ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 68 ฉันเห็นคุณเป็นเพื่อน แต่คุณกลับเห็นฉันเป็นของเล่น
ลั่วหยางเพิ่งทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ยังไม่ทันอ้าปากพูด อู่เซิ่งหลานก็จัดการใช้ส้อมจิ้มเค้กช็อกโกแลตชิ้นโตมาวางแหมะลงบนจานตรงหน้าเขาเสียก่อน หญิงสาวช้อนตามองพร้อมส่งยิ้มหวานหยดย้อยประจบประแจง
มารยาหญิงนี่มันเหลือร้ายจริงๆ บทจะร้ายก็วีนแตก บทจะหวานก็ทำเอาขนลุกซู่
“เค้กเจ้านี้อร่อยมากเลยนะ ลองชิมดูสิคะ” อู่เซิ่งหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ
“คือความจริงแล้วผม…”
“เอาน่า ลองชิมดูสักคำสิคะ อร่อยจริงๆ นะ” แววตาของหญิงสาวเปล่งประกายเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
ชายหนุ่มจำใจตักเค้กเข้าปากไปหนึ่งคำ ทว่ารสชาติหวานเลี่ยนบาดคอทำเอาเขาต้องขมวดคิ้วเข้าหากันแทบจะทันที
อู่เซิ่งหลานยกมุมปากอมยิ้ม “ผู้ชายนี่ชอบกินแต่เนื้อจริงๆ ด้วย ไม่เห็นมีใครชอบของหวานสักคน”
ลั่วหยางวางส้อมลงบนจาน ตัดบทเข้าประเด็นทันที “ผมคุยกับเพื่อนให้เรียบร้อยแล้ว เขากำลังเดินเรื่องให้ คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
“เพื่อนคุณคนนั้นทำงานอะไรเหรอคะ ถึงได้มีเส้นสายกว้างขวางขนาดนี้” หญิงสาวลอบหยั่งเชิงถาม
“เขาไม่สะดวกให้เปิดเผยน่ะ เอาเป็นว่าเขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็แล้วกัน”
อู่เซิ่งหลานพยักหน้าอย่างรู้ความ “เข้าใจแล้วค่ะ เรื่องพวกนี้พูดสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้อยู่แล้ว งั้นเราไม่พูดถึงเขาดีกว่า แต่ยังไงคนที่ฉันต้องขอบคุณที่สุดก็คือคุณอยู่ดี”
“คนกันเองทั้งนั้น จะเกรงใจทำไมกัน” ลั่วหยางตอบกลับตามมารยาท
ดวงตาคู่สวยพิจารณาใบหน้าหล่อเหลาอย่างละเอียดถี่ถ้วน หญิงสาวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะช้อนตามอง “คือว่า ฉันขอถามอะไรคุณสักอย่างได้ไหมคะ”
“ว่ามาสิ”
“งานเลี้ยงรุ่นคราวก่อน พอเกิดเรื่องวุ่นวายคุณก็ออกหน้าปกป้องพาฉันออกมา ฉันยังไม่ทันได้ขอบคุณเลย แล้วนี่คุณยังมาช่วยเรื่องใหญ่อีก” อู่เซิ่งหลานพูดอึกอัก พวงแก้มเริ่มซับสีเลือดฝาด “คือว่า ฉันควรจะตอบแทนคุณยังไงดีล่ะคะ”
“ผมก็บอกแล้วไงว่าคนกันเอง ไม่ต้องคิดมากหรอก”
ฟันซี่เล็กขบเม้มริมฝีปากล่างเบาๆ ท่าทางดูขวยเขินไร้เดียงสา
“ลั่วหยาง คุณคิดจะ…”
คำพูดท่อนหลังถูกกลืนหายไปในลำคอเพราะความขัดเขิน แต่ด้วยสีหน้าเย้ายวนและท่าทางทอดสะพานชัดเจนขนาดนี้ ต่อให้ผู้ชายตรงหน้าโง่เง่าแค่ไหนก็ย่อมดูออกว่าเธอหมายถึงอะไร
“เอาอย่างนี้สิ คุณก็ช่วยผมสักเรื่องเป็นการแลกเปลี่ยน” ลั่วหยางเสนอทางออก
“คุณอยากให้ฉันช่วยเรื่องอะไรล่ะคะ” หญิงสาวแอบจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล ขณะใช้หางตาลอบสังเกตปฏิกิริยาของชายหนุ่ม
ลั่วหยางมีสีหน้าลังเล “คือว่า ผมอยากให้คุณมาเป็น…”
ชายหนุ่มอึกอัก เรื่องพรรค์นี้มันเปิดปากพูดยากจริงๆ แฮะ
รอยยิ้มพริ้มเพราปรากฏชัดเจนบนใบหน้าหวาน เธอเอ่ยเร่งเร้า “พูดมาเถอะค่ะ คุณอยากให้ฉันเป็นอะไรของคุณเหรอคะ”
“เป็นแฟนผม” ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจโพล่งออกไป
อู่เซิ่งหลานแสร้งเบิกตากว้าง ยกมือขึ้นทาบอกและปิดปากเรียวเล็กของตัวเองด้วยท่าทีตกตะลึงที่ดูเล่นใหญ่เกินเบอร์ไปสักหน่อย
ชายหนุ่มรีบอธิบายด้วยความกระอักกระอ่วน “ผมรู้ว่ามันกะทันหันไปหน่อย แต่ฝั่งผมกำลังเจอปัญหาหนักจริงๆ เลยต้องบากหน้ามาขอร้องคุณ เรื่องมันมีอยู่ว่า…”
ทว่าจู่ๆ หญิงสาวก็โน้มตัวข้ามโต๊ะ ปลายนิ้วชี้เรียวยาวขาวผ่องแตะแนบลงบนริมฝีปากของลั่วหยางเพื่อหยุดคำพูดของเขา
ลั่วหยางชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ
อู่เซิ่งหลานขบเม้มริมฝีปากอีกครั้ง พวงแก้มร้อนผ่าวจนขึ้นสีแดงจัด น้ำเสียงแหบพร่าแผ่วเบา “คืนนั้น ตอนที่คุณพาฉันหนีออกมาจากภัตตาคาร ฉันก็ดูออกแล้วล่ะว่าคุณแอบชอบฉัน” เธอลดนิ้วลง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นแง่งอน “ฉันก็นึกว่าคุณจะเป็นสุภาพบุรุษซื่อๆ อุตส่าห์เห็นเป็นเพื่อน แต่คุณกลับเห็นฉันเป็นของเล่นซะได้”
สถานการณ์ชักจะเลยเถิดไปกันใหญ่ ลั่วหยางรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ใช่แบบนั้น คุณฟังผมก่อน...”
นิ้วชี้เรียวสวยแตะลงบนริมฝีปากเขาอีกครั้งเพื่อปิดประโยค “คุณนั่นแหละ ฟังฉันก่อน”
ลั่วหยาง “…”
อู่เซิ่งหลานขบเม้มริมฝีปากเป็นหนที่สาม ดวงตาฉ่ำปรือ “ฉันไม่ใช่ผู้หญิงใจง่ายนะ ฉันรู้ว่าไอ้ปัญหาที่คุณพูดถึงมันคืออะไร ผู้ชายก็มีความต้องการเรื่องพรรค์นั้นกันทุกคนนั่นแหละ แต่จู่ๆ จะให้ฉันไปช่วยปลดปล่อยให้คุณปุบปับแบบนี้ ไม่คิดจะถนอมน้ำใจกันบ้างเลยเหรอ ทำไมพวกเราไม่ลองคบหาดูใจกันไปสักพักก่อนล่ะ คุณว่าดีไหม”
ผู้ชายฝั่งตรงข้ามตีหน้าตายสนิท นัยน์ตาสะท้อนความว่างเปล่า ภายในใจกำลังสบถด่าตัวเองที่ดึงดันใช้แผนนี้จนก้าวพลาดอย่างมหันต์
หญิงสาวดึงมือกลับไป ทว่าสายตาหยาดเยิ้มกลับไม่ยอมละไปจากใบหน้าหล่อเหลาเลยแม้แต่วินาทีเดียว
จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจว่าสมองของเหลียงหงทำด้วยอะไร ถึงได้ปล่อยผู้ชายหล่อลากไส้โปรไฟล์ดีขนาดนี้ให้หลุดมือ แถมยังลดตัวไปนอนกับตาแก่หัวงูนั่นอีก โชคมหาศาลพุ่งเข้าชนกะทันหันจนเธอแทบไม่อยากเชื่อว่าเรื่องวิเศษแบบนี้จะตกถึงท้องตัวเอง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ลั่วหยางหมดความอดทน รีบสาดความจริงออกไปรวดเดียวจบ “เรื่องมันเป็นแบบนี้! ผมแค่อยากจ้างคุณไปแกล้งรับบทแฟนปลอมๆ เล่นละครตบตาที่บ้านผม เพื่อให้ผมได้เลิกกับแฟนตัวจริงต่างหาก!”
รอยยิ้มหยาดเยิ้มบนใบหน้าของอู่เซิ่งหลานแข็งค้างในพริบตา ก่อนจะมลายหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
“ผมรู้ว่าคำขอมันเห็นแก่ตัวไปหน่อย แต่ผมจำเป็นต้องใช้คนนอกมาช่วยจริงๆ เพราะงั้น…” ลั่วหยางพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เพี๊ยะ!
อู่เซิ่งหลานผุดลุกขึ้นพรวด ฝ่ามือเรียวฟาดเข้าที่แก้มชายหนุ่มเต็มแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น
แม้จะไม่ได้เจ็บปวดอะไรนักหนา แต่เสียงตบนั้นก็ดังกังวานพอจะกระชากสายตาทุกคู่ในคาเฟ่ให้หันมามองเป็นตาเดียว
ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองของลั่วหยาง เขาหลบฝ่ามือนี้ได้สบายๆ แต่ลึกๆ แล้วเขากลับเลือกที่จะนั่งนิ่งรับกรรมแทน
“ไอ้สวะ! นึกไม่ถึงเลยนะว่าสันดานแกจะเฮงซวยแบบนี้!” เธอก่นด่าด้วยความอับอาย ก่อนจะคว้ากระเป๋าแล้วสะบัดหน้าเดินกระแทกส้นออกไปจากร้านทันที
ชายหนุ่มไม่ได้ขยับตัวตามไปรั้งไว้ เขายังคงนั่งหลังตรง รักษาความสง่าผ่าเผยและศักดิ์ศรีหยดสุดท้ายของลูกผู้ชายเอาไว้ได้
เมื่อทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างมีเหตุผล ความผิดของเขาในเรื่องนี้มีอย่างมากก็แค่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จะมาโยนบาปให้เขาทั้งหมดก็ไม่ได้ ใครจะไปตรัสรู้ว่ายัยดาวคณะคนนี้จินตนาการเตลิดไปไกลถึงไหน มโนไปเองเป็นตุเป็นตะว่าเขาแอบชอบและอยากลากขึ้นเตียง ในสถานการณ์ชวนอึดอัดเมื่อกี้ ขอแค่เธอหุบปากแล้วเปิดโอกาสให้เขาอธิบายต่ออีกสักสามวินาที เรื่องบัดซบพวกนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นหรอก
“ดูท่าคงต้องให้หูปู้เฝ่ยไปเกณฑ์หน้าม้ามาเล่นละครแทนซะแล้ว” เขายิ้มขื่นพลางส่ายหน้าอย่างระอา
พนักงานเสิร์ฟสาวสองคนหลังเคาน์เตอร์บาร์ชำเลืองมองลั่วหยางด้วยหางตา ก่อนจะสุมหัวซุบซิบนินทาอย่างออกรส
“เห็นไหม ฉันพูดผิดที่ไหน ผู้ชายยิ่งหล่อก็ยิ่งสันดานเสีย”
“นั่นสิ หน้าตาการศึกษาดูดีเป็นผู้เป็นคนแท้ๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไอ้พวกมักมากไม่เลือกหน้า”
“เมื่อกี้ผู้หญิงคนนั้นฟาดหน้าได้สะใจชะมัด”
“ถ้าเป็นฉันนะ แม่จะประเคนลูกถีบยอดอกแถมให้ด้วยซ้ำ ถุย! ไอ้ผู้ชายเฮงซวย!”
ทว่าเสียงนินทายังไม่ทันขาดคำ ร่างระหงของอู่เซิ่งหลานกลับเดินจ้ำอ้าวย้อนกลับเข้ามาในร้าน แล้วทิ้งตัวลงนั่งเบาะตรงข้ามลั่วหยางด้วยสีหน้าถมึงทึง
ลั่วหยางขมวดคิ้วมองหญิงสาว สมองประมวลผลตามอารมณ์สวิงของเธอไม่ทัน ชั่วขณะนั้นเขาเลยได้แต่นั่งใบ้รับประทาน ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดดี
“เมื่อกี้ขอโทษด้วยนะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นบ้าอะไร พอเลือดขึ้นหน้าก็เลยคุมสติไม่อยู่” เธอเป็นฝ่ายกลืนน้ำลายทำลายความเงียบไปก่อน
“ไม่เป็นไรหรอก ต้นเหตุมันมาจากผมอธิบายไม่เคลียร์แต่แรก คุณจะเข้าใจผิดก็ไม่แปลก” ลั่วหยางคลี่ยิ้มตอบรับอย่างใจเย็น
“ฉันรับงานนี้ก็ได้ แต่คุณต้องบอกความจริงมาก่อนว่าแฟนคุณเป็นใคร แล้วทำไมถึงต้องลงทุนจัดฉากเลิกกับเธอเบอร์นี้” อู่เซิ่งหลานจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาชายหนุ่มอย่างคาดคั้น
ยิ่งมองหน้าไอ้เวรนี่เธอก็ยิ่งเจ็บใจ คนอะไรหล่อลากดินเบ้าหน้าฟ้าประทานประหนึ่งหลุดออกมาจากหน้าหนังสือการ์ตูน นัยน์ตาคู่นั้นมันช่าง… ช่างเถอะ! เลิกคิดดีกว่า ยิ่งคิดก็ยิ่งประสาทเสีย!
“แฟนผมชื่อเยี่ยจือ ประธานบริหารของกลุ่มบริษัทชิงซานเอเนอร์จี” เขาเปิดไพ่ใบแรกด้วยการบอกสถานะของแฟนสาว
อู่เซิ่งหลานตาสว่างวาบในทันที แววตาที่มองชายหนุ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และแน่นอนว่า เศษซากความหวังอันน้อยนิดในใจเธอได้แหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดีแล้วเช่นกัน
“เธอมีลูกติดหนึ่งคน แถมครอบครัวอดีตพ่อสามีของเธอก็เป็นพวกมีอิทธิพลล้นฟ้า ถ้าผมยังขืนคบกับเธอต่อไป มีแต่จะลากเธอมาซวยด้วย ผมถึงต้องตัดใจเลิก แผนคือให้คุณไปที่บ้านผม ในนั้นมีกล้องวงจรปิดติดอยู่ เราแค่เล่นละครตบตาผ่านกล้องวงจรปิดนั่นก็พอ วางใจได้ว่าคุณจะไม่ได้รับอันตรายอะไรทั้งสิ้น” ลั่วหยางเลือกที่จะเล่าความจริงแค่ครึ่งเดียว ส่วนเรื่องของมาเฟียอย่างหลิวโย่วสุ่ยนั้น ขืนหลุดปากบอกไป ยัยนี่คงสติแตกเผ่นแน่บตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มงาน
หญิงสาวยังคงจ้องหน้าเขาเขม็ง แววตาคมกริบประเมินสถานการณ์ฉับไวทะลุปรุโปร่งถึงเบื้องลึกเบื้องหลังทั้งหมด
ไอ้หมอนี่มันก็แค่แมงดาเกาะผู้หญิงรวยกิน พอสูบเลือดสูบเนื้อจนหนำใจ ก็หาทางถีบหัวส่งเศรษฐินีม่ายเพื่อชิ่งเอาเงินไปเสวยสุขกับผู้หญิงคนอื่นไม่ใช่รึไง! แหม ปั้นน้ำเป็นตัวซะดูดีมีสกุล สถาปนาตัวเองเป็นคนดีศรีสังคมเชียวนะ ต่อให้สรรหาข้ออ้างสวยหรูมาชุบตัวแค่ไหน มันก็กลบกลิ่นเหม็นเน่าธาตุแท้ความเฮงซวยของแกไม่มิดหรอก!
“เรื่องราวทั้งหมดก็เป็นแบบนี้ เหตุผลก็เคลียร์แล้ว ตกลงคุณยินดีจะช่วยผมไหม” ลั่วหยางปรับสีหน้าให้ดูจริงใจไร้พิษสงที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เรื่องคอนเน็กชันโรงพยาบาลรัฐที่คุณรับปากไว้ ยังถือเป็นข้อตกลงอยู่ใช่ไหม”
ชายหนุ่มพยักหน้าหนักแน่น “แน่นอน เพื่อนผมกำลังเดินเรื่องให้ รับประกันได้เลยว่าไม่มีพลาด”
“ตกลง ฉันรับงานนี้ งั้นก็ไปบ้านคุณกันเลยสิ” อู่เซิ่งหลานตัดสินใจเด็ดขาด
ยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ การจะปิดยอดขายหลักล้านมันยากแทบรากเลือด พวกเซลส์ขายรถขายบ้านยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อแย่งลูกค้าก็มีให้เห็นเกลื่อนตา นี่เธอได้บิ๊กดีลระดับโรงพยาบาลรัฐมาจ่อตรงหน้า แลกกับการรับบทหน้าม้าเล่นละครตบตาแค่ฉากเดียว ไม่ได้เสียเนื้อเสียตัวหรือบุบสลายตรงไหน แล้วมีเหตุผลบ้าอะไรที่เธอจะต้องปฏิเสธข้อเสนอนี้ด้วยล่ะ?
กริ๊ง… กริ๊ง…
เสียงเรียกเข้าสมาร์ตโฟนของลั่วหยางดังขัดจังหวะ ชายหนุ่มเหลือบมองชื่อสายเรียกเข้าบนหน้าจอ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูดหน้าตาย “อืม สงสัยคิวจะเปลี่ยน พวกเราคงต้องแวะไปโรงพยาบาลจิตเวชกันก่อนแล้วล่ะ”
อู่เซิ่งหลาน “???”