ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 137 เรื่องตลก / ตอนที่ 138 ซ้ำเติม
ตอนที่ 137 เรื่องตลก / ตอนที่ 138 ซ้ำเติม
ตอนที่ 137 เรื่องตลก
เซี่ยผิงไหวรู้สึกไม่ดีไปทั้งร่าง
“พี่หญิงใหญ่ ทำไมท่านถึงไปรับปากอะไรที่ไม่มีเหตุผลกับเขาอย่างนั้นล่ะ ท่านโง่หรือเปล่า” เซี่ยผิงไหวแทบจะพุ่งเข้าไปในเรือนคงกู่ แล้วลากเซี่ยเฉียวออกไปโวยวายกับนางข้างนอก
เซี่ยเฉียวขมวดคิ้ว “พูดดีๆ หน่อย”
มาดล่ะ?
นี่เหมือนกับตั๊กแตนกระโดดไปกระโดดมา
“พี่หญิงใหญ่” เซี่ยผิงไหวโกรธจนปวดตับ “ท่านไม่รู้จักหยวนปิน มันเป็นคนไร้ยางอาย พูดได้ทำได้ พอถึงเวลานั้นมันก็จะให้คนหามเกี้ยวไปรับท่านจริงๆ และหากท่านไม่ไปกับมัน มันก็จะป่าวประกาศให้ทุกคนในเมืองหลวงได้รู้ว่าท่านแพ้เดิมพันและไม่รักษาคำพูด ถึงตอนนั้นท่านจะยังสามารถแต่งงานกับใครได้อีกหรือ”
“น้องชายของข้า เดิมพันก็คือเดิมพัน แพ้ก็ถือว่าแพ้ แต่พวกเราจะเสียหน้าไม่ได้ เขาบอกว่าเจ้าจะกราบอาจารย์ไม่สำเร็จ อย่างนี้ยอมไม่ได้” เซี่ยเฉียวมีท่าทางโมโห
“แต่ข้าทำไม่สำเร็จนี่ ท่านอาจารย์เซียววันนี้ทั้งวันไม่ได้มาพบข้าเลย แม้แต่พูดก็ยังไม่ได้พูดอะไรกับข้าเลยสักคำ!” เซี่ยผิงไหวยอมรับชะตากรรมอย่างที่สุด “พี่หญิงใหญ่ พวกเราจำเป็นจะต้องเป็นศัตรูกับเขาเพราะเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือ”
เซี่ยผิงไหวกังวลใจจริงๆ
ถึงอย่างไรพี่หญิงใหญ่ของเขาคนนี้ก็ยังเคยให้ของขวัญพบหน้าแก่เขา แม้ว่าจะถูกแย่งไป…
อีกทั้งพี่หญิงใหญ่รังแกเขาจริงๆ แต่พี่หญิงใหญ่หน้าตาดีนี่ พวกเขาก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งแต่ละคนในบ้านก็ไม่ได้ฉลาดมีไหวพริบขนาดนี้ ยากที่จะมีคนแบบหญิงสาวที่สามารถกดข่มคนอื่นแบบนางมาเกิดในบ้านเดียวกันได้ หากสูญเสียนางไปก็น่าเสียดายนะ…
อย่างไรก็ตามพี่หญิงใหญ่ของเขาก็อ่อนแอและไร้ความผิดจริงๆ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเด็กผู้ชาย หากนางต้องมาเดือดร้อนเพราะเขา เขาก็รู้สึกอึดอัดทรมานใจจริงๆ
เซี่ยผิงไหวดูกังวลใจ
“ไม่เป็นไร ข้าว่าน่าสนุกดีออก” เซี่ยเฉียวพยักหน้า “อีกอย่าง ทำไมเจ้าไม่คิดเชื่อว่าเขาจะเกิดซวยขึ้นมาบ้างหรือ”
“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมท่านไม่ร้อนใจ!” เขาร้อนใจจะตายอยู่แล้ว!
นิสัยของพี่หญิงใหญ่นี้…
ไอ้หยา..เซี่ยผิงไหวรู้สึกว่าตนเองร้อนรนอย่างกับไฟไหม้คิ้วเขาแล้ว แต่เซี่ยเฉียวกลับเป็นเสียอย่างนี้….
สงบนิ่งสบายๆ ราวกับว่าเดิมพันครั้งนี่ไม่มีความสำคัญอะไรเลย!
เซี่ยผิงไหวรู้สึกอึดอัดไปหมดทั้งตัว
เซี่ยเฉียวดื้อรั้นมากเหลือเกิน ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าหมัดของเขาต่อยลงไปบนฝ้ายกระนั้น ทั้งเนื้อทั้งตัววิตกกังวลเกี่ยวกับผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นจนมึนงงเลอะเลือน
เขาโตมาจนป่านนี้ นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เขามีอารมณ์ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่เป็นความจริง
เขาไม่สามารถทำอะไรเซี่ยเฉียวได้ เขาไม่สามารถตีนางหรือดุนางได้ และเขายังต้องเอาใจอาจารย์เซียวต่อไป
หนึ่งวันเต็มๆ เขาไม่เห็นแม้แต่หน้า
การเดิมพันของเซี่ยเฉียวกลายเป็นเรื่องตลกของคนในสำนักศึกษา
พริบตาเดียวคำว่าไร้เดียงสาและโง่เขลาก็แปะติดอยู่บนตัวเซี่ยเฉียว ทันใดที่พูดถึงตระกูลเซี่ยแทบทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างเสียดสีขึ้นมาโดยปริยาย
เซี่ยเฉียวก็ไม่ได้ร้อนใจอะไร
ป่าไผ่ผืนใหญ่ด้านในเรือนตะวันออกถูกตัดออกหมดแล้ว เนื่องจากเซี่ยเฉียวยุ่งมาก นางจึงมอบแผนผังให้กับองครักษ์คนหนึ่งแล้วจากไปทันที
ป่าผืนนี้กินพื้นที่กว้างมาก หลังจากที่ตัดเสร็จแล้ว อากาศก็ปลอดโปร่งไหลเวียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังได้กลิ่นสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าหลังจากตัดทิ้งไปแล้วลอยอยู่ในอากาศ
องค์รัชทายาทรงรับภาพวาดแผนผังไปแล้ว
เขาเหลือบมองดูก็พบว่าจะต้องขุดคูน้ำ และสร้างสะพานเล็กๆ สักสองสามแห่ง ต้นไม้ในเรือนก็ต้องเปลี่ยนเป็นต้นมะฮอกกานีจีน[1] ต้นท้อ และต้นสน ส่วนริมคูน้ำนางวาดภาพต้นหลิวไว้เพียงสองสามต้นเท่านั้น
พูดง่ายๆ ก็คือ แผนผังไม่ได้ดูดีนัก แต่โชคดีที่ยังมีแปลงดอกไม้อยู่สองสามแปลง ซึ่งน่าจะพอปลูกดอกไม้ได้บ้าง
จ้าวเสวียนจิ่งดูเสร็จแล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธ “ไปทำตามแผนผังที่แม่นางเซี่ยวาดเอาไว้ ห้ามปรับเปลี่ยน แล้วนางล่ะ?”
“ไปแล้วขอรับ” องครักษ์โจวทูลตรงๆ
จ้าวเสวียนจิ่งหลุบตาลงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เดาอารมณ์ไม่ได้ “วันนี้ตอนที่ข้าออกไปข้างนอกดูเหมือนจะได้ยินว่าข้างนอกวุ่นวายอะไรกัน อนุไม่อนุ…”
“ฝ่าบาท เรื่องนั้นคือแม่นางเซี่ยออกหน้าแทนน้องชายของนาง จึงได้มีปากเสียงกับคุณชายหยวน หลังจากนั้นก็ไม่รู้กลายเป็นการเดิมพันกันได้อย่างไร หากแม่นางเซี่ยแพ้เดิมพัน ก็จะมีเกี้ยวไปรับนางที่บ้านมาเป็นอนุภรรยา”
ตอนที่ 138 ซ้ำเติม
จ้าวเสวียนจิ่งถือถ้วยหยกสีเขียวมรกตเอาไว้ในมือ มือเรียวยาวปัดถ้วยหยกน้อยๆ แทบมองไม่เห็น และสีหน้าเขาก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรมากมาย
“คุณชายหยวนคนไหนหรือ” เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ทูลฝ่าบาท เขาเป็นหลานชายคนโตของลูกคนโตของปราชญ์มหาสำนัก ตำแหน่งขุนนางของบิดาเขาไม่ได้สูงนัก” โจวเว่ยจงเอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว
“อ้อ เป็นคุณชายหยวนคนนั้นที่เคยว่าข้าเป็นคนพิการหลายปีก่อนหน้านี้นี่เอง…” จ้าวเสวียนจิ่งหัวเราะเบาๆ แฝงความเย็นชาอยู่บ้าง
โจวเว่ยจงชะงักไปครู่หนึ่ง
คุณชายหยวนเคยพูดอย่างนั้นด้วยหรือ เหตุใดเขาจึงไม่รู้
โจวเว่ยจงงุนงงไปชั่วครู่ แต่ถึงอย่างไรเขาก็เติบโตขึ้นมาด้วยกันกับองค์รัชทายาท จึงเข้าใจได้ในทันทีว่าองค์ชายรัชทายาทไม่พอพระทัยคนผู้นี้แล้ว!
“หากอย่างนั้นข้าจะให้ผู้อาวุโสในบ้านเขา สั่งสอนเขาเสียหน่อยดีหรือไม่” โจวเว่ยจงเอ่ยถาม
“ไม่ใช่ว่าแม่นางเซี่ยกำลังมีเดิมพันกับเขาอยู่หรือ ข้าได้ยินมาว่าเป็นการเดิมพันเกี่ยวกับชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ของเขา” โจวเว่ยจงหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงของเขานิ่งลึกและเย็นชา
สมองของโจวเว่ยจงกำลังคิด
ฝ่าบาททรงหมายถึงอะไรกันแน่
“หากอย่างนั้น…ให้ข้าน้อยไปช่วยให้แม่นางเซี่ยครึ่งเซียน…ชนะ?” โจวเว่ยจงลองถามหยั่งเชิง
“ไม่ได้ หากแม่นางเซี่ยรู้เข้า นางจะคิดว่าข้าไม่เชื่อในความสามารถการดูโหงวเฮ้งของนาง” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ย
“…” หากอย่างนั้นจะให้เขาทำอะไรล่ะ!
จ้าวเสวียนจิ่งวางถ้วยลงแล้ว จึงมองดูน้ำชาที่วางอยู่อีกด้าน “น้ำเย็นแล้ว ให้คนเติมไฟหน่อย ต้มอีกที”
“ขอรับ” โจวเว่ยจงพยักหน้ารับคำทันที และให้คนนำน้ำชาออกไป พอน้ำชาถูกยกออกไปแล้ว โจวเว่ยจงจึงเข้าใจได้ในทันที!
เติมไฟหน่อย?! ก็แค่เติมไฟหน่อยมิใช่หรือ!
ในเมื่อแม่นางเซี่ยครึ่งเซียนกล้าที่จะเดิมพัน บางทีนางอาจจะมีแผนการในใจอยู่แล้ว เจตนาของฝ่าบาทก็คือให้เขาไปราดน้ำมันลงในกองไฟ ตีหมาตกน้ำ ซ้ำเติมเขา?
“ฝ่าบาท หรือว่าท่าน…กับแม่นางเซี่ย” คิดอะไรกับนาง?
ก่อนหน้านี้ก็ยังอยากจะรับนางมาเป็นศิษย์
“ไอ้สารเลวตระกูลหยวนนั่นกล้าด่าข้าลับหลัง หรือว่าข้าไม่ควรที่จะลงโทษมัน?” จ้าวเสวียนจิ่งเอนกายลงบนเก้าอี้ไม้ สายตากึ่งโกรธกึ่งไม่โกรธจับอยู่ที่มือขวาของตนเอง จากนั้นน้ำเสียงสดชื่นก็ดังขึ้นอีกครั้ง “คราวที่แล้วตอนที่แม่นางเซี่ยมา นางได้ดูมือข้าหรือไม่”
“ไม่ได้ดูนะขอรับ?” โจวเว่ยจงนึกไม่ออก
จากนั้นจ้าวเสวียนจิ่งจึงได้เผยรอยยิ้มออกมาทันที
ใช่แล้ว ไม่ได้ดู
นางมาถึงเมืองหลวงแล้วจะไม่รู้ได้อย่างไรว่ารัชทายาทอย่างเขาคนนี้เป็นคนพิการ?
ไม่ว่าใครก็ตามบนโลกใบนี้ ถ้าหากว่าเคยได้เห็นเขาแล้ว ไม่ว่าจะใจกล้าหรือไม่ก็ตาม ก็มักจะให้ความสนใจกับมือขวาของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ มีเพียงนางเท่านั้นที่เงยหน้ามองเขาบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็จะมองแค่หน้าเขาเท่านั้น
บางทีนางอาจจะเคยมองดูมือของเขาแล้ว แต่สายตาของนางไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันขนาดนั้น
“จริงสิ เมื่อครู่เจ้าบอกว่าน้องชายของแม่นางเซี่ยคิดจะกราบอาจารย์ เกิดอะไรขึ้นหรือ” จู่ๆ จ้าวเสวียนจิ่งก็นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ “เขาคิดจะกราบใครหรือ เซียวอวี้หรง?”
“ท่านอาจารย์เซียวไม่สนใจเขาเลยสักนิดพ่ะย่ะค่ะ เมื่อวานก็คุกเข่าอยู่ข้างนอกสองชั่วยามโดยไม่ได้พูดคุยอะไรสักคำ ท่านก็ทราบดีว่าชาติกำเนิดของตระกูลเซี่ยเป็นอย่างไร ในเรื่องการอบรมลูกๆ เซี่ยหนิวซานนั้นก็ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไรนัก หากช่วงหลายปีมานี้พวกเขาไม่ได้รับการคุ้มครองจากท่านราชครู ตระกูลเซี่ยก็คงจะถูกคนหาเรื่องขับไล่ออกจากเมืองหลวงไปนานแล้ว” องครักษ์โจวเริ่มซุบซิบนินทาทันที
จ้าวเสวียนจิ่งเลิกคิ้วน้อยๆ ก่อนจะกวาดตามองโจวเว่ยจง “ได้ยินมาว่าเซี่ยผิงกั่งทำคดีใหญ่คดีหนึ่ง”
โจวเว่ยจงชะงักไป “แต่เดิมทีเขาก็เป็นคนของศาลตัดสินคดีความอยู่แล้ว เขาทำคดีก็เป็นเรื่องธรรมดามิใช่หรือ…”
“ควรได้เลื่อนตำแหน่งแล้วใช่ไหม” จ้าวเสวียนจิ่งเม้มริมฝีปาก “แม่นางเซี่ยค่อนข้างฉลาด นางยังสงบนิ่งมั่นคง เจตนารมณ์ชัดเจน ในเมื่อเป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันก็คงจะไม่ต่างกันมากนัก ให้ความสนใจเขาสักหน่อย อย่าให้ใครมาแย่งผลงานเขาไปได้”
—————
[1] ต้นมะฮอกกานีจีน ต้นฟลามิงโก้