ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 69 หญิงสาวผู้ป่วยจิตเวช
โรงพยาบาลจิตเวชปาเฉิง
ลั่วหยางทอดสายตามองผ่านกระจกบานหนาเข้าไปดูผู้ป่วยที่หน่วยสืบสวนคดีพิเศษคัดกรองมาให้ หญิงสาวด้านในชื่ออวี๋หง อายุเพิ่งจะสิบแปดปี ทราบมาว่าปีนี้เธอสอบเกาเข่าได้ 480 คะแนน ซึ่งคะแนนระดับนี้หมดสิทธิ์เหยียบรั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำ เดิมทีเด็กคนนี้ก็มีประวัติเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงอยู่ก่อนแล้ว พอผลสอบออกมาดับฝัน ฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดสะบั้น สภาพจิตใจพังทลายจนเสียสติไปอย่างสมบูรณ์ เธอถูกจับส่งเข้ามารักษาตัวที่นี่ได้สองเดือนกว่า ทว่าอาการกลับไม่มีทีท่าจะกระเตื้องขึ้นเลยสักนิด
ร่างผอมบางของอวี๋หงนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง เธอสวมชุดผู้ป่วยจิตเวชแบบรัดกุมพิเศษ แขนทั้งสองข้างถูกจับมัดพันธนาการติดกับลำตัวจนขยับไม่ได้ ร่างกายพยายามดิ้นรนขัดขืนเป็นระลอก ริมฝีปากแห้งผากขมุบขมิบพึมพำไม่หยุด แม้แต่ลั่วหยางเงี่ยหูฟังก็ยังจับใจความไม่ได้ เพราะเสียงที่ลอดออกมามันไม่ใช่ภาษาคนด้วยซ้ำ เป็นเพียงเสียงครางในลำคอของคนที่สติหลุดลอยไปแล้ว
ด้านนอกห้องกระจก หูปู้เฝ่ยกับอู่เซิ่งหลานยืนขนาบข้างดูสถานการณ์ ทว่าอู่เซิ่งหลานไม่ได้สนใจผู้ป่วยจิตเวชข้างในเลยสักนิด สายตาของเธอเอาแต่จับจ้องใบหน้าด้านข้างของลั่วหยางตาไม่กะพริบ สันกรามคมกริบรับกับจมูกโด่งเป็นสัน มุมข้างของผู้ชายคนนี้หล่อกระชากใจ หล่อระยำทำลายล้างจนไม่เกรงใจใครจริงๆ
ในขณะเดียวกัน สายตาของหูปู้เฝ่ยกลับลอบสังเกตอู่เซิ่งหลานเงียบๆ ชายวัยกลางคนหรี่ตาประเมินหญิงสาวคนสวยอย่างระแวดระวัง ไม่รู้ว่าในหัวกำลังคำนวณหรือจับผิดอะไรอยู่
ผ่านไปเกือบสิบนาที ลั่วหยางถึงยอมละสายตาจากกระจก “พี่หู ครอบครัวคนไข้รู้เรื่องนี้หรือเปล่า”
“เรื่องเซนซิทีฟแบบนี้ยังไงก็ต้องขออนุญาตก่อน” หูปู้เฝ่ยถอนหายใจ “พ่อแม่เด็กนี่หย่ากัน ต่างคนต่างไปมีครอบครัวใหม่ ทิ้งลูกให้อยู่กับปู่ ชีวิตค่อนข้างรันทดเลยล่ะ ทางเราติดต่อไปขออนุญาตครบทุกคนแล้ว พ่อแม่อนุญาตให้ตรวจได้ แต่ตัวอยู่ต่างจังหวัดเลยไม่โผล่หัวมา ส่วนปู่อายุแปดสิบกว่าแล้ว แข้งขาไม่ค่อยดี เดินทางมาไม่ไหวหรอก”
สภาพแวดล้อมเฮงซวยแบบนี้ ขนาดผู้ใหญ่ฟังแล้วยังหดหู่ นับประสาอะไรกับเด็กสาวอายุแค่นี้ที่ต้องแบกรับ
“พอมีทางรักษาไหม” หูปู้เฝ่ยถามตรงประเด็น
“ยังให้คำตอบไม่ได้ครับ ต้องเข้าไปตรวจดูก่อน” ลั่วหยางตอบเสียงเรียบ “ถ้ามีหมอหรือพยาบาลผ่านมา ฝากพี่ช่วยกันให้ที อย่าให้ใครเข้ามากวนเด็ดขาด”
“วางใจเถอะ ทางเราดีลกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลไว้แล้ว ไม่มีใครกล้าแหยมหรอก” หูปู้เฝ่ยรับคำ
“พวกพี่ก็เหมือนกัน ห้ามเข้าไปเด็ดขาด” ลั่วหยางกำชับเสียงเข้ม “หลังจากนี้ต่อให้ได้ยินเสียงหรือเห็นความเคลื่อนไหวแปลกๆ อะไรก็ไม่ต้องสนใจ แค่รออยู่ข้างนอกก็พอ”
หูปู้เฝ่ยพยักหน้า “ตกลง ลุยเลย”
ชายหนุ่มหันไปหาหญิงสาวด้านข้าง “เพื่อนอู่ รบกวนคุณรออยู่ตรงนี้สักพักนะ”
อู่เซิ่งหลานรับคำในลำคอ ก่อนจะช้อนตามองเขาแล้วเอ่ยเสียงหวาน “อย่าเรียกเพื่อนอู่เลยค่ะ ฟังดูห่างเหินจัง เรียกฉันว่าเสี่ยวอู่ก็พอ”
ลั่วหยางคลี่ยิ้มรับบางๆ
จังหวะนั้น หูปู้เฝ่ยก็ตวัดสายตาจ้องเขม็งมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ลั่วหยางตีหน้าตายทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ผลักประตูห้องผู้ป่วยเข้าไป กดล็อกกลอนจากด้านใน แล้วรูดปิดผ้าม่านทึบแสงจนสนิท
ทันทีที่เห็นคนแปลกหน้าบุกรุกเข้ามา อวี๋หงก็มีอาการตื่นตระหนกขั้นสุด ดวงตาเบิกโพลงจ้องลั่วหยางเขม็ง ริมฝีปากส่งเสียงกรีดร้องขู่กรรโชก “อู้อู้! ฮั่วฮั่ว! อี๊ยาหยา!”
ลั่วหยางไม่สนใจเสียงขู่ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง ชายหนุ่มหลับตาลง ดึงตัวเองเข้าสู่สภาวะเหนือสัมผัส พร้อมกับโคจรพลังวิญญาณอัดฉีดเข้าไปเสริม ยกระดับการรับรู้ให้พุ่งทะยานถึงขีดสุด ความรู้สึกรุนแรงราวกับเหยียบคันเร่งซูเปอร์คาร์จนมิดไมล์
ภายใต้สภาวะเหนือสัมผัสขั้นสุดยอดของกายาจิตขมังเวท ร่างกายของอวี๋หงก็โปร่งใสไม่ต่างอะไรกับภาพเอกซเรย์ ทุกเส้นเลือด ทุกอวัยวะภายใน ล้วนตกอยู่ในการรับรู้ของเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง
ทางฝั่งเด็กสาว แม้จะถูกแค่มองด้วยสายตา แต่เธอกลับสัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนวูบวาบที่ชอนไชผ่านผิวหนัง ซึมลึกเข้าสู่ทุกรูขุมขนอย่างไร้การปกปิด น่าเสียดายที่สติสัมปชัญญะของเธอขาดผึงไปนานแล้วจึงพูดอะไรไม่ออก อีกทั้งสำหรับคนที่อยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่ง ความรู้สึกแปลกประหลาดพวกนี้ก็ไม่ได้อยู่ในสารบบการรับรู้ของเธอเลยด้วยซ้ำ
ลั่วหยางสแกนตรวจเช็กร่างกายของเธอจนเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว จุดสุดท้ายที่เขาเพ่งความสนใจไปคือศีรษะ ภายใต้เนตรจิตขมังเวท เขาสัมผัสได้ชัดเจนถึงความผันผวนของคลื่นสมอง มันยุ่งเหยิงสะเปะสะปะราวกับสาหร่ายที่ถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากซัดกระหน่ำจนพันกันมั่วซั่วไปหมด
ตัดภาพมาที่ระเบียงทางเดินหน้าห้อง
หูปู้เฝ่ยยังคงลอบชำเลืองมองอู่เซิ่งหลานไม่เลิกรา จนในที่สุดหญิงสาวก็หมดความอดทน ตวัดสายตาขวับกลับมาจ้องเขม็ง แววตาฉายชัดถึงความหงุดหงิดรำคาญใจ
“นี่ลุง ลุงจะจ้องฉันอีกนานไหม มองพอหรือยัง”
นายตำรวจใหญ่กระแอมไอแก้เก้อ “คุณอู่ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิ ที่ผมมองก็เพราะบังเอิญคุณหน้าตาไปคล้ายเพื่อนเก่าสมัยเรียนของผมพอดีน่ะ”
อู่เซิ่งหลานแค่นหัวเราะหยัน มุมปากยกขึ้นอย่างดูแคลน “คุณลุงคะ มุกจีบสาวล้าหลังยุคแปดศูนย์แบบนี้ เขาเลิกใช้กันไปตั้งนานแล้วนะคะ”
“ลั่วหยางเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคุณจริงๆ เหรอ” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ก็ใช่น่ะสิ”
“คือว่า…” หูปู้เฝ่ยลังเลอึกอัก แต่ความสอดรู้สอดเห็นก็เอาชนะ “เวลาเจ้านั่นจีบสาว เขาใช้วิธีไหนเหรอ”
อู่เซิ่งหลานหันมาหรี่ตามองคนถามอย่างจริงจัง แววตาของจู่ๆ เธอก็เจือไปด้วยความเวทนาสงสารอย่างปิดไม่มิด
หูปู้เฝ่ยฉีกยิ้มแหย “ผมไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอะไรนะ ก็แค่อยากรู้ประดับรอยหยักในสมองเฉยๆ”
หญิงสาวถอนหายใจยาว พยักพเยิดหน้าไปทางบานกระจกทึบแสง “คุณลุงลองหันไปมองกระจกตรงหน้าลุงดูสิคะ”
หูปู้เฝ่ยหันไปมองตาม เนื่องจากผ้าม่านด้านในถูกปิดทึบ บานกระจกจึงสะท้อนภาพไม่ต่างอะไรกับกระจกเงา สิ่งที่ปรากฏคือเงาสะท้อนของชายวัยกลางคน โครงหน้าหยาบกระด้างถมึงทึง ผิวพรรณกร้านแดดดำคล้ำ รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน สารรูปชวนขวัญผวาแบบนี้ ถ้าจับไปเล่นหนังบู๊ ไม่ต้องเสียเวลาแต่งหน้าก็รับบทเป็นมือสังหารโฉดหรือหัวหน้าโจรเรียกค่าไถ่ได้สบายๆ
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่เก็ตอยู่ดีว่ายัยดาวคณะนี่จะสื่ออะไร
“เห็นเบ้าหน้าตัวเองชัดแล้วใช่ไหมคะ” อู่เซิ่งหลานยิงคำถามนิ่มๆ “ทีนี้ลุงลองจินตนาการเปรียบเทียบกับหน้าของลั่วหยางดูนะ ลุงคิดว่าเบ้าหน้าฟ้าประทานระดับเขา จำเป็นต้องงัดมุกเสี่ยวๆ มาหน้าด้านจีบสาวแบบลุงด้วยเหรอคะ”
หูปู้เฝ่ย “…”
อึก... เหมือนโดนหอกแหลมแทงทะลวงขั้วหัวใจจนกระอักเลือด
ตัดกลับมาภายในห้องพักผู้ป่วย
ลั่วหยางถอนการรับรู้ขั้นสุดยอดออก ตอนนี้เขาสแกนโครงสร้างร่างกายของอวี๋หงจนทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว
ผลจากการถูกอัดยาจิตเวชที่มีสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ทำให้ระบบต่อมไร้ท่อของเด็กสาวพังพินาศ แม้อายุเพิ่งสิบแปด แต่ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนกลับร่วงหล่นไปเทียบเท่าสตรีวัยทอง ผิวพรรณซีดเซียวอมเหลือง ประจำเดือนขาดหาย แถมยังมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง หลอดเลือดเปราะบาง และเริ่มมีกลากเกลื้อนอ่อนๆ ลามตามผิวหนัง
โรคภัยแทรกซ้อนรุมเร้าจนร่างกายพังยับเยินไปหมด
ทว่าโรคทางกายพวกนี้จัดการง่าย แค่จัดยาบำรุงควบคู่กับฟื้นฟูร่างกายก็หายขาดได้ ปัญหาใหญ่มันอยู่ที่ ‘โรคทางจิต’ ต่างหากที่ยากจะรับมือ
ถ้าโรงพยาบาลนี้มีน้ำยารักษาจริงๆ เด็กสาวอายุน้อยแค่นี้ ต่อให้ไม่หายขาดร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างน้อยอาการก็ต้องทุเลาลงบ้าง แต่นี่กลับกู่ไม่กลับเลยสักนิด
ลั่วหยางเริ่มขมวดคิ้วหนักใจ เขาไม่เคยมีประสบการณ์รักษาผู้ป่วยจิตเวชมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ตำราแพทย์จิตขมังเวทที่สืบทอดมา ก็ไม่มีบทไหนระบุวิธีรักษาผู้ป่วยจิตเวชไว้ตรงๆ ดัชนีแพทย์ไท่ชูทรงพลังก็จริง แต่มันก็ไม่ได้ครอบจักรวาลขนาดนั้น
ผู้ป่วยจิตเวชคือคนที่มีความผิดปกติทางจิต ไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ให้ห้ามเลือด ไม่มีเส้นประสาทฉีกขาดให้เชื่อมต่อ ต่อให้ดัชนีแพทย์ไท่ชูจะปาฏิหาริย์แค่ไหน ถ้าไม่มีจุดให้ลงมือรักษามันก็ไร้ประโยชน์
“ฉันคือเฉินหยวนหยวน! ผีผาของฉันอยู่ไหน!” จู่ๆ เด็กสาวบนเตียงก็แผดเสียงตะโกนชัดถ้อยชัดคำ “ฉันจะดีดผีผา! ใครขโมยผีผาของฉันไป!”
ชายหนุ่มทอดสายตามองด้วยความเวทนาจับใจ อายุแค่นี้แท้ๆ ถ้าต้องถูกขังลืมจมปลักอยู่ในนรกแห่งความบ้าคลั่งไปตลอดชีวิตที่เหลือ มันจะทรมานและน่าเศร้าสลดขนาดไหน
“แก! แกต้องเป็นคนขโมยผีผาของฉันไปแน่ๆ ฉันจะสั่งให้ซานกุ้ยไปทุบกระจกบ้านแกให้แหลกเลย!” อวี๋หงถลึงตาขวาง อาละวาดใส่ลั่วหยางอย่างดุร้าย
เป๊าะ!
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ระเบิดวาบขึ้นในหัวของลั่วหยางราวกับพลุที่ถูกจุดขึ้น!
โครงสร้างสมองของเธอไม่ได้พังทลายเลยสักนิด! สิ่งที่พังคือ ‘จิตใต้สำนึก’ ต่างหากที่มันบิดเบี้ยววุ่นวายจนสูญเสียการควบคุม มันก็เหมือนกับระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ถูกไวรัสเรียกค่าไถ่โจมตีจนรวนไปทั้งเครื่องนั่นแหละ!
ขอแค่ติดตั้ง ‘แอนตี้ไวรัส’ สแกนล้างบางมัลแวร์ชั่วร้ายพวกนี้ทิ้ง เคลียร์ไฟล์ขยะในหัวให้สะอาดหมดจด ระบบก็กลับมาบูตติดทำงานได้ตามปกติ!
และบังเอิญเหลือเกิน ตัวเขาในตอนนี้ ดันมี ‘สุดยอดโปรแกรมสแกนไวรัส’ ระดับพระกาฬอยู่ในมือพอดี!