ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 60 ความเผด็จการของประธานสาว
พายุทรายมรณะสงบลงในที่สุด หลังพัดถล่มอย่างบ้าคลั่งยาวนานกว่าสิบชั่วโมง
ตลอดช่วงเวลาเฉียดตาย ลั่วหยางเดินพลังรักษาให้เยี่ยจือถึงสามรอบ ซ้ำยังปล่อยให้เธอหลับสนิทเพื่อฟื้นฟูร่างกายอีกสองชั่วโมงเต็ม จนกระทั่งมั่นใจว่าบาดแผลของหญิงสาวสมานตัวจนอยู่ในสภาพพร้อมรบ เขาจึงเริ่มเตรียมตัวขั้นสุดท้ายสำหรับการปีนหน้าผา
ซึ่งเอาเข้าจริง… มันก็แค่การถอดกางเกงตัวนอกออกเท่านั้น
เยี่ยจือได้ยินเสียงสวบสาบก็รู้ทันทีว่าชายหนุ่มกำลังทำอะไร ผ่านความเป็นความตายร่วมกันมาขนาดนี้ กำแพงความขัดเขินระหว่างทั้งคู่ถูกทลายลงไปจนแทบไม่เหลือซาก
“ขึ้นมาสิ” ลั่วหยางย่อตัวคุกเข่าลงตรงหน้า
หญิงสาวเอนตัวทาบทับแผ่นหลังกว้างอย่างว่าง่าย ท่อนแขนเรียวเสลาโอบรัดรอบคอแกร่งแน่นหนา
ลั่วหยางจัดการบิดขากางเกงให้ม้วนเป็นเกลียวเชือก ตวัดอ้อมรัดแผ่นหลังบอบบาง แล้วดึงมาผูกเงื่อนตายรั้งไว้ตรงหน้าท้องน้อยของตัวเอง ชายหนุ่มยืดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางกำชับเสียงเข้ม “ผ้ามันไม่ได้เหนียวเหมือนเชือก ตอนปีนคุณต้องกอดผมให้แน่นที่สุด ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายก็ห้ามปล่อยมือเด็ดขาด เข้าใจไหม”
“อืม” เยี่ยจือรับคำ เรียวขายาวตวัดรัดรอบเอวสอบแน่นหนา แขนและขาของเธอทำหน้าที่เสมือนแม่กุญแจชั้นดี ล็อกร่างสองร่างให้แนบชิดติดกันแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียว
สัมผัสนุ่มหยุ่นที่แนบชิดแผ่นหลังและท่อนเอวทำเอาลั่วหยางถึงกับเลือดลมสูบฉีด ร้อนรุ่มจนสมาธิแทบแตกกระเจิง ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึกสุดใจ โคจรพลังวิญญาณสีเขียวเข้มให้ไหลเวียนพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง ดึงตัวเองเข้าสู่ ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ อีกครั้ง ประสาทสัมผัสทุกส่วนถูกยกระดับจนเฉียบคมถึงขีดสุด พละกำลังมหาศาลปะทุขึ้นตามมัดกล้ามเนื้อ นี่คือขุมพลังที่ทำให้เขามั่นใจว่าสามารถแบกผู้หญิงคนหนึ่งปีนไต่หน้าผามรณะนี้ได้
ทว่าผลข้างเคียงของมันคือ… เส้นประสาทรับความรู้สึกกลับไวต่อสัมผัสวาบหวามมากขึ้นเป็นทวีคูณ กลายเป็นการเพิ่มระดับความยากระดับนรกแตกให้กับการปีนผาครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ฟู่…” เขาพ่นลมหายใจยาว กัดฟันข่มสติให้จดจ่ออยู่กับความตายเบื้องล่าง ก่อนจะฝังปลายนิ้วลงบนหน้าผาแล้วเริ่มปีนป่ายขึ้นไป
ทุกย่างก้าวคือการเหยียบย่ำอยู่บนเส้นด้ายแห่งความตาย มีถึงสองครั้งที่ผลึกเกลือใต้ฝ่าเท้าแตกหักร่วนซุย ทำเอาทั้งคู่วืดเกือบจะร่วงหล่นลงไปในเหวลึก
ตลอดเส้นทางเยี่ยจือหลับตาปี๋ กอดลั่วหยางแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงหรือขยับตัวมั่วซั่ว เธอรู้ดีว่าหากทำให้ชายหนุ่มเสียสมาธิเพียงเสี้ยววินาทีเดียว พวกเขาทั้งคู่จะได้ลงไปเป็นผีเฝ้าถ้ำแน่นอน
หนึ่งชั่วโมงนรกผ่านไป
ท่อนแขนแกร่งข้างหนึ่งตะปบโผล่พ้นขอบปากหลุมขึ้นมาอย่างทุลักทุเล ข้อศอกกดจิกฝังลงบนพื้นทรายร่วนซุย ก่อนที่ศีรษะเปื้อนฝุ่นของลั่วหยางจะค่อยๆ ดันพ้นขอบเหวขึ้นมา ตามด้วยมือซ้ายที่สั่นเทา
ชายหนุ่มหมอบราบกับพื้นทรายตรงปากหลุม หอบหายใจโกยอากาศเข้าปอดอย่างบ้าคลั่ง เขาพยายามรีดเค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเพื่อดึงตัวเองขึ้นไป ทว่าพละกำลังกลับเหือดแห้งจนหยดสุดท้าย ไม่เพียงแต่จะดันร่างไม่ขึ้น ท่อนแขนที่ยึดเกาะขอบเหวยังเริ่มรับน้ำหนักไม่ไหว ค่อยๆ ไถลครูดกับพื้นทรายเตรียมร่วงกลับลงไปอีกรอบ
“เร็วเข้า รีบแก้เงื่อนกางเกงออก เหยียบหลังผมแล้วปีนขึ้นไปเลย” ลั่วหยางกัดฟันตวาดสั่ง
เยี่ยจือไร้เวลาให้ลังเล เธอรีบคลายอ้อมกอด เลื่อนมือสั่นเทาลงไปกระชากแก้เงื่อนตายตรงหน้าท้องของเขาออกทันที ทันทีที่ปมหลุด หญิงสาวก็ตะปบก้อนหินริมปากหลุม ใช้แผ่นหลังของลั่วหยางเป็นแท่นเหยียบ ยันตัวเองตะเกียกตะกายขึ้นไปด้านบน
พอน้ำหนักที่ถ่วงหลังหายไป ลั่วหยางก็โล่งอก ร่างที่เกือบจะไถลร่วงก็กลับมายึดเกาะขอบเหวได้มั่นคงอีกครั้ง
เยี่ยจือปีนรอดพ้นขอบนรกมาได้สำเร็จ เธอยังไม่ทันจะได้พักหายใจ ก็รีบพลิกตัวหมอบลงกับพื้นทราย ยื่นสองมือไปคว้าท่อนแขนของลั่วหยางไว้แน่น ก่อนจะออกแรงกระชากดึงเขาสุดชีวิต
ลั่วหยางตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ในที่สุด ชายหนุ่มทิ้งตัวนอนหงายแผ่หลาบนผืนทราย หอบแฮกโกยอากาศเข้าปอดประหนึ่งคนเพิ่งรอดจากการจมน้ำ
ขอบฟ้าเริ่มทอประกายแสงสีขาวรำไร สัญญาณบ่งบอกว่ารุ่งอรุณกำลังมาเยือน
คำนวณดูแล้ว พวกเขาติดอยู่ในขุมนรกใต้ดินนี้นานกว่าสามสิบชั่วโมง ป่านนี้ รปภ. ที่โรงงานคงแจ้งความไปแล้ว ส่วนปาถูก๋าเอ่อร์คนขับรถเช่าก็น่าจะโทรรายงานเรื่องทั้งหมดกับหูปู้เฝ่ยเรียบร้อย ภารกิจต่อไปคือต้องดิ้นรนไปหาที่สูงเพื่อส่งสัญญาณให้ทีมค้นหาเห็น หากพวกนั้นหาไม่เจอ... เขากับเยี่ยจือคงต้องเดินเท้าฝ่าทะเลทรายทมิฬเป็นร้อยกิโลเมตร ซึ่งการเผชิญหน้ากับความเวิ้งว้างโดยไร้เสบียงและน้ำดื่ม มันก็แค่การเดินไปหาที่ตายดีๆ นี่เอง
จู่ๆ กางเกงตัวเก่งก็ถูกนำมาห่มคลุมลงบนท่อนล่างของลั่วหยาง
เขาเบือนหน้าไปมอง ก็พบเยี่ยจือนั่งคุกเข่าพับเพียบอยู่ข้างกายตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“ใส่กางเกงซะเถอะ พอกลับถึงโรงงานเมื่อไหร่… เดี๋ยวฉันซักให้เอง” พวงแก้มจิ้มลิ้มของหญิงสาวซับสีเลือดฝาด
การที่ผู้หญิงสักคนออกปากอาสาซักกางเกงให้ผู้ชาย มันคือสัญลักษณ์บ่งบอกระดับความสัมพันธ์ที่แนบแน่นจนไม่ต้องเปลืองน้ำลายอธิบาย
ลั่วหยางกระอักกระอ่วน “ไม่ต้องลำบากหรอกครับ ทิ้งไปเลยก็ได้ เดี๋ยวผมค่อยหาซื้อตัวใหม่”
เยี่ยจือตวัดสายตาดุขวับ “บอกว่าจะซักให้ก็คือจะซักให้! แล้วฉันจะไม่ได้ซักแค่ตัวนอกนะ… ไอ้ตัวข้างในฉันก็จะซักให้ด้วย”
ลั่วหยางใบ้แดก
องค์ประธานบริษัทสาวจอมเผด็จการประทับร่างอีกแล้ว
อาการบ้าอำนาจแบบดื้อรั้นนี้ทำเอาเขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ลึกๆ กลับรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด
“รีบใส่กางเกงให้เรียบร้อย เดี๋ยวฉันจะนวดขาให้ แบกฉันปีนขึ้นมาขนาดนั้นกล้ามเนื้อคุณคงล้าหมดแล้ว” หญิงสาวออกคำสั่ง
ลั่วหยางรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ “ไม่เป็นไรครับ แค่นอนพักแป๊บเดียวก็หาย”
“ก็บอกว่าจะนวดให้ไง ตกลงจะไม่ยอมใส่ดีๆ ใช่ไหม ได้… ไม่ใส่ก็ไม่ต้องใส่ ฉันก็จะนวดมันทั้งสยิวๆ แบบนี้แหละ” ขาดคำ มือเรียวก็เอื้อมพรวดเข้ามาทันที
ลั่วหยางหน้าตื่น รีบตะครุบกางเกง “ใส่ครับใส่! ผมยอมใส่แล้ว คุณค่อยนวดโอเคไหม”
ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นมาหมายจะสวมกางเกง เขาอุตส่าห์รอให้หญิงสาวหันหน้าหนีตามมารยาท แต่เธอกลับนั่งตาแป๋ว จ้องเขม็งไม่กะพริบตาแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
“เอ่อ… พี่เยี่ย” ชายหนุ่มอึกอัก ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาไล่เธอดี
“หวงอะไรนักหนา ฉันเป็นคนดูยังไม่เห็นจะบ่นเลย แล้วนายจะมาทำตัวหนีบๆ สงวนท่าทีทำไมฮะ”
โดนสวนเบอร์นี้ ลั่วหยางถึงกับไปไม่เป็น
“รีบใส่ซะทีสิยึกยักอยู่ได้” เยี่ยจือเร่ง
ชายหนุ่มจำใจทิ้งยางอาย หน้าด้านสวมกางเกงต่อหน้าต่อตาประธานสาว พอรูดซิปเสร็จก็รีบพลิกตัวนอนคว่ำราบกับพื้นทรายกลบเกลื่อนความขัดเขิน ทันทีที่ตัวเขาหมอบราบลง มือบางคู่หนึ่งก็ทาบลงบนต้นขาแกร่ง น้ำหนักมือที่กดนวดลงมาก้ำกึ่งระหว่างหนักกับเบา แถมยังเงอะงะเก้ๆ กังๆ ทว่ามันกลับทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายและสบายตัวอย่างน่าประหลาด
“แบบนี้มันเท่ากับชักศึกเข้าบ้านชัดๆ” จู่ๆ เยี่ยจือก็เปิดประเด็นเครียดขึ้นมา
“หลิวโย่วสุ่ยกับซ่งไห่ชางตกลงข้อเสนอกันเรียบร้อยแล้ว ถ้างานนี้ลุล่วง ตระกูลซ่งจะเฉือนหุ้นดั้งเดิมให้มันสิบห้าเปอร์เซ็นต์” ลั่วหยางตอบเสียงขรึม
“อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเธียมกำลังขึ้นแท่นโครงการพลังงานใหม่ระดับชาติ หมาป่าอย่างมันคงน้ำลายสออยากสวาปามเค้กก้อนนี้เต็มแก่ สิบห้าเปอร์เซ็นต์เป็นแค่ก้าวแรกเท่านั้น สองพ่อลูกตระกูลซ่งนั่นคงโดนผีบังตา ถึงได้กล้าไปจับมือกับปีศาจร้าย ถ้าฉันตายไปจริงๆ รายต่อไปที่จะโดนฮุบกิจการจนหมดตัวก็คือตระกูลซ่งนั่นแหละ” เยี่ยจือกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น
ลั่วหยางพ่นลมหายใจยาว “หลิวโย่วสุ่ยเป็นตาแก่จิ้งจอกเขี้ยวลากดิน แผนของมันแนบเนียนและอำมหิตมาก ถ้าผมไม่บังเอิญไปได้ยินเข้า อุบัติเหตุของคุณก็จะถูกจัดฉากให้เป็นแค่เรื่องซวยๆ ธรรมดา ทั้งคนขับรถและผู้ช่วยของคุณจะลอยนวลโดยไม่ต้องรับโทษทางกฎหมาย… ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตัวการใหญ่อย่างมันเลย”
พรึบ! จู่ๆ เยี่ยจือก็คว้าหมับเข้าที่หัวไหล่ของลั่วหยาง ออกแรงกระชากพลิกร่างเขากลับมาหงายหน้าดื้อๆ
“เฮ้ย! พี่เยี่ย คุณจะทำ…” ลั่วหยางสะดุ้งเฮือก ทั้งขัดเขินทั้งตกใจ
“นวดข้างหลังเสร็จแล้ว ก็ต้องพลิกมานวดข้างหน้าสิ”
ลั่วหยางพูดไม่ออกอีกรอบ
สองมือเรียวกลับมานวดเฟ้นต้นขาแกร่งอีกครั้ง หญิงสาวช้อนตาขึ้นมองพลางเอ่ย
“ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้ ฉันคงเน่าตายเป็นผีเฝ้าถ้ำอยู่ที่นี่ คงไม่มีใครหาศพฉันเจอด้วยซ้ำ… แต่การที่คุณสอดมือเข้ามาช่วยฉันแบบนี้ คุณได้กลายเป็นเสี้ยนหนามชิ้นโตของหลิวโย่วสุ่ยไปแล้ว คุณกลัวไหม”
ลั่วหยางแค่นยิ้มหยัน “คนอย่างผมเนี่ยนะต้องกลัวมัน? ถึงตาแก่นั่นจะเส้นสายใหญ่โตรับมือยาก แต่ผมก็มีวิธีบดขยี้ในแบบของผม พอกลับไปคราวนี้… ต่อให้มันไม่แว้งกัดผม ผมก็จะตามไปคิดบัญชีทบต้นทบดอกกับมันแน่”
กึก! จู่ๆ มือที่กำลังนวดคลึงก็ชะงักค้าง เยี่ยจือเบิกตากว้าง จ้องเป๋งไปที่
‘จุดศูนย์กลาง’ บนร่างกายของชายหนุ่ม
เธอเพิ่งค้นพบการทำงานของ ‘ทฤษฎีแรงพยุง’ เข้าเต็มตา!
ใบหน้าของลั่วหยางร้อนฉ่าจนแทบระเบิด ชายหนุ่มรีบพลิกตัวตะแคงข้างหนีเพื่อซ่อนความน่าอายทันที
ทว่ามือเรียวกลับตะปบหัวไหล่เขาแน่น ก่อนจะออกแรง ‘งัด’ ร่างหนาให้พลิกกลับมาหงายแผ่หลาตามเดิม
“พะ… พี่เยี่ย ผมหายปวดแล้วครับ ไม่ต้องนวดแล้วจริงๆ” ลั่วหยางหน้าตื่น ละล่ำละลักห้าม
“ไอ้เคล็ดหลอมปราณบ้าบออะไรของคุณนั่นน่ะ มันมีระยะเวลาแสดงผลนานแค่ไหน” เยี่ยจือหรี่ตาถาม
“ก็ราวๆ… สองสามชั่วโมงครับ” เขาจำใจตอบความจริง
“อ้อเหรอ...” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากประธานสาว เธอเงื้อมือเตรียมตะปบลงไปอีกรอบ “ฉันว่าคุณน่าจะยังไม่ผ่อนคลาย ‘เต็มที่’ นะ เดี๋ยวพี่สาวนวดเน้นๆ ให้อีกนิดดีกว่า”
ลั่วหยางเบิกตาโพลงมองมือนั้น ไม่รู้ทำไม… สัญชาตญาณถึงร้องเตือนว่าเขากำลังจะโดนพรากความบริสุทธิ์!
พึ่บ พึ่บ พึ่บ!
ทันใดนั้น เสียงใบพัดกระหึ่มฟ้าของเฮลิคอปเตอร์ก็ดังแว่วมาจากขอบฟ้าไกล
เหมือนระฆังช่วยชีวิต! ลั่วหยางกระเด้งตัวลุกพรวดราวกับติดสปริง สับเท้าวิ่งหน้าตั้งตรงดิ่งไปยอดเนินทราย โบกไม้โบกมือตะโกนสุดเสียง “ทางนี้! พวกเราอยู่ทางนี้!”
เยี่ยจือมองตามแผ่นหลังหนีตายนั้นพลางขบเม้มริมฝีปากสีเชอร์รี่เบาๆ ด้วยความมันเขี้ยว
วันนี้จะยอมปล่อยเหยื่อเข้าป่าไปก่อน... แต่วันหน้าระวังตัวไว้เถอะ แม่จะตามไปรวบหัวรวบหาง รีดพิษให้หมดตัวเลยคอยดู!