ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 39 เพื่อนจอมปลอม
เสียงไก่ขันแว่วมาจากบ้านไร่หลังกำแพงพิพิธภัณฑ์ ฟ้าเพิ่งสาง แต่เมฆตะกั่วกลับลอยต่ำกดทับบรรยากาศ ทะเลหมอกหนาทึบคือภาพชินตาของที่ราบแอ่งกระทะแห่งนี้
ลั่วหยางก้าวออกจากหอพักเวร หยดน้ำจากการล้างหน้ายังเกาะพราวบนผิว เขาขี้เกียจแม้แต่จะเช็ดออก ชายหนุ่มเพิ่งยกแขนเตรียมบิดขี้เกียจ ร่างของหม่าจงหัวก็เดินสวนเข้ามาพอดี
“อรุณสวัสดิ์ เสี่ยวลั่ว” หม่าจงหัวทักทาย รอยยิ้มประดับเต็มหน้า
“อรุณสวัสดิ์ครับ ผอ.หม่า” ลั่วหยางตอบ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นเส้นเลือดฝอยปูดโปนในตาอีกฝ่าย “ทำไมตาแดงขนาดนั้นล่ะครับ”
“เมื่อคืนฉันเอาดาบสำริดไปเก็บในคลัง แล้วก็นั่งเฝ้ายันเช้า ไม่ได้หลับเลยสักงีบ”
ลั่วหยางจุดรอยยิ้มบาง “ผอ. กังวลว่าผมจะจัดการไม่เด็ดขาดพอเหรอครับ”
“เปล่าๆ ฉันแค่กลัวมันจะเกิดเรื่องบ้าๆ ขึ้นอีก ถ้ามีรอบสอง ตำแหน่งผู้อำนวยการของฉันคงปลิวแน่… อ้อ จริงสิ เรื่องค่าเหนื่อย รอเบื้องบนเซ็นอนุมัติแล้วจะโอนเข้าบัญชีเธอรวดเดียวเลยนะ” หม่าจงหัวเปลี่ยนเรื่อง
ลั่วหยางตอบรับตามมารยาท “โธ่ เรื่องเงินไม่สำคัญหรอกครับ แค่ได้ช่วยผมก็ยินดีแล้ว”
“ไม่รับไม่ได้ ถ้าเธอเกรงใจจริงๆ ล่ะก็…”
ลั่วหยางขัดจังหวะทันที “จริงสิครับ แล้วลุงเยี่ยล่ะ”
หม่าจงหัวมองลั่วหยางด้วยสายตาพิลึกกึกกือ “เมื่อกี้ยังคุยกันอยู่เลย แล้วเมียเขาก็โทรตาม บอกว่าบ้านมีแมลงสาบ ให้รีบกลับไปจัดการ เขาวางสายปุ๊บก็เผ่นแน่บปั๊บ”
ลั่วหยางลอบถอนหายใจ อาการกลัวเมียของเยี่ยอี้หมิงเข้าขั้นโคม่าแล้วจริงๆ
“เสี่ยวลั่ว นี่เตรียมตัวจะกลับแล้วเหรอ” หม่าจงหัวถาม
“ถ้าหมดธุระแล้ว ผมก็ว่าจะขอตัวเลยครับ”
“เฮ้ย ได้ไง ฉันยังติดเลี้ยงฉลองเธออยู่นะ แต่มื้อเที่ยงคงไม่สะดวก เวลาทำงานเขาห้ามดริ๊งก์ เอาเป็นมื้อเย็นดีกว่า เดี๋ยวฉันเป็นเจ้ามือเอง พวกเรามาฉลองกันให้สุดเหวี่ยง”
ลั่วหยางไม่อยากเสียเวลารอทั้งวันแค่เพื่อกินข้าวมื้อเดียว จึงปัดตกอย่างเนียนๆ
“ขอบคุณครับ แต่ผมมีคิวตรวจคนไข้อีก เอาไว้วันหลังดีกว่าครับ ไว้รอบหน้าเราค่อยดริ๊งก์กันยาวๆ”
หม่าจงหัวสะดุ้ง รีบเบรกทันควัน “ดื่มยาวๆ น่ะไม่มีปัญหา แต่ไอ้คำว่ารอบหน้าน่ะขอเถอะ เรื่องสยองพรรค์นี้อย่าให้มีรอบสองเลยจะดีที่สุด”
“ครับๆ ผอ.หม่า ไปพักผ่อนเถอะ ผมขอตัวก่อน” ลั่วหยางบอกลา
“ให้ฉันเรียกคนขับรถไปส่งไหม”
“ไม่ต้องหรอกครับ กดเรียกรถในแอปสะดวกกว่า ระหว่างเดินออกผมว่าจะแวะดูของในหอนิทรรศการสักหน่อยด้วย”
“งั้นฉันไม่ไปส่งนะ ไว้วันหลังค่อยนัดกัน” หม่าจงหัวโบกมือลาแล้วเดินแยกไป
ลั่วหยางเบนเข็มทิศมุ่งหน้าไปยังหอนิทรรศการ ภาพความทรงจำของอวี่เหรินที่เห็นสตรีร่างทรงนั้นไม่อาจฟันธงได้ว่าอารยธรรมซานซิงตุยเกี่ยวพันกับสายเลือดจอมขมังเวทบรรพกาล เขาต้องหาเบาะแสเพิ่มจากโบราณวัตถุชิ้นอื่น
“หมอลั่ว” เสียงเรียกดังขัดจังหวะจากด้านหลัง
ลั่วหยางหันขวับ เป็นสือเฟย
ช่างซ่อมโบราณวัตถุสาวเท้าเข้ามา รอยยิ้มเป็นมิตรฉาบอยู่บนหน้า “อรุณสวัสดิ์ครับ หมอลั่ว”
“อรุณสวัสดิ์ คุณสือ”
“กำลังจะไปไหนเหรอครับ”
“กะจะเดินดูอะไรเรื่อยเปื่อย แล้วก็จะกลับแล้วล่ะครับ” ลั่วหยางตอบเรียบๆ
“ให้ผมเดินเป็นเพื่อนไหม ผมรับบทไกด์ให้คุณได้นะ”
“ขอบคุณครับ แต่ไม่เป็นไร ผมดูแค่อึดใจเดียวก็จะไปแล้ว” ลั่วหยางตัดบทอย่างสุภาพ
ทว่าสือเฟยกลับไม่ยอมถอย ชายหนุ่มขยับเข้ามาใกล้ กดเสียงต่ำลงจนแทบเป็นกระซิบ “หมอลั่ว… คุณคือขมังเวทตัวจริง ใช่ไหม”
ลั่วหยางนิ่ง ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ เดิมทีเขาไม่ได้คิดระแวงอะไร แต่การที่สือเฟยมาดักรอแบบนี้ หมอนี่ต้องมีวาระซ่อนเร้นอย่างไม่ต้องสงสัย
“ผมรู้ว่าคุณงัดดวงตาข้างนั้นออกมาแล้ว” สือเฟยโยนหินถามทาง สายตาจับจ้องทุกปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
คิ้วของลั่วหยางขมวดเข้าหากัน “คุณสือ เมื่อคืนผมอธิบายชัดเจนแล้วนะ ดวงตานั่นทำจากหนังสัตว์ ผ่านมาหลายพันปีมันผุกร่อนไปถึงแก่น พอทำพิธีถอนวิญญาณเสร็จมันก็สลายเป็นเถ้า คุณมาพูดจาจับผิดแบบนี้… คงไม่ค่อยดีเท่าไหร่มั้งครับ”
สือเฟยหัวเราะในลำคอ “คุณลืมอาชีพผมไปแล้วหรือไง ผมเป็นช่างซ่อมโบราณวัตถุนะ ผมมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร แต่วางใจเถอะ ผมไม่ปากสว่างหรอก ผมแค่อยากผูกมิตรกับคุณก็เท่านั้น”
ลั่วหยางแค่นยิ้มเย็นชา “วิธีผูกมิตรของนายมันพิลึกดีนะ… ต้องการอะไร พูดมาตรงๆ เลยดีกว่า”
สือเฟยนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะสารภาพ “บ้านเกิดผมอยู่อวิ๋นตี้ พ่อผมเป็นหมอผี ผมซึมซับเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เด็กถึงได้เลือกเรียนโบราณคดี แล้วฝากตัวฝึกวิชาซ่อมแซมโบราณวัตถุ ผมตระเวนไปทั่ว สัมผัสของเก่ามานับไม่ถ้วน มีหลายชิ้นที่ทับซ้อนกับเรื่องลี้ลับ… แต่ว่า…”
ความสนใจของลั่วหยางถูกจุดประกาย “แต่อะไร”
“หลายปีที่ผ่านมา ผมยังหาเบาะแสชิ้นสำคัญไม่เจอเลยสักนิด”
“นายกำลังหาอะไร” ลั่วหยางหรี่ตา
สือเฟยจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของลั่วหยาง นัยน์ตาฉายแววแน่วแน่ “ผมกำลังตามหาจอมขมังเวทบรรพกาล”
ลั่วหยางชะงักงัน ร่างกายเกร็งขึ้นฉับพลัน
เขาเดาไว้แล้วว่าหมอนี่มีจุดประสงค์แอบแฝง แต่ไม่คิดฝันว่าจะมาทรงนี้
รอยยิ้มลึกลับจุดขึ้นที่มุมปากสือเฟย “จนกระทั่งคุณโผล่มา… ผมตามหามาหลายปี ในที่สุดก็เจอตัวเป็นๆ เสียที”
ลั่วหยางคุมสีหน้าให้เรียบสนิท “นายตามหาจอมขมังเวทบรรพกาลไปทำไม”
“พ่อเคยเล่าว่า…” สือเฟยอธิบาย “ตั้งแต่โบราณกาล หมอผีบนโลกแตกแขนงไปเป็นร้อยเป็นพันสาย แต่ของแท้ดั้งเดิม… สายเลือดที่ถือเป็นต้นกำเนิดของขมังเวททั้งมวล มีเพียงจอมขมังเวทบรรพกาลเท่านั้น”
“แค่นี้? นี่คือเหตุผลที่นายพลิกแผ่นดินหามาหลายปีเนี่ยนะ” ลั่วหยางไม่เชื่อน้ำคำหมอนี่แม้แต่ครึ่งประโยค
สือเฟยกระตุกยิ้ม “แน่นอนว่าผมมีเหตุผลเบื้องลึก เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเปิดไพ่ อีกอย่าง… สถานะตอนนี้เราสองคนก็ยังไม่ใช่เพื่อนกันด้วยซ้ำ ถูกไหมล่ะ”
ลั่วหยางยื่นมือขวาออกไปหาอีกฝ่ายช้าๆ
สือเฟยยื่นมือมาจับตอบ รอยยิ้มฉีกกว้างด้วยความพึงพอใจ “เมื่อกี้คุณบอกว่าวิธีผูกมิตรของผมมันพิลึก แต่เห็นไหมล่ะ… ผลลัพธ์มันโคตรจะเวิร์กเลย ไม่ใช่เหรอ”
“ทีนี้คายความลับมาได้หรือยัง” ลั่วหยางบีบมือแน่นขึ้นเล็กน้อย
สือเฟยส่ายหน้าดิก “ยังก่อน รอผมเตรียมตัวให้พร้อมกว่านี้ จังหวะลงตัวเมื่อไหร่ผมจะเล่าทุกอย่าง ว่าทำไมผมถึงต้องตามหาจอมขมังเวทบรรพกาลแทบพลิกแผ่นดิน... อ้อ แล้วก็มีความลับอีกชิ้นนึงแถมให้ด้วย”
ลั่วหยางเหยียดยิ้มเย็น “เอาเถอะ งั้นตอนนี้เราถือเป็นเพื่อนจอมปลอมกันชั่วคราว นายมีเบอร์ฉันแล้ว เคลียร์ธุระฝั่งนี้เสร็จเมื่อไหร่ก็ไปหาฉันที่เมืองปาเฉิงละกัน”
“ไม่ต้องเชิญ ผมก็กะจะไปเคาะประตูบ้านคุณอยู่แล้วล่ะ” สือเฟยรับคำ
“งั้นตามนี้ ฉันต้องไปแล้ว” ลั่วหยางสะบัดมือออกแล้วหมุนตัวกลับ
“เฮ้ยเพื่อน แน่ใจนะว่าไม่อยากให้ฉันเดินเป็นไกด์ให้” สือเฟยยังไม่วายตะโกนไล่หลัง
ลั่วหยางหันขวับ สวนกลับหน้าตาย “นายลืมเติมคำว่า ‘จอมปลอม’ ต่อท้ายนะ”
สือเฟย “…”
ลั่วหยางหัวเราะหึในลำคอ ก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
สือเฟยยืนจ้องแผ่นหลังของลั่วหยางจนกระทั่งเป้าหมายกลืนหายเข้าไปในหอนิทรรศการใกล้ๆ ถึงได้หันหลังเดินแยกไปอีกทาง
ภายในหอนิทรรศการเงียบสงัด มีแค่เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดสองคน ไร้เงานักท่องเที่ยว ลั่วหยางกวาดสายตาสำรวจรอบๆ และได้เห็นรูปปั้นคนคุกเข่าที่ซูชางหมิงเคยพูดถึง ทว่า… มันก็เป็นแค่เศษสำริดกลวงเปล่า ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของจิตวิญญาณใดสถิตอยู่
ของเก่าแก่วางเรียงรายเต็มตู้กระจก แต่กลับไม่มีอาวุธเวทเลยสักชิ้น ร่องรอยที่จะเชื่อมโยงระหว่างจอมขมังเวทบรรพกาลกับอารยธรรมซานซิงตุย… ว่างเปล่า
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ลั่วหยางก้าวพ้นประตูพิพิธภัณฑ์ เขาล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมกดเรียกรถ
พริบตานั้นเอง หญิงท้องแก่คนหนึ่งก็บิดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพุ่งทะยานเข้ามาหาเขาด้วยความเร็วสุดขีด!