ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 61 คนตาบอดอันดับหนึ่งในใต้หล้า
ใบพัดเฮลิคอปเตอร์คำรามกึกก้อง ปั่นฝุ่นทรายฟุ้งตลบปกคลุมทั่วฟ้า บันไดเชือกเส้นยาวทิ้งตัวลงมาจากประตูห้องโดยสาร
เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่อำนวยให้เครื่องลงจอดได้ ลั่วหยางจึงดันแผ่นหลังเยี่ยจือให้ปีนขึ้นไปก่อน ส่วนตัวเองรั้งท้าย เผื่อจังหวะที่หญิงสาวก้าวพลาด เขาจะได้คว้าตัวเอาไว้ได้ทัน
ทว่าเรื่องระทึกขวัญไม่ได้เกิดขึ้น เยี่ยจือตะเกียกตะกายเข้าไปในห้องโดยสารได้อย่างปลอดภัย จังหวะนั้น ร่างของใครคนหนึ่งก็โผล่พรวดมาตรงประตู พร้อมยื่นมือแกร่งมารอรับลั่วหยาง
เขาคือหูปู้เฝ่ย!
ลั่วหยางตวัดมือคว้าท่อนแขนนั้นไว้แน่น ออกแรงฮึดดึงตัวเองเหวี่ยงเข้าไปในห้องโดยสาร หูปู้เฝ่ยจัดการสาวบันไดเชือกเก็บ ก่อนจะกระชากประตูปิดดังปัง
ภายในห้องโดยสารไม่ได้มีแค่พวกเขา ชายอีกสองคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว คนแรกสวมเครื่องแบบเต็มยศ ดูจากบั้งบนบ่าเดาได้ไม่ยากว่าเป็นผู้กำกับระดับบิ๊ก ส่วนอีกคนมาในชุดลำลองเรียบง่าย ทว่ารังสีความน่าเกรงขามแผ่ซ่าน บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นผู้มีอิทธิพลระดับสูงของท้องถิ่น
มองลอดหน้าต่างลงไปเบื้องล่าง ขบวนรถออฟโรดจอดเรียงรายเป็นตับ เจ้าหน้าที่นับสิบกำลังแหงนหน้าโบกมือส่งเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังเชิดหัวไต่ระดับความสูง
ลองคิดดูเล่นๆ หากเป็นแค่นักท่องเที่ยวแบกเป้หลงป่า คงไม่มีทางระดมสรรพกำลังจัดเต็มระดับวีไอพีขนาดนี้ แต่ระดับเยี่ยจือ ประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ที่กำเม็ดเงินลงทุนมหาศาลและสร้างงานให้คนในพื้นที่ การได้รับสิทธิพิเศษระดับ
‘ฟาสต์แทร็ก’ ย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
หญิงสาวหันไปเจรจาพาทีกับบิ๊กเบิ้มทั้งสอง ลั่วหยางจึงเลือกที่จะรูดซิปปากนั่งเงียบ หูปู้เฝ่ยขยับเข้ามานั่งประกบข้าง ก่อนจะยิงคำถามเข้าเป้าทันที “น้องลั่ว คืนนั้นนายอ้างว่ามีเรื่องคอขาดบาดตาย ฉันก็นึกว่านายแค่หาเรื่องชิ่งไม่อยากดวลเหล้า ใครจะไปคิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำไมตอนนั้นนายไม่ปริปากบอกฉันสักคำ”
“ตอนนั้นผมก็แค่สังหรณ์ใจ ยังฟันธงไม่ได้หรอกครับ ต้องมาเห็นกับตาถึงจะชัวร์” ลั่วหยางตอบกลับเรียบๆ “ปาถูก๋าเอ่อร์เป็นคนโทรแจ้งคุณใช่ไหมครับ”
หูปู้เฝ่ยพยักหน้า รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปาก “บอกตามตรงนะน้องลั่ว คืนนั้นต่อให้นายจะเสกนกกระจอกบินเข้าออกกรงได้ ฉันก็ยังแอบคิดว่านายเล่นปาหี่ แต่พอมาเจอเรื่องคอขาดบาดตายรอบนี้ ฉันยอมรับนายหมดใจแล้ว ตกลงว่ารอบนี้นายเห็นอนาคตล่วงหน้างั้นสิ”
“พูดไปคงหาว่าผมบ้า แต่คนที่เห็นภาพล่วงหน้าจริงๆ คือซ่งเหม่ยฉี”
หูปู้เฝ่ยคิ้วกระตุก สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ “หนูน้อยเหม่ยฉีเนี่ยนะ เป็นไปได้ยังไง”
ลั่วหยางจัดการเล่าสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังอย่างกระชับฉับไว ไม่เว้นแม้แต่ช็อตเด็ดที่เขาบังเอิญไปได้ยินหลิวโย่วสุ่ยกับสองพ่อลูกตระกูลซ่งสมคบคิดกันลับๆ ที่ภัตตาคารเซียงหลานเซ่อ
ลองคำนวณเวลาดู ปาถูก๋าเอ่อร์น่าจะต่อสายรายงานหลังจากแยกกับเขาราวๆ ยี่สิบชั่วโมง นับถึงตอนนี้เพิ่งผ่านไปแค่สิบกว่าชั่วโมง ทว่าหูปู้เฝ่ยไม่เพียงบินด่วนจากเมืองปาเฉิงมาถึงที่นี่ได้ทันท่วงที แต่ยังลากเอาผู้มีอำนาจของท้องถิ่นระดับท็อปถึงสองคนพร้อมเฮลิคอปเตอร์มาบัญชาการค้นหาด้วยตัวเอง คอนเน็กชันระดับนี้ ยืนยันได้ชัดเจนว่าหมอนี่มีเบื้องหลังที่โคตรจะไม่ธรรมดา
การที่ลั่วหยางจงใจแฉเรื่องความระยำของหลิวโย่วสุ่ย ซ่งไห่ชาง และซ่งตงหมิงให้หูปู้เฝ่ยฟัง จุดประสงค์เดียวของเขาก็คือ ต่อให้กะซวกไอ้พวกสวะสามตัวนั้นด้วยกฎหมายไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องยืมมือคนระดับนี้สร้างความฉิบหายให้ชีวิตพวกมันอยู่ไม่สุกบ้างล่ะ
ทว่าหลังจากฟังจบ หูปู้เฝ่ยกลับเผยรอยยิ้มลึกล้ำที่อ่านไม่ออก “สิ่งที่นายพูดมา มันเป็นข้อกล่าวหาที่หนักหนาสาหัสมากเลยนะ มีหลักฐานเด็ดๆ บันทึกเสียงหรือวิดีโอบ้างไหม”
ชายหนุ่มส่ายหน้า “ไม่มีครับ ได้ยินมากับหูล้วนๆ”
“ถ้าอย่างนั้น เก็บเรื่องนี้ไว้เหยียบให้มิด พูดกับฉันแค่คนเดียวก็พอ ห้ามเอาไปกระโตกกระตากให้ใครฟังเด็ดขาด” หูปู้เฝ่ยเอ่ยเตือนเสียงเข้ม
ลั่วหยางปรายตามองคู่สนทนาเงียบๆ ลึกๆ ในใจพลันเกิดความคลางแคลงใจขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หูปู้เฝ่ยกับเยี่ยจือโตมาด้วยกันในเขตบ้านพักข้าราชการ สองครอบครัวไปมาหาสู่กันจนแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียว อีกฝ่ายอายุมากกว่าไม่กี่ปี สถานะไม่ต่างอะไรกับพี่ชายแท้ๆ เยี่ยจือโดนลอบกัดจนเกือบลงไปนอนคุยกับรากมะม่วง แต่นี่น่ะหรือปฏิกิริยาของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชาย? นิ่งเกินไปหรือเปล่า?
“ที่นี่คนเยอะ หูตามากมาย เอาไว้ฉันไปหานายเป็นการส่วนตัว แล้วค่อยมาคุยเรื่องนี้กันแบบเจาะลึกอีกที” หูปู้เฝ่ยตัดบท
ลั่วหยางจับสัมผัสได้ถึงนัยแอบแฝงบางอย่างในน้ำเสียงนั้น เขาปรายตามองผู้นำท้องถิ่นสองคนที่นั่งอยู่อีกฝั่ง ก่อนจะพยักหน้ารับคำเงียบๆ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา นกเหล็กก็ร่อนลงจอดกลางลานปูนกว้างภายในเขตโรงงานอุตสาหกรรมชิงซานลี่เยี่ย
ทันทีที่เท้าแตะพื้น เยี่ยจือก็หันมาออกคำสั่งทันที “ลั่วหยาง ตามฉันมา เดี๋ยวฉันหาชุดใหม่ให้เปลี่ยน”
ชายหนุ่มเดินตามแผ่นหลังบางไปอย่างว่าง่าย ส่วนหูปู้เฝ่ยกำลังง่วนอยู่กับการเจรจากับบิ๊กท้องถิ่นทั้งสอง จึงไม่ได้ตามประกบติด
หญิงสาวนำทางลั่วหยางมาถึงห้องพักส่วนตัว ซึ่งสภาพแทบไม่ต่างอะไรกับห้องสวีตสุดหรูในโรงแรมห้าดาว มีทั้งโซนรับแขก ห้องนอนกว้างขวาง และห้องน้ำในตัว สมศักดิ์ศรีประธานบริษัทใหญ่ ต่อให้เป็นแค่ห้องพักชั่วคราวซุกอยู่ในอาคารสำนักงานโรงงาน แต่ความหรูหราพิถีพิถันกลับไม่พร่องลงเลยแม้แต่น้อย
“เข้าไปอาบน้ำล้างซวยซะ เดี๋ยวฉันหาชุดมาให้” เธอพยักพเยิดหน้าไปทางห้องน้ำ
ลั่วหยางไม่ขัดศรัทธา ชายหนุ่มเดินเข้าไปจัดการปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่เกรอะกรังไปด้วยคราบทรายและฝุ่นโคลนออกจนหมดเปลือก หมายจะเปิดฝักบัวชำระร่างกาย ทว่า มือยังไม่ทันแตะก๊อกน้ำ เสียงเคาะประตูกระจกก็ดังขึ้นรัวๆ
“พะ… พี่เยี่ย ผมแก้ผ้าอยู่นะ!” ชายหนุ่มสะดุ้งโหยง รีบแหกปากตะโกนเตือนด้วยความล่กสุดขีด
แต่เหมือนยิ่งเตือนก็ยิ่งยั่ว สิ้นเสียงตะโกน ประตูกระจกบานเลื่อนก็ถูกกระชากเปิดออกดังครืด! เยี่ยจือเดินอาดๆ เข้ามาหน้าตาเฉย
ลั่วหยางถึงกับใบ้แดก หันหลังขวับเข้ากำแพงโดยสัญชาตญาณ พยายามลนลานหาที่กำบัง แต่ในห้องน้ำบ้านี่มันมีซอกไหนให้หลบซ่อนได้วะ!
“ไม่ต้องหลบหรอกน่า ฉันหลับตาปี๋อยู่นี่ไง มองไม่เห็นอะไรเล้ยยย”
ลั่วหยางหันขวับกลับไปมองแทบจะทันที แล้วภาพตรงหน้าก็ทำเอาเขาแทบกระอักเลือด เยี่ยจือกำลังเบิกตากลมโตคู่สวยจ้องเป๋งมาที่เรือนร่างของเขาตาไม่กะพริบ!
นี่มันวิชา ‘คนตาบอดตาใสอันดับหนึ่งในใต้หล้า’ ชัดๆ!
ชายหนุ่มทำตัวไม่ถูก ยืนแข็งทื่อเป็นหิน แต่ที่น่าหมั่นไส้ที่สุดคือท่าทางของเธอ มันดูเป็นธรรมชาติหน้าตาเฉยซะจนน่าขนลุก!
“พี่เยี่ย… รบกวนช่วย… ไสหัวออกไปก่อนได้ไหมครับ!” เส้นสติของลั่วหยางใกล้จะขาดผึง
หญิงสาวก้มลงเก็บกองเสื้อผ้าสกปรกที่เขากองทิ้งไว้บนพื้นขึ้นมาอย่างใจเย็น ไร้ซึ่งความรีบร้อน ก่อนจะปรายตาชำเลืองมองร่างเปลือยเปล่าของชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกรอบ พร้อมเหยียดยิ้มกริ่ม “ก็บอกแล้วไงว่าจะซักกางเกงให้ ฉันก็แค่เข้ามาเก็บงาน”
ลั่วหยางเหงื่อตก ผิวหน้าแดงแจ๋เป็นลูกตำลึงสุก “งั้นเก็บเสร็จแล้วก็รีบออกไปสิครับ! ขืนใครทะเล่อทะล่ามาเห็นเข้า มันจะดูไม่งามนะ!”
เยี่ยจือเบะปากหมั่นไส้ “เป็นผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ จะบิดไปบิดมาอายอะไรนักหนาฮะ ชุดใหม่อยู่บนเตียง อาบน้ำเสร็จก็ออกมาใส่ซะ”
“เสื้อผ้าของใครครับ” แม้ใจจะอยากให้ผู้หญิงคนนี้รีบอันตรธานหายไป แต่ปากก็อดถามไม่ได้ด้วยความระแวง
“ของสามีฉันเอง แต่ป้ายยังห้อยอยู่ ไม่เคยแตะสักครั้ง ใส่ๆ ไปเถอะไม่ต้องคิดมาก” พูดจบ เยี่ยจือก็หอบตะกร้าเสื้อผ้าเดินสะบัดบ๊อบออกไป ประตูกระจกถูกเลื่อนปิดสนิท
ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง อุณหภูมิบนผิวร้อนฉ่าประหนึ่งโดนเตารีดนาบ
“แม่คุณเล่นบุกทะลวงค่ายสบายใจเฉิบ ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมเลยวุ้ย”
เขาส่ายหน้ายิ้มขมขื่น ลึกๆ รู้สึกมืดแปดด้าน ลองประเมินสถานการณ์ดูแล้ว ขืนความสัมพันธ์ยังบุกทะลวงเดินหน้าด้วยสปีดนรกแตกแบบนี้ ต่อให้เขามีเส้นศีลธรรมที่หล่อหลอมจากเหล็กกล้าพันปี ก็คงโดนอานุภาพทำลายล้างของประธานสาวละลายจนไม่เหลือซาก ถึงวันนั้น กฎเหล็กคนดีที่เขายึดมั่นคงถูกนิ้วเรียวๆ นั่นสะกิดปลิวหายวับไปในอวกาศ ส่วนตัวเขาก็คงมีสภาพไม่ต่างจากหมูหันบนเขียง จะโดนจับต้มยำทำแกงยังไง ก็คงแล้วแต่ความกรุณาของแม่นางเลยล่ะมั้ง!
จัดการชำระล้างร่างกายเสร็จ ลั่วหยางแอบเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวภายนอกราวกับหัวขโมย เมื่อมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเยี่ยจือไม่อยู่ในห้อง เขาจึงค่อยๆ ย่องออกมา
บนเตียงนอนนุ่มฟูมีชุดลำลองสไตล์เกาหลีวางเตรียมไว้ เสื้อยืดคอกลมสีขาวสะอาดตาแมตช์กับกางเกงสแล็คทรงเต่อสีดำ ข้างๆ กันมีกล่องกางเกงในที่ยังไม่ถูกแกะซีลวางเด่นหรา ส่วนบนพื้นมีรองเท้าหนังทรงลำลองแบรนด์หรูวางรออยู่ ทุกชิ้นป้ายราคายังห้อยต่องแต่ง การันตีความ ‘มือหนึ่ง’ แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นสมาร์ตโฟนของตัวเองวางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง สายชาร์จถูกเสียบเอาไว้เรียบร้อย
“ใส่ใจทุกรายละเอียดจริงๆ แต่บังเอิญมือถือผมมันเป็นรุ่นไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าซะด้วยสิ” ลั่วหยางเดินไปดึงสายชาร์จออก แล้วหยิบมือถือขึ้นมาพลิกดูอย่างพินิจพิเคราะห์
รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม แต่เขากลับสัมผัสได้ถึงมวลพลังวิญญาณจางๆ ที่ไหลเวียนอยู่ภายใน ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดจากที่คาดการณ์ไว้ หยกเกรดต่ำแค่ก้อนเดียว ย่อมไม่มีทางชาร์จพลังเวทจนเต็มแม็กซ์ได้อยู่แล้ว
“ถ้ามีเวลา เห็นทีต้องจัดทริปไปเยือนคุนหลุนสักรอบ ถ้าขุดเจอสายแร่หยกชั้นดี การอัปเกรดมือถือเครื่องนี้ก็ขนมกรุบ เผลอๆ ผมอาจจะสลักตราประทับวิญญาณปูพรมลงบนเหมืองหยก สูบพลังวิญญาณมหาศาลมาใช้บ่มเพาะตัวเองซะเลย” ไอเดียบ้าระห่ำสุดโต่งผุดวาบขึ้นมาในหัว
ชายหนุ่มจัดการสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมหัวจรดเท้าจนหล่อเฟี้ยว ก่อนจะบิดลูกบิดประตูเดินออกไป
ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นห้อง ร่างของหูปู้เฝ่ยก็เดินสวนเข้ามาปะทะหน้าพอดี!