ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 57 การค้นพบที่ไม่คาดคิด
ความเหนื่อยล้าสาหัสบวกกับความหวาดผวาที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทำให้เยี่ยจือผล็อยหลับไปแทบจะในทันที
แม้ความกดดันจะลดลง แต่สถานการณ์ของลั่วหยางกลับยิ่ง ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ เขาเป็นแค่นักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบภาคทฤษฎี ใบขับขี่ก็ยังไม่มี ทว่าตอนนี้กลับมี ‘รถสปอร์ตสุดหรู’ จอดเทียบท่าอยู่ตรงหน้า แถมกุญแจรถก็อยู่ในมือเสียด้วย
ความรู้สึกวูบวาบอยาก ‘ลองเครื่อง’ ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในใจ หลายต่อหลายครั้งที่เขาแทบอดใจไม่ไหว ยื่นมือออกไปหมายจะกระชากประตูรถ ทว่าสุดท้ายก็ต้องชะงักและหดมือกลับมา
เยี่ยจือเคยค่อนขอดว่าเขาหน้าตาเหมือนพวกเจ้าชู้ประตูดิน แต่เนื้อแท้กลับหัวโบราณคร่ำครึ ประโยคแรกน่ะถูกเผง แต่ประโยคหลังผิดถนัด เขาไม่ใช่พวกหัวโบราณเต่าล้านปี เขาแค่เป็นผู้ชายที่รู้จักคำว่า ‘รับผิดชอบ’
ถ้าเยี่ยจือเต็มใจมอบรถคันนี้ให้ เขาแค่เปิดประตู เข้าไปนั่ง สตาร์ทเครื่อง แล้วเหยียบคันเร่งมิดไมล์ รถสปอร์ตคันงามย่อมพุ่งทะยานดั่งสายฟ้าแลบ เติมเต็มความฝันของลูกผู้ชายได้ในพริบตา
แต่หลังจากซิ่งจนหนำใจแล้วล่ะ?
จะให้เขายืมรถคนอื่นมาขับเล่น พอเบื่อก็จอดทิ้งไว้แล้วปัดตูดหนีงั้นหรือ? นึกอยากขับขึ้นมาเมื่อไหร่ค่อยแวะมาเติมน้ำมันแล้วซิ่งใหม่งั้นสิ? ในรถคันนี้ยังมี ‘ผู้โดยสารตัวน้อย’ รออยู่อีกคน สิ่งที่เด็กคนนั้นต้องการคือคนขับที่จะกุมพวงมาลัยปกป้องดูแลไปตลอดชีวิต ไม่ใช่ไอ้ตูดหมึกที่แวะมาขับรถเล่นฆ่าเวลา
แบบนั้นมันมักง่ายเกินไป
ไม่ใช่แค่มีไอ้นั่นห้อยอยู่ก็เรียกตัวเองว่าผู้ชายได้ มาตรฐานขั้นต่ำของการเป็นลูกผู้ชายคือความรับผิดชอบ กล้าทำต้องกล้ารับ
ถ้าแบกรับไม่ไหว ก็อย่าสะเออะไปสตาร์ทรถคนอื่นมั่วซั่ว!
“อย่า… อย่าเอาลูกฉันไป…” เยี่ยจือละเมอเสียงสั่น
ลั่วหยางปวดหนึบในใจ เขาอดไม่ได้ที่จะประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา พร้อมกระซิบแผ่ว “ผมจะพาคุณกลับไปหาเหม่ยฉีให้ได้ ตราบใดที่ผมยังยืนอยู่ตรงนี้ จะไม่มีใครหน้าไหนพรากแม่ลูกอย่างพวกคุณออกจากกันได้เด็ดขาด”
ร่างบางสั่นสะท้านเบาๆ
ลั่วหยางสะดุ้งเฮือก ใจหล่นวูบกลัวว่าเธอจะรู้ตัวว่าโดนแอบขโมยจูบ แต่เมื่อเห็นหญิงสาวยังคงหลับสนิท เขาก็ลอบถอนหายใจยาว ชายหนุ่มค่อยๆ ดึงท่อนแขนที่ให้เธอหนุนนอนออกอย่างระมัดระวัง เปลี่ยนเป็นเอาเป้ทหารมารองหัวให้แทน ส่วนตัวเองก็ลุกขึ้นนั่ง
การปล่อยให้เยี่ยจือนอนซุกอยู่ในอ้อมกอดแบบนี้ มันทรมานสติสัมปชัญญะเกินไป เรียกได้ว่าเป็นบททดสอบนรกแตกเลยทีเดียว
เมื่อก่อนตอนอยู่กับเหลียงหง วิธีดับไฟราคะของเขามีเพียงอย่างเดียว… การบ่มเพาะพลัง
ลั่วหยางขยับตัวออกห่างเล็กน้อย นั่งขัดสมาธิตัวตรง วางมือทั้งสองข้างทาบลงบนเข่าในลักษณะหงายฝ่ามือ จุดตันเถียนใต้สะดือเริ่มหมุนวนช้าๆ เขากำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ตาเคยสอนไว้ว่า ร่างกายคนเรามีจุดตันเถียนสามแห่ง ล่าง กลาง และบน สองจุดหลังอยู่ที่หน้าอกและศีรษะ บ่มเพาะพลังมาสิบกว่าปี เขากลับเพิ่งเปิดได้แค่ตันเถียนล่างเท่านั้น ส่วนตำนาน ‘ผสานสามตันเถียนเป็นหนึ่ง’ นั้น ชาตินี้จะมีวาสนาฝ่าด่านไปถึงหรือไม่ก็ยังสุดรู้
หากมองให้ลึกลงไป ‘เคล็ดหลอมปราณขมังเวท’ ก็คือวิชาลับที่เน้นการหมุนเวียนพลังงานภายใน ใช้พลังชีวิตของตนเองเป็นเชื้อเพลิง หลอมแก่นแท้เป็นปราณ หลอมปราณเป็นจิต เพื่อเค้นสร้างพลังวิญญาณ ลั่วหยางไม่รู้หรอกว่าวิชานี้ถูกคิดค้นขึ้นในยุคสมัยใด หรือปรมาจารย์ท่านไหนเป็นคนบัญญัติ แต่เขารู้อย่างเดียวว่ามันมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง…
มันช่วยรักษาสติให้เขากลายเป็น ‘หลิ่วเซี่ยฮุ่ย’ พระอิฐพระปูนได้สมบูรณ์แบบ
การบ่มเพาะแต่ละครั้ง พลังวิญญาณที่ได้กลับมานั้นน้อยนิดจนน่าสมเพช แค่ดูจากการที่เขาต้องทนทรมานฝึกฝนมาถึงสิบแปดปีเต็มกว่าจะสำเร็จ ‘กายาจิตขมังเวท’ ก็พอเดาได้แล้วว่าวิชานี้มันฝึกยากและให้ผลลัพธ์ห่วยแตกขนาดไหน แต่ในวินาทีนี้ เขาไม่ได้กระหายความแข็งแกร่ง เขาแค่อยากอัญเชิญท่านหลิ่วเซี่ยฮุ่ยมาประทับร่างเพื่อข่มอารมณ์พลุ่งพล่านก็เท่านั้น
ทันใดนั้น!
ปราณวิญญาณธรรมชาติสายหนึ่งพลันพวยพุ่งแทรกซึมเข้ามาในร่างกาย ก่อนจะทิ้งตัวลงสู่กระแสน้ำวนในจุดตันเถียน!
มันคือปราณวิญญาณธรรมชาติที่บริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่าการบ่มเพาะด้วยตัวเองหลายเท่า ลั่วหยางสัมผัสได้ในเสี้ยววินาที ชายหนุ่มตื่นตะลึงสุดขีด ที่นี่คือถ้ำใต้ดินลึกกลางทะเลทราย จะมีปราณธรรมชาติเข้มข้นขนาดนี้ได้อย่างไร?
ยังไม่ทันสิ้นความสงสัย ปราณวิญญาณอีกสายก็ไหลบ่าเข้ามาสมทบ ทิ้งตัวลงสู่จุดตันเถียนและแปรเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณของเขาโดยแทบไม่ต้องออกแรงหลอมรวม
เบื้องล่างนี้ต้องมีของดีซ่อนอยู่แน่!
ลั่วหยางเก็บอาการไม่อยู่อีกต่อไป เขายุติการบ่มเพาะทันที คว้าไฟฉายเดินย่องไปริมระเบียงหินอย่างระมัดระวัง สาดลำแสงส่องลงไปเบื้องล่าง
ร่องลึกเหวใต้ดินนี้กว้างราวๆ ยี่สิบถึงสามสิบเมตร ลึกลงไปจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง
ทว่าภายใต้หน้าผาหินสูงชัน กลับปรากฏจุดแสงสะท้อนสีขาวประปราย แม้จะมองไม่ออกว่าคืออะไรกันแน่
หรือว่าวัตถุสีขาวพวกนั้นคือต้นตอของปราณวิญญาณ?
ลั่วหยางขมวดคิ้ว พลังวิญญาณสีเขียวเข้มในร่างพลันพุ่งทะยานเข้าสู่ ‘กายาจิตขมังเวท’ ดึงตัวเองเข้าสู่ ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ ทันที
ภาพตรงหน้าที่เคยพร่ามัว กลับกระจ่างชัดขึ้นนับร้อยเท่า!
มันคือแร่หินสีขาวชนิดหนึ่ง เมื่อแสงไฟฉายส่องกระทบ กลับมีปฏิกิริยาดูดกลืนแสงอย่างน่าประหลาด
ลั่วหยางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้าง “แร่พวกนั้น… หรือว่าจะเป็นหยกเหอเถียน?”
หยกเหอเถียนคือหยกชนิดทรีโมไลต์ เอกลักษณ์อันดับหนึ่งของมันคือความโปร่งแสงล้ำค่า
สุดยอดหยกอันดับหนึ่งของประเทศก็คือหยกเหอเถียน หยกที่ขุดพบจากซินเจียงและชิงตี้ล้วนถูกเหมารวมเรียกชื่อนี้ทั้งสิ้น และต้นกำเนิดของมันก็มาจากภูเขาคุนหลุน! ภูเขาคุนหลุนหรือที่เรียกขานกันว่า ‘คุนหลุนซวี’ ถือเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่ง เป็นต้นกำเนิดแห่งเส้นชีพจรมังกรของชนชาติจีน หากมองในมุมนี้ การมีปราณวิญญาณธรรมชาติปรากฏอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมันอยู่ห่างจากเทือกเขาคุนหลุนเพียงแค่เอื้อม
ในฐานะต้นกำเนิดแห่งชีพจรมังกรที่ปกปักรักษาอารยธรรมหัวเซี่ยมานานกว่าห้าพันปี พลังปราณวิญญาณของมันจะมหาศาลขนาดไหนย่อมไม่ต้องจินตนาการ หยกเหอเถียนที่ก่อกำเนิดในสภาพแวดล้อมระดับนี้… แท้จริงแล้วมันก็คือผลึกวิญญาณแห่งภูเขาคุนหลุน!
ราวกับโชคชะตาเล่นตลก เดิมทีลั่วหยางแค่ตั้งใจลงมาช่วยคน แต่กลับแจ็กพอตแตกค้นพบหยกเหอเถียนที่อัดแน่นไปด้วยปราณวิญญาณธรรมชาติ นี่มันเท่ากับเป็นการเปิดสูตรโกงในการบ่มเพาะพลังวิญญาณให้เขาชัดๆ!
หากจะถามว่าการเสี่ยงตายลงมาในถ้ำใต้ดินครั้งนี้เขาได้อะไรติดมือกลับไปบ้าง มันไม่ใช่การได้กุญแจรถสปอร์ตแต่ไม่ยอมสตาร์ทเครื่อง ทว่าเป็นการค้นพบขุมสมบัตินี้ต่างหาก!
“ตั้งแต่มือถือหลอมรวมเข้ากับดวงตาอวี่เหริน มันก็ยกระดับกลายเป็นอาวุธเวทไปแล้ว แต่มันกลับแห้งแล้งพลังวิญญาณพื้นฐาน นั่นแหละคือสาเหตุที่ทำให้ดวงตาอวี่เหรินไม่ยอมตื่นขึ้นมาสักที หยกเหอเถียนพวกนี้… เอามาใช้เป็นแบตเตอรี่ชาร์จพลังวิญญาณให้มือถือได้พอดีเลยนี่หว่า!” ยิ่งคิด หัวใจของลั่วหยางก็ยิ่งเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น
ทว่า… ร่องเหวนี้ลึกจนมองไม่เห็นก้น ขืนปีนลงไปมือเปล่าโดยไม่มีอุปกรณ์เซฟตี้ โอกาสร่วงลงไปเป็นผีเฝ้าถ้ำมีสูงเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าต้องมาตายอนาถเพียงเพื่อหาเพาเวอร์แบงก์มา ‘อัปเกรด’ มือถือล่ะก็ โคตรจะโง่บัดซบเลย
ชายหนุ่มหันขวับกลับมา แสงไฟฉายสาดไปกระทบเข้ากับก้อนหินก้อนหนึ่งที่สะท้อนแสงวาววับออกมาจากใต้ขาของเยี่ยจือพอดี เขาไม่รอช้า สาวเท้าพุ่งตรงเข้าไปหาทันที
ภายใต้แสงไฟฉายที่สาดส่อง เปลือกตาของเยี่ยจือกระตุกสั่นเล็กน้อย
ลั่วหยางคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ สองมือเอื้อมไปจับข้อเท้าเรียวงามทั้งสองข้าง ก่อนจะค่อยๆ ออกแรงแยกมันออกจากกันเบาๆ
วินาทีนั้นเอง เยี่ยจือที่แกล้งหลับก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหว เธอแอบหรี่ตาขึ้นมอง และเห็นภาพเต็มสองตา… ลั่วหยางกำลังคุกเข่าอยู่ตรงหว่างขา สองมือจับข้อเท้าเธอแยกออก!
ชั่วพริบตาเดียว ความรู้สึกขัดเขิน ตื่นเต้น และประหม่าสุดขีดก็พุ่งทะลักเข้าโจมตีหัวใจจนเต้นระรัว เธอกระชับเปลือกตาปิดลงทันที ทว่า… กลับแอบหรี่ตาแง้มไว้เป็นช่องเล็กๆ อย่างแนบเนียน
บนโลกนี้มีแมวที่ไม่กินปลาด้วยหรือไง?
แกล้งทำเป็นคนดี แกล้งทำเป็นสุภาพบุรุษ… สุดท้ายก็ตบะแตก ทนไม่ไหวแล้วล่ะสิ!
รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากของเยี่ยจือ หญิงสาวค่อยๆ ขยับเรียวขา เปิดอ้า
‘องศา’ ให้กว้างขึ้นอย่างเชื่องช้าและแนบเนียนที่สุด
เรื่องพรรค์นี้ อย่างน้อยก็ต้องเปิดทางสักสี่สิบองศาถึงจะ ‘ทำงาน’ สะดวก เธอแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วเปิดให้ก่อนยี่สิบห้าองศา ส่วนอีกสิบห้าองศาที่เหลือ… แน่นอนว่าต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ชาย ในฐานะกุลสตรี เธอต้องสงวนท่าทีเอาไว้บ้าง
ทว่า ลั่วหยางกลับเอาแต่จ้องเป๋งไปที่พื้นดินตรงหว่างขาของเธอตาไม่กระพริบ นัยน์ตาทั้งสองข้างทอประกายวาววับ
เยี่ยจือแอบบ่นอุบอิบในใจ ‘จะมองอะไรนักหนาไอ้ทึ่ม! มองเฉยๆ แล้วมันจะท้องไหมเล่า?’
ใบหน้าของลั่วหยางพลันเผยรอยยิ้มตื่นเต้นสุดขีด
เยี่ยจือลอบด่าในใจ ‘จะยิ้มหาอะไร ยิ้มซะหน้าโง่เชียว จะทำอะไรก็รีบลงมือทำสักทีสิยะ!’
จู่ๆ ลั่วหยางก็ยื่นมือออกไป… แต่แทนที่จะสัมผัสร่างกายเธอ เขากลับสอดนิ้วงัดก้อนหินขนาดเท่าแผ่นขนมเปี๊ยะที่ฝังอยู่บนพื้นตรงหว่างขาเธอขึ้นมา! ชายหนุ่มออกแรงงัดสองสามที ก้อนหินก็หลุดพรวดออกจากพื้นดิน จากนั้นเขาก็คว้ามันเดินหันหลังกลับไปหน้าตาเฉย
ดวงตาคู่สวยของเยี่ยจือเบิกกว้างจนแทบถลน เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นเป็นริ้วบนหน้าผากเนียน
แค่นี้เนี่ยนะ!?