ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 58 ประทับวิญญาณให้มือถือ
ภายใต้แสงไฟฉาย ก้อนหินที่เคลือบด้วยผลึกเกลือบางๆ สะท้อนแสงจาง ลำแสงบางส่วนทะลุซึมลึกถึงเนื้อใน เผยให้เห็นความโปร่งแสงงดงามตระการตา
นี่แหละคือหยกเหอเถียน
ทว่าคุณภาพของมันกลับไม่สู้ดีนัก ภายในมีสิ่งเจือปนและรอยร้าว สีสันอมเทา ซ้ำบางจุดยังมีคราบดำสนิท หยกที่ไร้การเจียระไนย่อมไม่อาจกลายเป็นเครื่องประดับล้ำค่า และชิ้นนี้ก็เห็นชัดว่าไร้ค่าเกินกว่าจะนำไปแปรรูป แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับมีค่ามหาศาลในฐานะ ‘วัตถุดิบวิญญาณ’ พลังที่อัดแน่นอยู่ภายในไม่ได้ด้อยไปกว่าหยกเกรดพรีเมียมแม้แต่น้อย
เกณฑ์การวัดคุณภาพอะไรนั่น ล้วนเป็นเรื่องที่วงการปั่นราคาขึ้นมาหลอกฟันกำไร ลั่วหยางไม่ใช่พ่อค้าและไม่ใช่คนเล่นหยก มาตรฐานเดียวของเขาคือ ‘พลังวิญญาณ’ ขอแค่มันมีคุณสมบัติมากพอก็ถือว่าสอบผ่าน ซึ่งพลังที่ซุกซ่อนอยู่ในหยกก้อนนี้นับว่ามีปริมาณมหาศาลทีเดียว
“เอาแกลองวิชาหน่อยแล้วกัน” ชายหนุ่มเลือกพื้นที่เรียบๆ แล้วทรุดตัวนั่งขัดสมาธิ ปลายนิ้วรวบเข้าหากัน ใช้ ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ สลัก ‘ตราประทับวิญญาณ’ ลงบนพื้นผิวของก้อนหยกโดยตรง
ตราประทับวิญญาณเปรียบเสมือนตัวเร่งปฏิกิริยา หากปราศจากมัน พลังที่อัดแน่นอยู่ภายในย่อมถูกปิดตายและไม่สามารถสกัดออกมาได้ การที่มันจะระเหยออกมาเองตามธรรมชาตินั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ปราณวิญญาณสองสายที่เขาบังเอิญดูดซับได้ตอนเดิน ‘เคล็ดหลอมปราณขมังเวท’ ก่อนหน้านี้ ก็เป็นเพราะแรงดึงดูดจากจุดตันเถียนช่วยชักนำเท่านั้น ดังนั้น หากคิดจะ ‘อัปเกรด’ ชาร์จพลังให้มือถือ เขาจำเป็นต้องใช้ตราประทับวิญญาณถึงสองวง
เมื่อจัดการก้อนหยกเสร็จ ลั่วหยางก็ตวัดนิ้วสลักตราประทับอีกวงลงบนด้านหลังโทรศัพท์มือถือ จากนั้นกระตุ้นตราประทับทั้งสองจุดให้ทำงานประสานกัน เขากำมือถือไว้แน่น ควบคุมให้ตราประทับบนหลังเครื่องอยู่ในอาณัติของเขาทุกจังหวะ
ตราประทับวิญญาณบนก้อนหยกพลันส่องประกายสีเขียวเรืองรอง ปราณวิญญาณถูกรีดเค้นออกมาเป็นเส้นสาย แผ่ซ่านจากเนื้อหยกแล้วพุ่งตรงเข้าสู่วงเวทด้านหลังมือถืออย่างต่อเนื่อง พลังวิญญาณในเครื่องเริ่มไต่ระดับสูงขึ้นอย่างช้าๆ
อันที่จริงตราประทับวิญญาณยังพลิกแพลงใช้งานได้อีกสารพัด นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น
ทว่าลั่วหยางกำลังจดจ่อสมาธิทั้งหมดไปที่การชาร์จพลัง จนไม่ทันสังเกตเลยว่าเยี่ยจือลุกขึ้นนั่งอยู่ด้านหลังเรียบร้อยแล้ว
หญิงสาวเบิกตาค้างจ้องมองแผ่นหลังของชายหนุ่ม เนื่องจากเขาปิดไฟฉายเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ไปตั้งแต่ตอนวาดตราประทับเสร็จ ทว่าเวลานี้ เบื้องหน้าของเขากลับมีกลุ่มแสงสีเขียวลอยคว้างอยู่กลางอากาศ แสงนั้นอาบไล้ร่างของเขาประหนึ่งม่านหมอกเรืองแสง ดูลึกลับและเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังสะกดสายตา
เยี่ยจืออยากเอ่ยปากถามแทบขาดใจว่าเขากำลังทำบ้าอะไร แต่ก็กลัวจะไปขัดจังหวะ เธอจึงค่อยๆ กระเถิบตัวไปด้านข้างอย่างเงียบเชียบ หวังจะลอบมองใบหน้าของเขาให้ชัด ทว่ายังไม่ทันได้เห็นเต็มตา ลั่วหยางก็ลดมือลง ลำแสงสีเขียวเรืองรองมลายหายไปในพริบตา ระเบียงหินถูกความมืดมิดกลืนกินอีกครั้ง
“ลั่วหยาง คุณกำลังทำอะไรอยู่น่ะ” ในที่สุดเธอก็ทนเก็บความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหว
ชายหนุ่มเพิ่งสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายตื่นแล้ว เขาเปิดไฟฉายพลางตอบเรียบๆ “ผมกำลังประทับวิญญาณให้มือถือ”
“ประทับวิญญาณ… ใส่ในมือถือเนี่ยนะ มันคืออะไร” เยี่ยจืองุนงงเป็นไก่ตาแตก
“พูดง่ายๆ ก็คือการอัดจิตวิญญาณเข้าไปในมือถือไง”
ใบหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ฉันเคยเห็นแต่คนเอามือถือไปติดฟิล์ม เพิ่งจะเคยเจอคนเอามาติดจิตวิญญาณนี่แหละ แล้วทำแบบนี้มันมีประโยชน์อะไร”
ลั่วหยางหัวเราะขำ “ก็ทำให้แบตอึด สแตนด์บายได้นานขึ้นไง”
จะให้บอกความจริงได้ยังไงว่ามือถือเครื่องนี้มันสูบวิญญาณร้ายเข้าไปจนกลายสภาพเป็น ‘อาวุธเวท’ ไปแล้ว ขืนพูดไปมีหวังเธอคงหาว่าเขาเพี้ยน
เยี่ยจือชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ จ้องมองมือถือสลับกับก้อนหยกบนพื้น
หยกก้อนนั้นถูกสูบพลังวิญญาณออกไปจนหมดเกลี้ยง เมื่อแสงไฟสาดกระทบ มันก็ไร้ซึ่งความโปร่งแสงและแวววาวฉ่ำน้ำ สภาพตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับก้อนกรวดเน่าๆ ริมถนน
เธอมองปราดเดียวก็จำได้แม่น “หยกเหอเถียนนี่… ไอ้อันที่คุณเพิ่งงัดออกไปจากใต้ขาฉันคือเจ้านี่งั้นเหรอ”
ลั่วหยางตวัดสายตามองหญิงสาว พลางนึกค่อนขอดในใจ ‘ไหนว่าหลับอยู่ไง แล้วไปเห็นตอนที่ฉันมุดไปงัดหินใต้ขาเธอได้ยังไง?’
เยี่ยจือเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอหลุดปาก เธอรีบแถหน้าตาย “คือ… เมื่อกี้ตอนตื่นมา ฉันบังเอิญเห็นว่าตรงพื้นมันมีรอยโดนขุดพอดีน่ะ…”
ช่างเป็นคำแก้ตัวที่ฟังดูดีเหลือเกิน ถ้าพวงแก้มของเธอไม่แดงเถือกขึ้นมาซะก่อน หญิงสาวรีบเปลี่ยนเรื่องแก้เก้ออย่างลุกลี้ลุกลน “อ้อ เมื่อกี้ฉันเห็นว่าตรงหน้าคุณมีแสงสีเขียวๆ ด้วย มันคืออะไรเหรอ”
“ตราประทับวิญญาณ เป็นมุทราอาคมแขนงหนึ่งของวิชาขมังเวทน่ะ” ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้หญิงที่เขานอนกอดมาพักใหญ่ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องปิดบังอีก
“แล้วทำไมตอนนี้มันถึงไม่เรืองแสงแล้วล่ะ” ต่อมเผือกของสตรีเพศทำงานเต็มสปีด
ลั่วหยางไม่รู้จะอธิบายเรื่องเหนือธรรมชาติให้คนธรรมดาฟังยังไง แต่พอเจอแววตาเป็นประกายวิบวับนั่น เขาก็ใจแข็งไม่ลง ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ามือบางของเธอขึ้นมา มือซ้ายประคองไว้หลวมๆ ส่วนมือขวารวบนิ้วชี้และนิ้วกลางเข้าด้วยกัน โคจรพลังวิญญาณแล้วตวัดปลายนิ้ววาดลวดลายอาคมลงบนฝ่ามือเนียน
“คุณทำบ้าอะไรเนี่ย… คิกๆ… มันจั๊กจี้นะ… อื้อ พอเถอะ…” เยี่ยจือบิดเร่าๆ ร้องท้วงเสียงอ่อนเสียงหวาน ทว่าร่างกายกลับซื่อสัตย์ มือบางไม่ยอมชักกลับเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
“อยู่นิ่งๆ สิ ผมใกล้จะเสร็จแล้ว” เขาตวัดปลายนิ้วสลักตราประทับต่อไป
เยี่ยจือปรายตาจิกผู้ชายที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำสมาธิ แววตาแฝงความหมั่นไส้รุนแรง ‘ผู้ชายไก่อ่อนที่ไม่ยอมลงมือทำอะไรสักอย่างอย่างนาย… มีหน้ามาบอกว่า
‘เสร็จแล้ว’ ด้วยหรือไงยะ’
ตราประทับถูกวาดเสร็จสมบูรณ์
หญิงสาวก้มมองฝ่ามือตัวเอง บนนั้นว่างเปล่าไร้ร่องรอยใดๆ เธอเบะปากอย่างขัดใจ “ไม่เห็นจะมีอะไรเลย นี่คุณหลอกแต๊ะอั๋งฉันใช่ไหมเนี่ย”
ลั่วหยางยิ้มขำแต่ไม่อธิบาย เขาใช้ดัชนีแพทย์ไท่ชูแตะลงบนฝ่ามือเธอแผ่วเบา ถ่ายทอดพลังวิญญาณสายเล็กๆ ทะลวงเข้าสู่อาคม
ทันใดนั้น ตราประทับสีเขียวมรกตก็สว่างวาบขึ้นกลางฝ่ามือเยี่ยจือราวกับเวทมนตร์ ลั่วหยางกดปิดไฟฉาย แสงสีเขียวลึกลับนั้นจึงยิ่งเปล่งประกายเจิดจ้าตัดกับความมืดมิด
“ว้าว! โคตรเจ๋งเลย!” เธอเบิกตากว้าง ตื่นเต้นราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่
ลั่วหยางมองรอยยิ้มสว่างไสวของคนตรงหน้า หัวใจแกร่งพลอยอ่อนยวบ
ทว่าจู่ๆ… ใบหน้าของใครบางคนกลับแวบเข้ามาในหัวดื้อๆ
ใบหน้าของ ‘ซ่งตงซาน’ อดีตสามีของเยี่ยจือ!
แววตาของศพที่ฉายรังสีอำมหิต ใบหน้าแข็งค้างซีดเซียวตอนตายที่ทั้งเย็นชาและน่าขนลุก ชวนให้เสียวสันหลังวาบ
ตราประทับวิญญาณพลันริบหรี่และจางหายไป
“อ้าว ทำไมมันดับไปแล้วล่ะ” หญิงสาวเงยหน้าถามอย่างเสียดาย
เขาตั้งสติ สะบัดภาพหลอนของซ่งตงซานทิ้งไป ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง “ตราประทับมันต้องใช้พลังวิญญาณหล่อเลี้ยงถึงจะติดน่ะ แต่ในตัวคุณไม่มีพลังวิญญาณ”
“งั้นคุณก็สอนวิชาขมังเวทให้ฉันบ้างสิ ฉันอยากเรียนวิชาสกัดจุด ฉันจะสกัดจุดคุณให้แข็งเป็นหินไปเลย” พูดจบเธอก็ทำท่าเลียนแบบ รวบนิ้วชี้กับนิ้วกลางเข้าด้วยกันแล้วจิ้มพรวดไปที่เขา “หยุดนะ”
ชายหนุ่มเองก็บ้าจี้เล่นตามน้ำ เขารีบเอามือกุมหน้าอกแล้วทิ้งตัวลงนอนหงายแอ้งแม้งทันที “แย่แล้ว โดนสกัดจุด ขยับไม่ได้แล้วเนี่ย”
ทว่าพริบตาต่อมา เยี่ยจือกลับพุ่งพรวดเข้ามา ทิ้งน้ำหนักตัวทาบทับลงบนร่างของเขาดื้อๆ!
ลั่วหยางตัวแข็งทื่อ กล้ามเนื้อตึงเปรี๊ยะไปทุกสัดส่วน “พี่เยี่ย คุณจะทำ…”
หญิงสาวโน้มริมฝีปากเข้าไปแนบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวรดต้นคอชายหนุ่ม
“คุณโดนวิชาขมังเวทของฉันเข้าไปแล้ว ขยับตัวก็ไม่ได้ เพราะงั้น… คุณก็ไม่มีสิทธิ์พูดสิคะ”
ลั่วหยางใบ้แดก
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมา จ้องมองเขาจากมุมสูงด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้มปานจะกลืนกิน ชายหนุ่มใจเต้นโครมครามจนแทบทะลุอก ใบหน้าสวยเฉี่ยวค่อยๆ โน้มต่ำลงมา ระยะห่างระหว่างริมฝีปากลดน้อยลงเรื่อยๆ จนสัมผัสได้ถึงไออุ่น…
ครืนนน!
วินาทีนั้นเอง เสียงคำรามกึกก้องกังวานพลันระเบิดขึ้น หน้าผาหินสูงชันและระเบียงที่พวกเขานอนอยู่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง!