ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 66 ผมก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญญาจ่ายซะหน่อย
เขาจำเป็นต้องโทรหาเยี่ยจือจริงๆ ไม่ใช่แค่เพื่อนัดแนะเรื่อง ‘ละครฉากเลิกรา’ แต่ยังมีเรื่องของหนูน้อยเหม่ยฉี ลั่วหยางสังหรณ์ใจว่าเจี่ยงเสียนหรงกับเยี่ยอี้หมิงจะต้องพาซ่งเหม่ยฉีมาเยี่ยมเขาถึงบ้านแน่ๆ และเขาก็ลำบากใจเกินกว่าจะเอ่ยปากไล่ใครกลับ ทางออกที่ดีที่สุดคือให้เยี่ยจือเป็นคนจัดการอธิบายสถานการณ์ทั้งหมด ดักทางไม่ให้ว่าที่พ่อตาแม่ยาย เอ้ย ไม่ใช่สิ คุณลุงกับคุณป้า ต้องเทียวไปเทียวมาหาเขาที่นี่
รอสายเพียงอึดใจ อีกฝั่งก็กดรับ
“ฉันกำลังคิดจะโทรหาคุณอยู่พอดีเลยค่ะ คุณดันโทรมาก่อนซะได้” น้ำเสียงของเยี่ยจือใสกังวาน เจือความดีใจเอาไว้จนปิดไม่มิด
มุมปากของลั่วหยางยกโค้งขึ้นโดยอัตโนมัติ “พี่เยี่ยครับ เรื่องมันเป็นแบบนี้…”
เขาเริ่มบรีฟแผนการทั้งหมดให้เธอฟังอย่างรวดเร็ว
“ฉันไม่ทำค่ะ” เยี่ยจือสวนกลับเฉียบขาด
ลั่วหยางถึงกับนวดขมับ “ทำไมล่ะครับพี่เยี่ย เราต้องถอนรากถอนโคนเนื้อร้ายอย่างหลิวโย่วสุ่ยทิ้งเท่านั้น พี่กับเหม่ยฉีถึงจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์นะ”
“ต่อให้เป็นแค่ละครตบตา แต่โดนเทมันก็แอบจี๊ดอยู่นะคะ”
อาการปวดหัวของลั่วหยางกำเริบหนักกว่าเดิม สมองผู้ชายทื่อๆ อย่างเขาตามตรรกะผู้หญิงไม่ทันจริงๆ แต่จู่ๆ ปลายสายก็หลุดเสียงหัวเราะคิกคัก
“เอาอย่างนี้ คุณต้องรับปากฉันมาข้อหนึ่ง แล้วฉันจะยอมเล่นด้วย”
“ขนาดนี้ยังมีข้อแม้อีกเหรอ ก็ได้ครับ ลองว่ามาสิ”
“คุณต้องเลี้ยงหนังฉันรอบหนึ่ง ซื้อดอกไม้ให้ฉันช่อหนึ่ง แล้วก็ป๊อปคอร์น ขอไซซ์ซูเปอร์จัมโบ้เลยนะคะ” เยี่ยจือร่ายเงื่อนไขเป็นฉากๆ
ลั่วหยางหลุดขำพรืด
“ผมนึกว่าข้อแม้อะไรซะอีก แค่นี้เอง ไม่มีปัญหาครับ ผมรับปาก”
ทว่าคล้อยหลังคำขาด สมองเขากลับเพิ่งประมวลผลบางอย่างได้กะทันหัน
ผู้ชายชวนผู้หญิงไปดูหนัง ซื้อดอกไม้ แถมเปย์ป๊อปคอร์นให้ นี่มันแพตเทิร์นประกาศคบหาดูใจกันชัดๆ!
โดนตกเข้าเต็มเปา ทว่าส่วนลึกในอกเขากลับอุ่นวาบและอาบย้อมไปด้วยความหวานล้ำประหลาด
หลุมพรางบางอย่าง ต่อให้รู้ทั้งรู้ ผู้ชายก็ยังเต็มใจกระโดดลงไปคลุกฝุ่นอยู่ดี แค่ปากแข็งไม่ยอมรับเท่านั้นแหละ
เยี่ยจือร้องดีใจออกอาการเหมือนเด็กสาววัยรุ่น “ตกลงตามนี้นะคะ เดี๋ยวฉันโทรหาแม่ก่อน จะได้เบรกไม่ให้ท่านพาเด็กๆ ไปกวนคุณที่บ้าน อ้อ… อย่าลืมส่งบทละครมาทางวีแชตด้วยล่ะ ฉันจะได้ซ้อมอินเนอร์ไว้ก่อน”
“ได้ครับ” ลั่วหยางตอบรับ เตรียมจะกดตัดสาย แต่นิ้วมือกลับชะงักค้าง
ธุระทุกอย่างคุยจบหมดแล้ว ทว่าเยี่ยจือเองก็ยังไม่ยอมกดวางเช่นกัน ความเงียบโรยตัวอยู่ราวเจ็ดแปดวินาที ก่อนที่น้ำเสียงนุ่มนวลจะดังขึ้น
“ฉันคิดถึงคุณจังเลยค่ะ”
ทิ้งบอมบ์เสร็จ ปลายสายก็ชิงกดวางไปดื้อๆ
ลั่วหยางยืนนิ่งอึ้งไปหลายวินาที ก่อนจะพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา “ผมก็เหมือนจะคิดถึงพี่นิดๆ เหมือนกัน”
ไอ้ความรู้สึกตกหลุมรักบ้าบอพวกนี้ ทำไมมันถึงได้ทำเอาหน้ามืดตามัวขนาดนี้วะแต่เอาเถอะ หน้ามืดเพราะคลั่งรักก็ยังดีกว่าหน้ามืดมองคนผิดก็แล้วกัน
ลั่วหยางยังไม่อยากกลับไปหมกตัวอยู่บ้าน จึงเดินเตร็ดเตร่ไปตามท้องถนนอย่างไร้จุดหมาย กระทั่งเดินผ่านร้านสตาร์บัคส์ ประกอบกับรู้สึกคอแห้งพอดี เขาจึงตัดสินใจผลักประตูเข้าไป
ถึงตอนนี้เขาจะกลายเป็นเศรษฐีมีคฤหาสน์หรูให้นอน มีเงินสดติดบัญชีเป็นล้าน แต่การเดินมาสั่งกาแฟในสตาร์บัคส์ ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาเลย
ชายหนุ่มจึงจัดการสั่งกาแฟมาทีเดียวสองแก้วรวด คาปูชิโน่หนึ่ง ลาเต้อีกหนึ่ง ในเมื่อไม่เคยกิน เขาก็อยากจะเทสต์รสชาติมันทั้งคู่นี่แหละ
พนักงานหลังเคาน์เตอร์ถึงกับมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด
ลั่วหยางเกือบจะหลุดปากสวนไปแล้วว่า ‘แก้วหนึ่งเอาไว้บ้วนปาก อีกแก้วเอาไว้กิน’ แต่คิดไปคิดมาก็ขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืด เขาไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญญาจ่ายซะหน่อย จะไปถือสาอะไรกับสายตาพนักงาน
กาแฟสองแก้วถูกยกมาเสิร์ฟตรงหน้า ลั่วหยางสลับยกแก้วนั้นจิบทีแก้วนี้จิบที รสชาติขมปร่าผสมความมันของนมแผ่ซ่านในปาก
สู้ชาไม่ได้เลยแฮะ
พนักงานสาวสองคนแอบปรายตามองลั่วหยางพลางซุบซิบกระซิบกระซาบ
“แก ผู้ชายคนนั้นหน้าโคตรคล้ายเซียวจ้านเลยว่ะ หล่อวัวตายควายล้ม!” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“แต่ทรงเหมือนจะแอบเพี้ยนๆ นะ ตอนแรกฉันก็นึกว่านัดเพื่อนไว้ถึงสั่งตั้งสองแก้ว ที่ไหนได้ ดันมานั่งซดคนเดียว”
“สไตล์คนหล่อเทสดีล่ะมั้ง เบ้าหน้าฟ้าประทานขนาดนั้น ถ้าสติไม่ดีก็เสียดายของแย่”
“เออ ที่แกพูดมันก็มีเหตุผล”
ลั่วหยางปรายหางตามองแก๊งพนักงานช่างเมาท์ ก่อนจะดึงความสนใจกลับมา เขาล้วงสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดแอปสมุดโน้ต เตรียมร่าง ‘บทละครฉากเลิกรา’ ระหว่างเขากับเยี่ยจือ
ตอนเสนอไอเดีย เขาไม่คิดว่ามันจะสลักสำคัญอะไร แต่พอต้องมานั่งปั่นบทเข้าจริงๆ เขากลับสัมผัสได้ถึงความกดดันที่มองไม่เห็น
หลิวโย่วสุ่ยไม่ใช่ไก่อ่อนให้เชือดง่ายๆ ข้อมูลปูมหลังที่หูปู้เฝ่ยส่งมาให้ ทำให้เขาได้เปิดโลกและเห็นความเขี้ยวลากดินของมันชัดเจนขึ้น
หลิวโย่วสุ่ยเริ่มต้นจากพ่อค้าค้าไม้ก๊อกแก๊ก ก่อนจะถีบตัวเองเข้าสู่วงการเคมีภัณฑ์ และในจังหวะที่อุตสาหกรรมนั้นกำลังเข้าสู่ยุคซบเซา มันก็พลิกแพลงกระโจนเข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์ โลหะนอกกลุ่มเหล็ก และตลาดหลักทรัพย์อย่างเด็ดขาด จนก้าวขึ้นมาเป็นราชาแห่งจินต๋ากรุ๊ปอย่างเต็มภาคภูมิ ทุกจังหวะการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย มันสามารถเกาะกระแสกอบโกยผลประโยชน์ได้หมดจด
หากมองข้ามวิธีการสกปรกโสมม หลิวโย่วสุ่ยก็คือยอดคนที่สร้างตัวจากสองมือเปล่า ไต่เต้าจากโคลนตมขึ้นมาผงาดบนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารได้อย่างไร้ที่ติการจะเล่นละครตบตาจิ้งจอกเฒ่าระดับนี้ มันจะง่ายดายได้ยังไง?
ใครๆ ก็คิดว่าเรากำลังคบกัน เรื่องนั้นช่างมันก่อน แต่เรื่องแตกหักนี่สิ ฉันกับพี่เยี่ยไม่มีเหตุผลให้ต้องบาดหมางกันเลย แถมฉันยังเป็นคนดึงซ่งเหม่ยฉีกลับมาจากอาการป่วยด้วยซ้ำ ภายใต้เงื่อนไขบุญคุณค้ำคอแบบนี้ จู่ๆ จะมาทะเลาะกันบ้านแตก จิ้งจอกเฒ่าอย่างหลิวโย่วสุ่ยมันจะยอมเชื่อเรอะ?
ลั่วหยางขมวดคิ้ว ไล่เรียงตรรกะในหัว ขนาดตัวเขาเองยังรู้สึกทะแม่งๆ นับประสาอะไรกับมัน
จังหวะที่กำลังคิ้วขมวด จู่ๆ ก็มีร่างของใครบางคนเดินตรงดิ่งเข้ามาตามช่องทางเดิน ก่อนจะมาหยุดยืนค้ำศีรษะเขาเอาไว้
ลั่วหยางเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะชะงักงัน
เป็นอู่เซิ่งหลานนั่นเอง
หญิงสาวอยู่ในชุดเสื้อยืดคอวีคว้านลึก เผยให้เห็นเนินอกขาวจัดและร่องอกรำไรสะกดสายตา ท่อนล่างสวมกางเกงยีนส์ขาสั้นกุดรัดรูป อวดเรียวขาเรียวยาวขาวผ่องราวกับหิมะ เมื่อผนวกเข้ากับใบหน้ารูปไข่ที่สวยหวานหมดจด ภาพรวมของเธอในวันนี้จึงดูเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความละมุนละไมและความเซ็กซี่เย้ายวนขั้นสุด
“แหม เพื่อนเก่า นายนี่รู้ใจจังเลยนะว่าฉันจะมา ถึงได้สั่งกาแฟดักรอไว้ล่วงหน้าเลย” อู่เซิ่งหลานทักทายอย่างไม่คิดจะเกรงใจ พอเห็นหน้าลั่วหยางปุ๊บ เธอก็จัดการลากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามลงนั่งทันที แถมยังถือวิสาสะดึงแก้วคาปูชิโน่ตรงหน้าชายหนุ่มไปวางไว้ฝั่งตัวเองเสร็จสรรพ
ลั่วหยางตั้งใจจะอ้าปากเบรกว่า กาแฟแก้วนั้นเขาเพิ่งกระดกไปแล้ว แต่ในจังหวะที่กำลังชั่งใจว่าจะพูดยังไงไม่ให้บรรยากาศกระอักกระอ่วน อู่เซิ่งหลานก็ก้มหน้าดูดกาแฟเข้าปากไปอึกใหญ่เสียแล้ว แถมยังดูดจากขอบแก้วโดยตรง ไม่แม้แต่จะใช้ช้อนคน
“เอ๊ะ หรือว่านายสั่งมารอใคร” อู่เซิ่งหลานชะงัก สัญชาตญาณความเฉียบแหลมแบบผู้หญิงทำงานทันที
ลั่วหยางกระตุกยิ้มบาง “ถ้าฉันบอกว่า ฉันนั่งจับยามสามตาแล้วรู้ล่วงหน้าว่าเธอจะมากินกาแฟที่นี่ เลยสั่งมาเผื่อไว้ เธอจะเชื่อไหมล่ะ”
“ถ้าเป็นคนอื่น ฉันคงด่าว่าตอแหล แต่ถ้านายเป็นคนพูด ฉันเชื่อนะ” ดวงตากลมโตคู่สวยของอู่เซิ่งหลานจ้องเขม็งมาที่เขา “ตกลง ที่พูดมาเรื่องจริงหรือเปล่า”
ลั่วหยางเพียงยิ้มรับแต่ไม่ตอบคำถาม ชายหนุ่มประสานสายตากับเธอ ภายในหัวจู่ๆ ก็มีประกายไอเดียบางอย่างสว่างวาบขึ้นมา!
“หรือความจริงแล้ว นายกำลังรอแฟนอยู่? ถ้าใช่ก็รีบบอกเลยนะ ฉันจะได้รีบเผ่น ขืนอยู่เป็นก้างขวางคอเดี๋ยวจะซวยเอา” อู่เซิ่งหลานโยนหินถามทางอย่างมีไหวพริบ
ลั่วหยางหัวเราะเบาๆ “เมื่อกี้เพิ่งบอกอยู่แหม็บๆ ว่าเชื่อฉัน มาตอนนี้ตั้งแง่จับผิดซะแล้ว ไม่ย้อนแย้งไปหน่อยเหรอ”
“งั้นก็แปลว่าไม่ได้นัดใครไว้สิเนี่ย” มุมปากของอู่เซิ่งหลานยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหวานหยดย้อย
ลั่วหยางกระแอมแก้เก้อ “ฉันว่างจัดน่ะ เลยมานั่งจิบกาแฟฆ่าเวลาคนเดียว”
“มาคนเดียวแล้วสั่งกาแฟทำไมตั้งสองแก้วล่ะ” ใบหน้าสวยหวานฉายแววฉงน
ลั่วหยางยิ้มขำ “ฉันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญญาจ่ายซะหน่อย”
“ฮ่าๆๆ!” อู่เซิ่งหลานหลุดขำพรืด หัวเราะจนตัวโยน ทรวดทรงอกตูมกระเพื่อมไหวสะท้านไปมาอย่างน่าหวาดเสียว
ไอ้ที่หูปู้เฝ่ยเคยปรามาสไว้ว่าลั่วหยางเป็นคนทื่อๆ ไม่มีอารมณ์ขันและไร้ความโรแมนติกนั้น ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ลั่วหยางหรอก แต่อยู่ที่ตัวหูปู้เฝ่ยเองต่างหาก! ถ้าไอ้ตำรวจนั่นมันรู้จักจังหวะหยอดสาวแบบนี้ มันจะยังโสดยันป่านนี้เรอะ!
“ความจริงแล้ว…” ลั่วหยางเว้นจังหวะ “กาแฟแก้วที่เธอเพิ่งดูดไปเมื่อกี้ ฉันแอบจิบไปแล้วอึกหนึ่ง ตอนแรกกะจะเบรกแล้วล่ะ แต่เธอเล่นสูบเอาๆ ไปซะก่อน เดี๋ยวฉันไปสั่งแก้วใหม่ให้แล้วกัน” เขาตัดสินใจสารภาพบาป
พวงแก้มของอู่เซิ่งหลานซับสีเลือดขึ้นมาจางๆ หญิงสาวทำหน้าเหวอด้วยความกระดากอาย ทว่าเพียงครู่เดียวก็ปรับสีหน้ากลับมาฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็นธรรมชาติ
“ไม่ต้องหรอก ไม่เป็นไร แต่ถ้านายรู้สึกผิดอยากไถ่โทษจริงๆ ล่ะก็ ขนมหวานร้านนี้อร่อยมากนะ นายแค่เปย์ค่าเค้กให้ฉันก็พอแล้ว”
ลั่วหยางพยักหน้าตอบรับพร้อมรอยยิ้ม “ไม่มีปัญหา”