีดำคันหนึ่งปรากฏขึ้นในกรอบสายตา รถคันนั้นจอดซุ่มอยู่ห่างออกไปอย่างน้อยห้าสิบเมตร หน้าต่างและประตูรถปิดสนิท ทว่าสายตาของเขากลับสามารถมองทะลุฟิล์มดำมืดเข้าไปเห็นเงาร่างสองคนที่นั่งอยู่ตรงเบาะหน้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ใบหน้าของพวกมันแจ่มชัด… จางไป๋กับหยางหลง
อดีตเพื่อนร่วมชั้นมหา’ลัยสองคนกำลังมองตรงมาทางนี้พร้อมกับหัวเราะร่าอย่างสะใจ
แม้ระบบเก็บเสียงของรถหรูจะยอดเยี่ยมแค่ไหน ซ้ำยังจอดทิ้งระยะห่างไกลลิบ แต่ด้วยโสตประสาทขั้นเหนือมนุษย์ ลั่วหยางก็ยังดักฟังบทสนทนาของพวกมันได้อย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ
“แผนฉันเป็นไงบ้างวะ ดูหน้าไอ้โง่ลั่วหยางสิ เหวอแดกไปเลย ฮ่าๆ” จางไป๋หัวเราะลั่นอย่างอารมณ์ดี
ใบหน้าของหยางหลงประดับไปด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมไม่แพ้กัน “เมืองลั่วเฉิงมันถิ่นของฉันเว้ย ทางรอดมีไม่ยอมเดิน นรกไม่มีประตูดันรนหาที่ตาย… ครั้งนี้ฉันจะเล่นมันให้ตายคาตีนไปเลย”
จิ๊กซอว์ทุกชิ้นปะติดปะต่อกันเสร็จสรรพ เรื่องราวตรงหน้ามีที่มาที่ไปอย่างไร… ในที่สุดก็กระจ่างแจ้งในพริบตา
รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน ขณะที่ชายฉกรรจ์นับสิบคนกระชับอาวุธในมือแน่น ตีวงล้อมบีบแคบเข้ามาหาลั่วหยางและไป๋จิ้งทุกขณะ